You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
เบื้องหลังแผน "รวมการเฉพาะกิจ" และเทคนิคโต้กลับของ "สว. "สีน้ำเงิน"
"ดุดันไม่เกรงใจใคร แต่จริงใจไม่มีใครเหมือน" คือคำขวัญประจำตัวที่ ประเทือง มนตรี ประธานกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ด้อยโอกาส และความหลากหลายทางสังคม ของวุฒิสภา ภูมิใจนำเสนอ
คนทั่วไปอาจจดจำเขาได้จากวาทะ "เดี๋ยวได้เจอกัน" ที่ สว. วัย 68 ปีบอกกับ สส. พรรคประชาชน (ปชน.) ผู้อภิปรายพาดพิง "คดีฮั้วเลือก สว. ปี 2567" ในระหว่างการแถลงนโยบายของ "รัฐบาลอนุทิน 1" ช่วงปลายปีก่อน
คอการเมืองอาจรู้จักเขาในฐานะ "สว. พี่เขย" ของ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม ผู้เป็น "แม่ทัพภาคใต้" ของพรรคภูมิใจไทย (ภท.)
ขณะที่เพื่อนร่วมสภาบางส่วนยกให้เขาเป็น "สว. จอมปะทะ" และ "สว. ตัวชน" ที่กล้าแหกแม้กระทั่งนักการเมืองร่วมขั้ว ด้วยการอภิปรายฉะ-แฉพฤติกรรมของคณะบุคคลที่เขาเรียกว่า "30 อรหันต์" ซึ่งเป็น "ขาประจำ" ที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง กมธ. ชุดสำคัญ ๆ ในวุฒิสภา
จากวันนั้นถึงวันนี้ มีความเปลี่ยนแปลงอะไรในวุฒิสภาชุดที่ 13 ซึ่งถูกขนานนามว่า "สว. สีน้ำเงิน" บ้าง
"เรื่องที่หนัก ๆ ไม่มีแล้ว แล้วมันจะกลายจาก 'สีน้ำเงิน' เป็น 'สีขาวจั๊วะ' ก็ได้เหมือนที่ใส่เสื้อมา" ประเทืองผู้สวมเสื้อผ้าไทยสีขาวกล่าวกับบีบีซีไทย
ประธาน กมธ. หน้าใหม่
เริ่มต้นที่ความเปลี่ยนแปลงของตัวเอง ประเทือง สว. กลุ่มที่ 15 (กลุ่มผู้สูงอายุ คนพิการ ชาติพันธุ์ กลุ่มอัตลักษณ์อื่น) เข้าประจำการตำแหน่งหัวโต๊ะ กมธ.การพัฒนาสังคมฯ ต่อจาก วราภัสร์ ไพพรรณรัตน์ ผู้มีคะแนนเป็นอันดับ 1 ของกลุ่ม 12 (ผู้ประกอบอุตสาหกรรม) ได้ราว 1 เดือนแล้ว
แล้วตำแหน่งนี้ ท่านได้แต่ใดมา?
ประเทืองอธิบายว่า เป็นธรรมเนียมทางการเมืองของวุฒิสภาตั้งแต่ชุดที่ 12 ที่พอประธาน กมธ. ดำรงตำแหน่งครบ 1 ปี 2 ปี หรือครึ่งเทอม ก็จะมีการแสดงสปิริตลาออกเพื่อเปิดทางให้เลือกกันใหม่ โดยเฉพาะชุดที่มีความเห็นต่างภายใน
ในกรณีของเขา ได้รับเชิญจาก กมธ.การพัฒนาสังคมฯ ให้เข้าไปร่วมในคณะนี้ เนื่องจากสมาชิกเห็นว่าเป็น "สายตรง" และ "ไม่ต้องนับหนึ่งใหม่" เพราะเขาจบการศึกษาระดับปริญญาตรีคณะรัฐศาสตร์ และปริญญาโทด้านพัฒนาสังคม อีกทั้งเคยรับราชการที่กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย มาราว 20 ปี เขาจึงเข้าไปเป็น กมธ. ชุดนี้ตั้งแต่ 30 มี.ค. ก่อนได้รับเลือกให้เป็นประธานคนใหม่เมื่อ 7 พ.ค.
นอกจาก กมธ.การพัฒนาสังคมฯ บีบีซีไทยตรวจสอบพบว่ามี กมธ. สามัญชุดอื่น ๆ ทยอยเปลี่ยนตัวประธานอีกอย่างน้อย 6 ชุดในรอบปีที่ผ่านมา ประกอบด้วย กมธ.การเกษตรและสหกรณ์, กมธ.การทหารและความมั่นคงของรัฐ, กมธ.การบริหารราชการแผ่นดิน, กมธ.แรงงาน, กมธ.ติดตามการบริหารงบประมาณ รวมถึง กมธ.การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค (เป็น กมธ.ชุดเดียวที่ สว. เสียงข้างน้อยยึดที่นั่งประธานได้)
นอกจากนี้ยังมี กมธ. อีก 2-3 ชุดที่อยู่ระหว่างเฟ้นหาผู้นำคนใหม่
ประธาน กมธ.สามัญทั้ง 21 คณะ จะได้เข้าไปนั่งเป็นคณะกรรมการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) โดยอัตโนมัติ ซึ่งถือเป็นวงสำคัญเพราะเป็นผู้กำหนดวาระ-กุมทิศทางของทั้งสภา แน่นอนว่ามีที่ทางประธานหน้าใหม่อย่างประเทืองด้วย
หรือว่าประเทืองจะกลายเป็น "คณะอรหันต์" ชุดใหม่ไปแล้ว?
"ไม่…" เขาปฏิเสธเสียงหลง ก่อนกล่าวว่า "คณะอรหันต์แท้จริง ณ วันนี้ไม่มีหรอก คำว่าไม่มีก็คือรู้จักถอยไง เมื่อก่อน กมธ. 15 คน เขาไม่ให้เป็นสักคนเลยนะพวกที่แสดงความคิดไม่ตรงกับเขา แต่ตอนนี้เอาสัก 5 คน 3 คน มันก็ผ่อนคลาย"
จาก "30 อรหันต์" เหลือ "17-18 อรหันต์"
ย้อนไปเดือน ก.ย. 2567 ประเทืองอภิปรายตั้งข้อสังเกตกลางสภาจันทรา เรื่องการแต่งตั้ง สว. 30 คนวนกันรับตำแหน่งใน กมธ. และยังตั้งถามด้วยว่า "อีก 170 ชีวิตไม่มีความหมายหรืออย่างไร"
เขาแจกแจงสาเหตุที่ต้องลุกขึ้นมาท้าทายอำนาจของ "30 อรหันต์" ว่าเป็นเพราะ สว. ส่วนใหญ่เป็น "พระบวชใหม่" อาจไม่กล้า ไม่รู้กฎระเบียบแท้จริง และไม่มีประสบการณ์พอ ถึงตัวเขาไม่เคยนั่งกลางห้องประชุมสภามาก่อน แต่ก็ไม่ใช่คนหน้าใหม่ในแวดวงการเมือง เพราะเคยเป็นอดีตผู้สมัคร สส., ผู้ช่วย สส., กมธ.วิสามัญ, และที่ปรึกษา รมต. มาแล้ว
"ที่ผมได้เอ่ยขึ้นมาด้วยความรู้สึกตรง ๆ ว่าผมรับไม่ได้ สว. แต่ละคนศักดิ์ศรีมันเท่ากัน ข้างนอกคุณพูดปาว ๆ แต่ข้างในทำไมไม่กล้าพูด ข้างนอกบอกไม่พอใจอย่างนู้นอย่างนี้ แล้วทำไมไปพูดในสภาล่ะ เขาให้สิทธิคุณพูด หารือก็ได้ ฉะนั้นผมขึ้นทุกครั้ง เขาจะมองผม ตั้งแต่ 23 ก.ค. 2567 จน ณ บัดนี้ ผมต้องการความยุติธรรมบนพื้นฐานของความเสมอภาค ผมปฏิบัติมาตลอด และผมไม่สนด้วย" นักการเมืองผู้ประกาศตัวว่าอภิปรายเมื่อใดไม่มีคำว่า "อวย" กล่าว
ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป เขาพบว่า "30 อรหันต์" ได้ลดลงเหลือประมาณ "17-18 อรหันต์" ที่ยังเป็นประธานซ้ำซากอยู่อย่างนั้น เพราะ "ตอนหลังก็แยก ๆ กันไป มันไม่ใช่ดีกันตลอด"
อีกสิ่งที่เขาสังเกตเห็นคือบรรดา "พระบวชใหม่" เริ่มเขี้ยวขึ้นแล้ว หลังได้เห็น-ได้เจอหลายสิ่ง ก็เกิดความน้อยใจ หากใครทำใจได้ก็จบไป แต่เชื่อว่าคนไม่ต่ำกว่า 50% อยากเป็นเช่นนั้นบ้างและเริ่มมีการโต้แย้ง
"เราต้องการความยุติธรรมบนพื้นฐานความเสมอภาค แต่เมื่อไม่มีความยุติธรรม มีแต่พวกเอ็ง 10 20 30 คน ฝีมันก็เริ่มแตกสิ แต่มันยังไม่มาก พอไม่มาก เขาก็ปรับตัวเป็น การเมืองเขาเก่งอยู่แล้ว มันก็มีกุนซือกันทั้งนั้นแหละ เฮ้ย ต้องปรับ ต้องถอยนะ เมื่อก่อนไม่ถอยเลย เดินนี่ฮะ จนต้องชี้หน้ากัน" ประเทืองพูดพลางทำท่าชี้นิ้วประกอบ
150 คนแค่ "รวมการเฉพาะกิจ"
เขาไม่ปฏิเสธข้อเท็จจริงที่ว่าวุฒิสภามีสารพัดกลุ่มก้อน "มันก็มีอยู่จริง มันมีอยู่ แต่ไม่ใช่ว่าจะจับกันแน่น เป็นระบบระเบียบ ไม่ใช่ มันอยู่ที่เงื่อนไข ที่ผลประโยชน์ ตกลงกันได้ ร่วมกันได้ไหม ถ้าวันไหนร่วมไม่ได้ มันก็แตกกี่กลุ่มบ้างตอนนี้ก็ไม่รู้"
คำพูดของ สว. ซึ่งถูกนับว่าเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มใหญ่ "สีน้ำเงิน" คล้ายเป็นการบอกใบ้ว่าใน 150 คนไม่ได้เป็นเอกภาพตามที่หลายฝ่ายคาดคิด?
"มันเป็นเฉพาะกิจ... เฉพาะกิจในงานอันนี้ที่สำคัญนะ ต้องการคุณเนี่ย ผมก็ลงทุนดิ ลงทุนไม่ใช่เรื่องเงินนะ อะไรก็ได้ที่ทำให้คุณประทับใจว่าโอเคกับผม"
หนึ่งในวาระสำคัญที่ประเทืองยกขึ้นมาให้เห็นเป็นตัวอย่างของปฏิบัติการ "รวมการเฉพาะกิจ" หนีไม่พ้น กรณี 21 สว. นอกกลุ่มใหญ่เคลื่อนไหวล่ารายชื่อปลด สว. เสียงข้างมากเมื่อเดือน ส.ค. 2568 โดยยื่นคำร้องผ่านประธานวุฒิสภาขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพ สว. 136 คนสิ้นสุดลงหรือไม่ จากกรณีถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตรวจสอบกรณีทุจริตการเลือก สว. และแสดงออกว่าฝักใฝ่พรรค ภท. หรือยอมอยู่ใต้อาณัติของพรรคการเมือง
รัฐธรรมนูญกำหนดให้ใช้เสียง สว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา หรือ 20 คน จาก 200 คน ในการเข้าชื่อกันเพื่อยื่นคำร้องส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความ
"เขาล่ามาได้ 21 แล้วก็ถอนชื่อไป 3 คน... พอรวมพลังว่า เฮ้ย ต่างคนต่างไปเคลียร์กันหน่อยซิ ฉะนั้นพอเราขอคุยอย่างนี้ คุยไปคุยมาจนเหลือ 18 ก็โอเคจบ นั่นคือเรื่องหนักที่สุด" สว. ประเทืองเล่าเบื้องหลังแผนรวมพล-รวมการเฉพาะกิจ
เขาย้อนประวัติศาสตร์ด้วยว่า นับตั้งแต่ปี 2489 ซึ่งมีวุฒิสภาชุดแรกที่เรียกว่า สมาชิกพฤฒสภา จนถึงปัจจุบัน "ไม่เคยมีที่ สว. ปลด สว. ด้วยกัน เขาไม่ทำกัน" และเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมต้องเกิดการรวมพลังของ สว.
แบบไหน "ต้องปะทะกับประเทือง"?
วุฒิสภาชุดที่ 13 เริ่มปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่เดือน ก.ค. 2567 แต่กระบวนการได้มาซึ่ง 200 สว. ยังเป็นคดีค้างคาอยู่ในชั้นคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อ สว. อย่างน้อย 138 คนตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ร่วมกับแกนนำและ สส. จากพรรค ภท. หรือที่ถูกเรียกขานว่า "คดีฮั้วเลือก สว." หรือ "คดีโกงเลือก สว."
กกต. ชุดใหญ่เริ่มพิจารณาสำนวนคดีนี้แล้วตั้งแต่ 8 มิ.ย. และจะใช้เวลาพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 12 สัปดาห์ (ระหว่างเดือน มิ.ย.-ส.ค.)
ในทัศนะของประเทือง ผู้ต้องหาคือผู้บริสุทธิ์ แต่ สว. ไม่ใช่ผู้ต้องหา เป็นผู้ถูกกล่าวหา จึงต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไปเพราะกินเงินเดือนแสนกว่าบาท หากไม่ทำอะไรเลยก็จะโดนข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ได้
"ถ้าคุณของแท้ มันคือของแท้ ฉะนั้นผมไม่เคยกลัวเลยว่าผมจะโดนที่ว่าเรื่องฮงเรื่องฮั้ว เพราะถ้าไปดูพฤติกรรมผม แม้กระทั่งบัญชี ผมแจ้งเลยว่าเพื่อนรักของผมคือใคร คือพฤติกรรมผมมาอย่างนี้ ผมไม่กลัว" ชายเจ้าของสมญา "สว. จอมปะทะ" กล่าว
อย่างไรก็ตาม สว. รายนี้มักออกอาการ "ของขึ้น" เมื่อได้ยินเพื่อนร่วมสภาพูดถึงการ "ฮั้วเลือก สว."
เขาบ่น "น้อยใจ" สว. บางคนที่ทำงานด้วยกันในรัฐสภา แต่อภิปรายด่าพวกเดียวกันเป็นประจำ "ถ้าพูดเป็นกลางนะ คุณด่าตัวคุณเอง ถ้าอย่างนั้นคุณลาออกดิ ผมมาตามรัฐธรรมนูญ ถ้ารัฐธรรมนูญมันไม่ดี ก็อย่าลง" และตั้งคำถามว่า "บางครั้งคุณย้อนแย้งกันไหม คือพฤติกรรมปากพูดน่ะ วาทะ วาทกรรมมาบี้... อันนี้ต้องปะทะกับประเทืองสิ"
อีกครั้ง ประเทืองท้า นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. ให้ไปเจอกันหน้าห้องน้ำในระหว่างการอภิปรายนโยบายของรัฐบาล "อนุทิน 1" เมื่อ ก.ย. 2568 ซึ่ง สส. ฝ่ายค้านได้เปิดโปง "กลไก-กลโกง" ในการเลือก สว. ทำให้ประเทืองอดรนทนไม่ได้ ลุกขึ้นประท้วง สส. หนุ่มว่า "จะอภิปราย สว. ใช่ไหม หรืออภิปรายนโยบายของรัฐบาล ตอบมา เดี๋ยวได้เจอกัน"
เกี่ยวกับกรณีนี้ เขาขอแก้ไขความเข้าใจของสังคมเสียใหม่ว่าไม่ได้ตั้งใจจะท้าทาย นพ.วาโย เป็นเพียง "ลูกเล่น" ส่วนที่บอกว่า "เดี๋ยวเจอกัน" คือต้องการบอกว่า "เดี๋ยวผมจะอภิปรายคุณบ้าง แต่เวลามันหมด เขาปิดไมค์"
"สว. พี่เมีย" ยกพิพัฒน์เป็น "แบบอย่างให้กับ สว."
หลังลงสมัคร สส. 2 ครั้ง (ปี 2544 และปี 2566) แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ประเทืองได้เข้าสภาสมใจเมื่อปี 2567 ในฐานะ สว. กลุ่มผู้สูงอายุฯ โดยมีคะแนนเป็นอันดับ 3 ของกลุ่มนี้ ได้ไป 58 คะแนน
ในกลุ่ม 15 มีผู้สมัครกว่า "ครึ่งหมื่น" ซึ่งเป็นจำนวนมากที่สุดในบรรดา 20 กลุ่มอาชีพ โดย สว. ตัวจริง 10 คน ได้คะแนนตั้งแต่ 73-22 คะแนน ที่น่าสังเกตคือ 6 อันดับแรกมีคะแนนเกาะกลุ่มกันตั้งแต่ 50-61 คะแนน ส่วน 4 อันดับที่เหลือได้ 20-22 คะแนน
ประเทืองยอมรับว่า ความเป็นอดีตผู้สมัคร สส. ซึ่งทำงานในพื้นที่มายาวนาน ทำให้เขาเป็นที่รู้จักของผู้คนและมีผลต่อการผ่านเข้ามาเป็น สว. ซึ่งต้องมาจากการเลือกกันเองในกลุ่มอาชีพและเลือกไขว้กลุ่มอาชีพ จากระดับอำเภอ จังหวัด และประเทศ
นอกจากเป็นประธาน กมธ.การพัฒนาสังคมฯ แล้ว สว. จากพัทลุงยังเป็นประธานกรรมการขับเคลื่อนโครงการ "สว.พบประชาชน" กลุ่มภาคใต้ตอนล่าง
ในการลงพื้นที่ของประเทือง ปรากฏภาพ นาที รัชกิจประการ ร่วมวงด้วยในบางครั้ง
ประเทืองเป็นลูกคนที่ 3 โดยมี นาที น้องสาวที่คลานตามกันมาเป็นลูกที่ 4 จากพี่น้องทั้งหมด 7 คน
เส้นทางทางการเมืองของนาที อดีต สส.บัญชีรายชื่อ และเหรัญญิกพรรค ภท. ต้องสิ้นสุดลง หลังต้องคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเมื่อเดือน พ.ค. 2566 ลงโทษจำคุก 9 เดือน และให้ตัดสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองตลอดชีวิตจาก "คดีเสียบบัตรแทนกัน" ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อปี 2563 และจำต้องหา "ทายาท" มาลุยงาน-รับช่วงต่องานการเมือง
ปัจจุบันมี 1 รมต., 3 สส. จากภูมิใจไทย, 1 สว. ที่มาจากตระกูลรัชกิจประการ-มนตรี ประกอบด้วย พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม ผู้เป็นสามี, ชลัฐ รัชกิจประการ สส.บัญชีรายชื่อ บุตรชาย, พิบูลย์ รัชกิจประการ สส.บัญชีรายชื่อ น้องชายของพิพัฒน์, พีรพัฒน์ รัชกิจประการ สส.สตูล บุตรชายของพิบูลย์ และประเทือง สว. พี่ชายของนาที
การขึ้นดำรงตำแหน่งประธาน กมธ.การพัฒนาสังคมฯ ของประเทือง มาในจังหวะไล่เลี่ยกับการปักธง สส.ภาคใต้ได้ 31 ที่นั่ง จากทั้งหมด 59 ที่นั่ง ของพิพัฒน์ในฐานะ "แม่ทัพภาคใต้" ของภูมิใจไทยในการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 นี่เป็นเรื่องบังเอิญหรือไม่ที่มองไปในพรรคสีน้ำเงิน สายใต้กำลังมาแรง มองไปในวุฒิสภา สายใต้ก็ได้ขยายอำนาจ
จากการตรวจสอบของบีบีซีไทย ณ ต้นเดือน มิ.ย. พบว่า ประธาน กมธ. ที่เพิ่งเข้ารับหน้าที่มาจากภาคใต้ 5 จาก 7 คน ประกอบด้วย สว. จากกระบี่, ชุมพร, ตรัง, พัทลุง, ระนอง ส่วนอีก 2 คนมาสมุทรสงคราม และกรุงเทพฯ
ส่วนประธาน กมธ. หน้าเดิมที่รั้งเก้าอี้ตั้งแต่ปี 2567 จนถึงปัจจุบัน เป็น สว. จากบุรีรัมย์มากที่สุด 4 คน ส่วนที่เหลือมาจาก จ.สุรินทร์, หนองบัวลำภู, ชัยภูมิ, นครราชสีมา, ตราด, พระนครศรีอยุธยา, สิงห์บุรี, เชียงใหม่, สงขลา, เพชรบุรี
สว. พี่เขยของรองนายกฯ บอกว่า เดิม สว. ภาคใต้มี 43 คน ได้ตำแหน่งประธาน กมธ. 2 คณะก็ถือว่าโอเค
สำหรับตำแหน่งแห่งที่ของประเทืองในวุฒิสภา เจ้าตัวยืนยันว่าพอมายืนตรงนี้ ไม่เคยอ้างพรรค ภท. และไม่เคยสร้างความเสื่อมเสียให้แก่ตระกูล แต่ยอมรับในความเป็น "บ้านใหญ่" และ "ตระกูลการเมือง" ของมนตรี-รัชกิจประการ
"บารมีผมเกิดขึ้นเองนะ ถ้าท่านไม่เชื่อ ท่านถาม สว. ด้วยกันก็ได้ บารมีอันเกิดจากคุณประเทืองนี่ ถามว่าผมพึ่งใคร แต่ก็เออใช่ พี่ชาย พี่เมียเป็นรัฐมนตรี ท่านเป็นน้องสาว ใช่ แต่คนที่ชื่อประเทืองเคยไปอ้างไหม" พี่ชายนาทีกล่าว
เขายังพูดถึงพิพัฒน์ด้วยว่า เป็นคนพูดภาษาสุภาพ ภาษานักธุรกิจ ตรง ไม่กลัว ด่าเจ็บแต่สุภาพ ไม่เหมือนประเทือง นอกจากนี้ยังยกให้รองนายกฯ พิพัฒน์เป็น "แบบอย่างให้กับ สว." เพราะเชิญทุกครั้งมาทุกครั้ง ไม่เคยให้ตัวแทนมาตอบกระทู้และให้เกียรติสภามาก
ส่วนความสำเร็จของพรรคสีน้ำเงินในพื้นที่ภาคใต้ ประเทืองขอสวมบทนักวิเคราะห์การเมืองท่านหนึ่ง โดยบอกว่า ที่พรรค ภท. เกิดขึ้นมาได้ เพราะพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) พังเอง ล้มเอง แตกกันเอง ในจังหวะเดียวกับที่พรรค ภท. กำลังขึ้นตั้งแต่ในการเลือกตั้งปี 2562 ซึ่งชิง สส. ภาคใต้มาได้ 8 ที่นั่ง จากนั้นพอได้เป็นรัฐบาลต่อเนื่องตั้งแต่ "ประยุทธ์ 2" ถึง "อนุทิน 1" (2562-2569 มีเว้นวรรคสั้น ๆ ตอนถอนตัวจากรัฐบาล "แพทองธาร") ก็ทำผลงานเป็นรูปธรรมชัดเจนตามสโลแกน "พูดแล้วทำ" ไม่ใช่ "ส่งเสาไฟฟ้าลงก็ได้" ชาวบ้านจึงเริ่มเห็น
กับผลการเลือกตั้งล่าสุดปี 2569 เขาชี้ว่า หากพรรคกล้าธรรม (กธ.) ไม่มา ไม่หัก ไม่บี้กับพรรค ภท. คงไม่เกิดกรณี "ตาอยู่คว้าไป" เพราะพรรค ปชป. มีฐานเสียงคนอายุ 60 ปีอยู่แล้ว
"แต่ในอนาคต... ถ้าเกิดว่ารัฐบาลนี้อยู่ครบ 4 ปีนะ ท่านว่าภาคใต้เหลือสักคนไหม ภูมิใจไทยหมดไหม 59 เสียงอะ" ประเทืองโยนคำถามขึ้นดัง ๆ แต่มิวายออกตัวว่าพูดอย่างเป็นกลาง-ไม่เกี่ยวกับพรรค
เทคนิคโต้กลับปม "ระบอบสีน้ำเงิน"
แม้เป็นอดีตผู้สมัคร สส.พัทลุง ของภูมิใจไทย และเป็นเครือญาติของแกนนำพรรคสีน้ำเงิน แต่พฤติกรรม-คำพูดที่ประเทืองแสดงออกในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา ทำให้เขาถูกตั้งคำถามอยู่เนือง ๆ ว่า "สีอะไรกันแน่"
"ผมก็พูดภาษาผมว่าก็สีของผม แต่พูดเป็นภาษาพ่อขุนรามคำแหงนะ" เขากล่าวและย้ำว่าส่วนตัวเข้าได้กับทุกกลุ่ม ไม่มีปัญหา "บุคลิกผมยังไงก็อย่างนั้น ไม่สน คนเจอหน้าประเทืองครั้งแรก อคติทั้งนั้น เหม็นขี้หน้า แต่พอเจอสักพัก จะรักไม่ลืม"
ในทางกลับกัน เขาเคยพูดคุยกับเพื่อน สว. เพื่อหาวิธีปรับภาพลักษณ์ของวุฒิสภา-ลดคำครหาเรื่องการอยู่ใต้อาณัติสีน้ำเงินด้วยซ้ำ
"คุยกันแล้ว แต่สุดท้ายไม่รักษาสัจจะ พอตัวเองได้ผลประโยชน์ ผลประโยชน์อย่าคิดว่าเรื่องเงินนะ อะไรเอ่ยถูกใจ ไม่เอาเพื่อนแล้ว แต่ของเขายังเหมือนเดิม ในกลุ่มก้อนที่เขาแข็งแรง ที่พูดได้ว่าอยู่ในระบบของพวกเขา แต่พวกจับหลวม ๆ ไอ้พวกที่มีปัญหา พอเฉพาะกิจจับที ๆ ไม่มีทางชนะหรอก"
จากสมญา "สว. สีน้ำเงิน" ที่ก่อเกิดในปี 2567 พัฒนาเป็น "ระบอบสีน้ำเงิน" ในปี 2569 ซึ่ง สส. พรรคสีส้มให้คำจำกัดความว่าหมายถึง กลุ่มการเมืองที่อาศัยช่องโหว่ของรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งเปิดช่องให้กระบวนการเลือก สว. เป็นการเลือกกันเองไม่ยึดโยงกับประชาชน ทำให้กลุ่มการเมืองสามารถเข้าแทรกแซงและควบคุมเสียงข้างมากในวุฒิสภาได้ ตามด้วยการควบคุมการให้ความเห็นชอบบุคคลที่จะเข้าไปดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ และนำไปสู่การผูกขาดอำนาจทั้งฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และองค์กรอิสระ
"แค่พูดคำว่า 'ระบอบ' มันก็พลาดแล้ว" ประเทืองแย้ง และกล่าวต่อไปว่า ถ้าคนอื่นจับโยงว่าชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เพราะคุณพูดว่า "ระบอบสีน้ำเงิน" โดยที่ 44 สส. อดีตพรรคก้าวไกล มีคดีฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรงจากการลงชื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายกฎหมายอาญา มาตรา 112 อยู่ ในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยศาลสั่งห้ามไม่ให้กระทำซ้ำในการกระทำที่ถูกกล่าวหาตามคำร้อง
"พอระบอบตรงนี้ ถ้านำไปเชื่อมโยงถูกว่าเป็นการไปโยงในทางที่เป็นลบน่ะ อันตรายนะ" เขาบอก
เมื่อแย้งว่า คนที่อธิบายว่าสีน้ำเงินคือสีในธงไตรรงค์คือ สว. เอง ไม่ใช่นักการเมืองพรรค ปชน.
"การโต้ตอบ การใช้เทคนิค ผมก็ต้องทำยังไงให้คุณมาทางผม ตอนนี้กระแสไปทางคุณ คือพูดง่าย ๆ ว่าใครคุมเกมแนวคิดนั้นก่อน" ประเทืองเผยแทกติกโต้กลับ
เขาเล่าว่า บรรดา สว. มานั่งคิดกัน-ถามกันว่าจะเอากันอย่างไร และเป็นอีกเรื่องที่เกิดการ "รวมเฉพาะกิจ"
"ถ้าคุณบอกว่าสีน้ำเงินจริง ๆ 150 ทำไมไม่มาหมดล่ะ... ผมย้อนกลับนะ ระบอบสีน้ำเงินตกลงกี่คนกันแน่"
ประเทืองเป็น 1 ในกลุ่ม สว. ที่ร่วมแถลงข่าวประณามหัวหน้าพรรค ปชน. ซึ่งถูกระบุว่ามี 89 คน แต่เขานับแล้วมาจริงแค่ 58 คน
"สว. ก็อยากแก้รัฐธรรมนูญ"
หากการตัดสินใจเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญของ สว. ไปตรงกับแนวทางของพรรค ภท. จะยิ่งตอกย้ำภาพการเป็นอันหนึ่งอันเดียว-การอยู่ภายใต้ระบอบสีน้ำเงินหรือไม่
"รัฐธรรมนูญน่ะ ถ้าแก้ได้ดีเลิศประเสริฐศรี" ประเทืองบอก
นี่ถือเป็นการพลิกท่าทีของคนในวุฒิสภา เพราะที่ผ่านมา แกนนำ สว. "สีน้ำเงิน" เคยประกาศตัวเป็น "องครักษ์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ" และพวกเขาก็มีอำนาจในการสกัดกั้นการรื้อกติกาสูงสุด เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดให้ใช้เสียง สว. "ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3" ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่ของวุฒิสภา (67 เสียงขึ้นไป) ในการผ่านความเห็นชอบ
ถึงขณะนี้มี 2 พรรคการเมืองยื่นร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขมาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1 (การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่) ต่อประธานรัฐสภาคือ พรรค ภท. 1 ฉบับ และพรรค ปชน. 2 ฉบับ ส่วนพรรค พท. อยู่ระหว่างล่ารายชื่อเพื่อนสมาชิกเพิ่มเติม หลัง สส. ภูมิใจไทยขอถอนชื่อออกไปโดยอ้างว่า "เกรงว่าเนื้อหาจะขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ" เพราะมีคูหาให้ประชาชนเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ในขั้นต้น ก่อนส่งรายชื่อให้รัฐภาเลือกในขั้นสุดท้าย นอกจากนี้ยังมีภาคประชาชนประกาศล่ารายชื่อประชาชนเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนด้วย
ประเทืองขอให้ดูเงื่อนไข ซึ่งเชื่อว่าจะมีแค่ 3 ฉบับ ได้แก่ ฉบับพรรค ภท., พรรค พท., พรรค ปชน. โดยพรรค ปชน. ต้องเลือกฉบับใดฉบับหนึ่งเพราะเสนอไว้ 2 ฉบับ ฉะนั้นฉบับที่แข็งโป๊กนี่ยากมาก "เชื่อผมไหม ทางนี้ทางพรรคร่วมฯ เขาต้องเสนอให้ศาลตีความ เพราะศาลบอกแล้วว่านั่นคือการเลือกตั้ง ประชาชนเลือกไม่ได้" จากนั้นก็นำเข้าพิจารณาในที่ประชุมร่วมรัฐสภา วาระที่ 1 ตั้ง กมธ. นั่งถกรายมาตราว่าเอากันอย่างไร กลับเข้ารัฐสภาพิจารณาวาระที่ 2 และ 3 ถ้าผ่านก็เอาไปทำประชามติครั้งที่ 2
"เรื่องรัฐธรรมนูญ ทุกพรรค แม้กระทั่ง สว. ก็อยากแก้" เขาย้ำ แต่ไม่ขอเปิดเผยว่าประเด็นใดที่เป็นธงในใจของ สว.
ผลการออกเสียงประชามติ 8 ก.พ. 2569 ซึ่งเป็นประชามติครั้งที่ 1 พบว่า ประชาชน 21.6 ล้านเสียง ต่อ 11.2 ล้านเสียง เห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อย่างไรก็ตามมี 7 จังหวัดที่ประชาชนส่วนใหญ่ "โหวตโน" คือไม่เห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในจำนวนนี้มี จ.พัทลุง รวมอยู่ด้วย
ประเทืองบอกว่า คนพัทลุงจะมองอย่างไร ยังไม่รู้ แต่ในสายตาของ สว. กลุ่มใหญ่ รัฐธรรมนูญ "ไม่ใช่ตัวหลัก" แต่จะหนีไม่ได้ เพราะประชามติมันผ่านมาแล้ว
"เขาทำแน่ แต่ว่าจะดึงยื้อกันนานแค่ไหน มันเป็นเรื่องอนาคต คือถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไปตามเกมเหมือนที่ยุบสภานะ คนที่พังคือพรรคนั้นแหละ คุณต้องยืดหยุ่น เพราะอะไร เสียงสู้เขาไม่ได้" ประเทืองระบุ