ศาลยกฟ้อง วรเจตน์ ภาคีรัตน์ คดีฝ่าฝืนคำสั่งเรียกเรียกรายงานตัว คสช.

วรเจตน์

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, ศ.ดร. วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ถูกออกคำสั่งเรียกรายงานตัวครั้งแรกเวลา 10.30 น. ของวันที่ 24 พ.ค.2557 แต่ประกาศ คสช. ฉบับที่ 29/2557 และ 41/2557 ที่มีการกำหนดโทษ ถูกประกาศออกมาหลังจากนั้น
Published

ศาลแขวงดุสิตพิพากษา "ยกฟ้อง" ศ.ดร. วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ในความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งเรียกรายงานตัวของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หลังต่อสู้คดีมานาน 7 ปี

โครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) รายงานว่า ศาลแขวงดุสิตได้อ้างถึงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ตัดสินว่าคำสั่ง คสช. ที่ใช้ในคดีนี้ ขัดกับรัฐธรรมนูญทำให้ไม่สามารถบังคับใช้ได้

ด้านนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความ เปิดเผยกับข่าวสดว่า คำพิพากษาในวันนี้ และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่มีผลผูกพันทุกองค์กรย่อมหมายความว่าบุคคลที่ยังไม่ได้มารายงานตัว เเล้วเกรงว่าจะมีความผิดฐานนี้ ให้ไม่เป็นความผิด

คดีนี้ พนักงานอัยการคดีศาลแขวง 3 (แขวงดุสิต) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ศ.ดร. วรเจตน์ ในความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. ฉบับที่ 5/2557 และ 57/2557 เรียกรายงานตัว และประกาศ คสช. ฉบับที่ 29/2557 และ 41/2557 กำหนดโทษคนไม่มารายงานตัวหลังรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557

ต่อมา คดีถูกโอนการพิจารณาจากศาลทหารมาให้ศาลแขวงดุสิต จำเลยได้ยื่นคำร้องต่อศาลเมื่อ 14 พ.ค. 2563 ขอให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าประกาศ คสช. ทั้ง 2 ฉบับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่

"คสช. เรียกผมเข้าไปรายงานตัวตอนเช้า ตอนบ่ายก็จะสั่งกำหนดโทษ" ศ.ดร. วรเจตน์ชี้ให้เห็นปัญหาในการออกประกาศแบบมีผลย้อนหลัง

วรเจตน์

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

กระทั่ง 26 เม.ย. 2564 ศาลแขวงดุสิตได้อ่านคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ โดยระบุว่าประกาศ คสช. ฉบับที่ 29/2557 และ 41/2557 ขัดต่อรัฐธรรมนูญ 2560 สรุปใจความสำคัญได้ ดังนี้

  • รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 279 ได้รับรองสถานะของประกาศและคำสั่ง คสช. ให้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และถือว่าประกาศ คสช. ทั้ง 2 ฉบับยังมีผลเป็นกฎหมายต่อไป แม้ คสช. สิ้นสภาพไปแล้ว
  • ขณะประกาศใช้กฎหมายทั้ง 2 ฉบับ เป็นช่วงที่ คสช. กระทำการยึดอำนาจปกครองแผ่นดินสำเร็จ มีความต้องการให้ประชาชนอยู่ในความสงบ ไม่ก่อความวุ่นวาย และส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ จึงจำเป็นต้องจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนบางประการ อย่างไรก็ดีเมื่อยามที่บ้านเมืองปกติสุข การใช้ชีวิตของปัจเจกบุคคลย่อมแตกต่างไปจากสถานการณ์ดังกล่าว โดยเฉพาะหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2560 ที่รับรองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลไว้ตามมาตรา 29 วรรคหนึ่ง โดยบุคคลไม่ต้องรับโทษอาญา เว้นแต่ได้กระทำการอันกฎหมายซึ่งใช้อยู่ในเวลานั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ ซึ่งเป็นหลักการสากล ทั้งนี้การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ต้องเป็นไปตามมาตรา 26 โดยคำนึงถึงหลักความได้สัดส่วนพอเหมาะพอควรแก่กรณี เพื่อมิให้ตรากฎหมายขึ้นบังคับใช้แก่ประชาชนตามอำเภอใจ
  • ประกาศ คสช. ทั้ง 2 ฉบับ เป็นกฎหมายที่จำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล เมื่อเทียบเคียงกับกรณีอื่น ๆ เช่น การนำตัวบุคคลที่ยังมิได้กระทำความผิด เพียงแต่มีเหตุอันควรสงสัย มีการกำหนดวิธีการเพื่อความปลอดภัย ตามประมวลกฎหมายอาญา (ป.อาญา) มาตรา 46 แทนการกำหนดโทษทางอาญา หรือมาตรการลงโทษผู้ฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานโดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควร ตาม ป.อาญา มาตรา 368 วรรคหนึ่ง ก็กำหนดอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 10 วัน หรือปรับไม่เกิน 5 พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • การฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามประกาศ คสช. ยังมิใช่การกระทำอันมีผลร้ายแรง ถึงขนาดต้องกำหนดโทษทางอาญาให้จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • ประกาศ คสช. ฉบับที่ 29/2557 และ 41/2557 ไม่มีความเหมาะสมกับลักษณะของการกระทำผิด ไม่เป็นไปตามหลักความได้สัดส่วนพอเหมาะพอควรแก่กรณี จำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ และขัดต่อหลักนิติธรรม จึงขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26
  • การออกคำสั่งเรียกให้มารายงานตัวก่อน แล้วออกประกาศกำหนดโทษของการกระทำในภายหลัง เป็นการกำหนดโทษทางอาญาให้มีผลย้อนหลัง ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม จึงขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 วรรคหนึ่ง

"เมื่อวินิจฉัยว่าประกาศ คสช. ทั้ง 2 ฉบับขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ประกาศทั้ง 2 ฉบับเป็นอันใช้บังคับมิได้ วินิจฉัยว่า ประกาศ คสช. ฉบับที่ 29/2557 และ 41/2557 เฉพาะในส่วนโทษทางอาญา ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 และเฉพาะประกาศ คสช. ฉบับที่ 29/2557 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 วรรคหนึ่งด้วย" คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญระบุ