You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
ศาลยกฟ้อง วรเจตน์ ภาคีรัตน์ คดีฝ่าฝืนคำสั่งเรียกเรียกรายงานตัว คสช.
ศาลแขวงดุสิตพิพากษา "ยกฟ้อง" ศ.ดร. วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ในความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งเรียกรายงานตัวของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หลังต่อสู้คดีมานาน 7 ปี
โครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) รายงานว่า ศาลแขวงดุสิตได้อ้างถึงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ตัดสินว่าคำสั่ง คสช. ที่ใช้ในคดีนี้ ขัดกับรัฐธรรมนูญทำให้ไม่สามารถบังคับใช้ได้
ด้านนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความ เปิดเผยกับข่าวสดว่า คำพิพากษาในวันนี้ และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่มีผลผูกพันทุกองค์กรย่อมหมายความว่าบุคคลที่ยังไม่ได้มารายงานตัว เเล้วเกรงว่าจะมีความผิดฐานนี้ ให้ไม่เป็นความผิด
คดีนี้ พนักงานอัยการคดีศาลแขวง 3 (แขวงดุสิต) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ศ.ดร. วรเจตน์ ในความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. ฉบับที่ 5/2557 และ 57/2557 เรียกรายงานตัว และประกาศ คสช. ฉบับที่ 29/2557 และ 41/2557 กำหนดโทษคนไม่มารายงานตัวหลังรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557
ต่อมา คดีถูกโอนการพิจารณาจากศาลทหารมาให้ศาลแขวงดุสิต จำเลยได้ยื่นคำร้องต่อศาลเมื่อ 14 พ.ค. 2563 ขอให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าประกาศ คสช. ทั้ง 2 ฉบับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่
"คสช. เรียกผมเข้าไปรายงานตัวตอนเช้า ตอนบ่ายก็จะสั่งกำหนดโทษ" ศ.ดร. วรเจตน์ชี้ให้เห็นปัญหาในการออกประกาศแบบมีผลย้อนหลัง
กระทั่ง 26 เม.ย. 2564 ศาลแขวงดุสิตได้อ่านคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ โดยระบุว่าประกาศ คสช. ฉบับที่ 29/2557 และ 41/2557 ขัดต่อรัฐธรรมนูญ 2560 สรุปใจความสำคัญได้ ดังนี้
- รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 279 ได้รับรองสถานะของประกาศและคำสั่ง คสช. ให้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และถือว่าประกาศ คสช. ทั้ง 2 ฉบับยังมีผลเป็นกฎหมายต่อไป แม้ คสช. สิ้นสภาพไปแล้ว
- ขณะประกาศใช้กฎหมายทั้ง 2 ฉบับ เป็นช่วงที่ คสช. กระทำการยึดอำนาจปกครองแผ่นดินสำเร็จ มีความต้องการให้ประชาชนอยู่ในความสงบ ไม่ก่อความวุ่นวาย และส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ จึงจำเป็นต้องจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนบางประการ อย่างไรก็ดีเมื่อยามที่บ้านเมืองปกติสุข การใช้ชีวิตของปัจเจกบุคคลย่อมแตกต่างไปจากสถานการณ์ดังกล่าว โดยเฉพาะหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2560 ที่รับรองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลไว้ตามมาตรา 29 วรรคหนึ่ง โดยบุคคลไม่ต้องรับโทษอาญา เว้นแต่ได้กระทำการอันกฎหมายซึ่งใช้อยู่ในเวลานั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ ซึ่งเป็นหลักการสากล ทั้งนี้การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ต้องเป็นไปตามมาตรา 26 โดยคำนึงถึงหลักความได้สัดส่วนพอเหมาะพอควรแก่กรณี เพื่อมิให้ตรากฎหมายขึ้นบังคับใช้แก่ประชาชนตามอำเภอใจ
- ประกาศ คสช. ทั้ง 2 ฉบับ เป็นกฎหมายที่จำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล เมื่อเทียบเคียงกับกรณีอื่น ๆ เช่น การนำตัวบุคคลที่ยังมิได้กระทำความผิด เพียงแต่มีเหตุอันควรสงสัย มีการกำหนดวิธีการเพื่อความปลอดภัย ตามประมวลกฎหมายอาญา (ป.อาญา) มาตรา 46 แทนการกำหนดโทษทางอาญา หรือมาตรการลงโทษผู้ฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานโดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควร ตาม ป.อาญา มาตรา 368 วรรคหนึ่ง ก็กำหนดอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 10 วัน หรือปรับไม่เกิน 5 พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- การฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามประกาศ คสช. ยังมิใช่การกระทำอันมีผลร้ายแรง ถึงขนาดต้องกำหนดโทษทางอาญาให้จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- ประกาศ คสช. ฉบับที่ 29/2557 และ 41/2557 ไม่มีความเหมาะสมกับลักษณะของการกระทำผิด ไม่เป็นไปตามหลักความได้สัดส่วนพอเหมาะพอควรแก่กรณี จำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ และขัดต่อหลักนิติธรรม จึงขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26
- การออกคำสั่งเรียกให้มารายงานตัวก่อน แล้วออกประกาศกำหนดโทษของการกระทำในภายหลัง เป็นการกำหนดโทษทางอาญาให้มีผลย้อนหลัง ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม จึงขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 วรรคหนึ่ง
"เมื่อวินิจฉัยว่าประกาศ คสช. ทั้ง 2 ฉบับขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ประกาศทั้ง 2 ฉบับเป็นอันใช้บังคับมิได้ วินิจฉัยว่า ประกาศ คสช. ฉบับที่ 29/2557 และ 41/2557 เฉพาะในส่วนโทษทางอาญา ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 และเฉพาะประกาศ คสช. ฉบับที่ 29/2557 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 วรรคหนึ่งด้วย" คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญระบุ