You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
แผนกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ของ ปธน.ไบเดน จะช่วยชาวอเมริกันอย่างไร
แผนกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่าถึง 1.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อช่วยเหลือชาวอเมริกันในช่วงวิกฤตโควิด-19 ผ่านมติเห็นชอบในสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ แล้วด้วยคะแนนโหวตที่ค่อนข้างสูสีที่ 219 ต่อ 212 คะแนน
ขั้นต่อไปจะเป็นการลงมติโดยสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งแบ่งเป็นฝ่ายพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันเท่า ๆ กัน โดยน่าจะเกิดขึ้นสัปดาห์หน้า และยังไม่แน่นอนว่าจะได้รับการอนุมัติหรือไม่
ประธานาธิบดีโจ ไบเดน วางแผนจะใช้เงินก้อนใหญ่นี้ช่วยชาวอเมริกันและกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไรบ้าง
แผนช่วยเหลือชาวอเมริกัน หรือ "American Rescue Plan" เป็นโครงการช่วยเหลือครั้งใหญ่เป็นรอบที่ 3 แล้วตั้งแต่การระบาดใหญ่เริ่มต้นขึ้น แต่ไม่ได้ใช้เงินเยอะเท่าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อ มี.ค. ที่แล้ว ซึ่งคิดเป็นเงิน 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยองค์ประกอบหลัก ๆ ได้แก่
- แจกเช็คเงิน 1,400 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่า 42,000 หมื่นบาทต่อคน แต่จำนวนจะลดลงเป็นขั้นสำหรับคนที่มีรายได้สูงกว่า (ตอนการระบาดเริ่มต้นแรก ๆ รัฐบาลเคยให้เงินประชาชนโดยตรง 1,200 ดอลลาร์สหรัฐฯ และอีก 600 ดอลลาร์สหรัฐฯ ช่วงปลายเดือน ธ.ค.)
- ขยายเวลาให้เงินคนว่างงานไปจนถึงสิ้นเดือน ส.ค. เพื่อช่วยคนตกงานระยะยาวที่มีมากกว่า 11 ล้านคน
- พ่อแม่ของเด็กที่อายุต่ำกว่า 18 ปี จะได้รับเงินช่วยเหลือรายเดือนเป็นเวลาหนึ่งปี
- เงิน 7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อเพิ่มโครงการตรวจและให้วัคซีนโควิด-19
- ให้เงินช่วยเหลือโรงเรียนและมหาวิทยาลัยให้กลับมาเปิดอีกครั้ง
- ให้เงินช่วยเหลือธุรกิจรายย่อย ๆ และอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในกลุ่มเป้าหมาย
- ให้ทุนรัฐบาลท้องถิ่น
เป้าหมายหลักอีกประการของพรรคเดโมแครตนี้คือการปรับรายได้ขั้นต่ำจาก 7.50 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นมาตั้งแต่ปี 2009 ให้เป็น 15 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อชั่วโมง
อย่างไรก็ดี เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เอลิซาเบธ แมคโดโน เจ้าหน้าที่ที่ปรึกษาด้านกระบวนการและขั้นตอนปฏิบัติงานของวุฒิสภา ออกมาบอกว่า การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจะเป็นการละเมิดขีดจำกัดทางงบประมาณที่กำหนดไว้ในการใช้มาตรการลักษณะนี้
ร่างกฎหมายของแผนกระตุ้นเศรษฐกิจที่ผ่านมติเห็นชอบในสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ไม่ได้รวมถึงประเด็นค่าแรงขั้นต่ำนี้แต่อย่างใด และขณะนี้ก็ยังไม่แน่ชัดว่าจะคลี่คลายประเด็นนี้ด้วยกระบวนการใด
อย่างไรก็ดี การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นเป้าหมายหลักของพรรคเดโมแครต โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมาชิกพรรคที่เป็นฝ่ายความคิดก้าวหน้า สมาชิกพรรคเดโมแครตบางรายอยากให้มีมาตรการลงโทษนายจ้างที่จ่ายเงินให้ลูกจ้างน้อยกว่า 15 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อชั่วโมง
อย่างไรก็ดี พรรครีพับลิกันมองว่า การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจะส่งผลกระทบต่อบริษัทต่าง ๆ ที่กำลังพยายามฟื้นฟูกิจการหลังวิกฤตโควิด-19
หลังจาก ปธน.ไบเดน เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนที่แล้ว เขาได้ขอร้องให้ทั้งสองฝักฝ่ายทางการเมืองหันมากลมเกลียวมากขึ้น แต่ผลมติที่สูสีดูจะสะท้อนภาพตรงกันข้าม พรรครีพับลิกันบอกว่าแผนกระตุ้นเศรษฐกิจนี้มีมูลค่าสูงเกินไป และเต็มไปด้วยสิ่งที่พรรคเดโมแครตอยากทำให้สำเร็จโดยเร็วแต่ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการระบาดใหญ่