"ปลดอาวุธ คสช." : ไอลอว์ปลุกประชาชน “ลงโทษ” ส.ส. โหวตคว่ำร่างกฎหมาย "รื้อมรดก คสช."

Published

ไอลอว์ปลุกใจประชาชนให้ลงโทษ ส.ส. ที่โหวตคว่ำร่างกฎหมาย "ปลดอาวุธ คสช." 2 ฉบับ ในระหว่างการประชุมประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อ 15 ธ.ค.

ฉบับแรก สภามีมติไม่เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ยกเลิกประกาศและคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย พ.ศ. .... เสนอโดยนายจอน อึ๊งภากรณ์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) กับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 12,609 ด้วยคะแนนเสียง 234 ต่อ 162 งดออกเสียง 3 ไม่ลงคะแนน 1

ฉบับที่สอง สภามีมติไม่เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ยกเลิกประกาศและคำสั่ง คสช. เสนอโดยนายปิยบุตร แสงกนกกุล ด้วยคะแนนเสียง 229 ต่อ 157 งดออกเสียง 4 ไม่ลงคะแนน 2

ในการผ่านวาระที่ 1 ขั้นรับหลักการ ต้องอาศัยเสียงครึ่งหนึ่งของสภาล่าง คือ 239 จาก ส.ส. ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ทั้งหมด 477 คน

นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการไอลอว์ แถลงว่า เป็นอีกวันหนึ่งที่รู้สึกผิดหวัง เสียใจ โกรธ ที่สภาปัดตก วันนี้ ส.ส. ส่วนใหญ่ไม่รับหลักการ สัปดาห์ที่ผ่านมายังไม่มี ส.ส. คนไหนอภิปรายว่าจะไม่รับหลักการ หรืออธิบายเหตุผล

"การลงมติวันนี้ จึงเป็นการลงมติที่ไม่มีเหตุผลอะไรรองรับ และเป็นการประจานคนที่ลงมติไม่รับหลักการเอง หากพี่น้องประชาชนรู้สึกเศร้า เสียใจ และโกรธ ขอให้ตระหนักว่าเรายังมีอำนาจการลงโทษผู้แทนราษฎรในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ขอให้จดจำว่าใครที่ลงมติไม่รับหลักการโดยไม่มีเหตุผล ต้องไม่เลือกคนเหล่านั้นกลับเข้าสภาอีก" นายยิ่งชีพกล่าว

ไอลอว์ร่วมกับเครือข่ายภาคประชาชน 23 องค์กรริ่เริมรวบรวมรายชื่อประชาชน ตั้งแต่ ม.ค. 2561 เพื่อเสนอให้ยกเลิกประกาศ/คำสั่ง คสช. รวม 35 ฉบับ ที่พวกเขามองว่ามีเนื้อหาจำกัดสิทธิประชาชน

24 มิ.ย. 2562 ไอลอว์เสนอร่างกฎหมาย "ปลดอาวุธ คสช." ต่อสภาผู้แทนราษฎร พร้อมรายชื่อประชาชน 13,409 คน

ต่อมาสำนักงานเลขาธิการสภาได้ตรวจสอบความถูกต้องครบถ้วน ปรากฏว่าเหลือรายชื่อ 12,609 คน

ทำไมต้อง "ปลดอาวุธ คสช."

ภายหลังรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 คสช. ที่มี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้า ได้อ้างอำนาจรัฏฐาธิปัตย์ และอำนาจพิเศษจากมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 ออกประกาศและคำสั่งฉบับต่าง ๆ รวม 556 ฉบับในช่วงเวลา 5 ปีที่ครองอำนาจ แม้ปัจจุบัน คสช. หมดสถานะไปแล้ว แต่ประกาศและคำสั่งทั้งหลายยังได้รับการรับรองโดยมาตรา 279 ของรัฐธรรมนูญ 2560 ให้มีผลบังคับใช้ต่อไป จนกว่าจะมี พ.ร.บ. ยกเลิกหรือแก้ไข

ไอลอว์ระบุว่า ประกาศ/คำสั่ง คสช. เหล่านี้สมควรยกเลิก เพราะหลายฉบับออกมาในช่วงเวลาการยึดอำนาจ หลายฉบับมีเนื้อหาจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน เพื่อควบคุมการต่อต้านในจังหวะที่เข้ายึดอำนาจ เมื่อบ้านเมืองเข้าสู่ภาวะปกติ ก็ควรคืนสิทธิเสรีภาพให้กลับสู่ภาวะปกติ

สาระสำคัญของกฎหมาย

ร่าง พ.ร.บ.ยกเลิกประกาศและคำสั่ง คสช. ที่เข้าสู่การพิจารณาของสภา อ้างถึงประกาศ/คำสั่ง คสช. ในบัญชีแนบท้าย 29 ฉบับ จากเดิมไอลอว์เคยเปิดรายชื่อประกาศ/คำสั่ง คสช. ที่ขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยเอาไว้ 35 ฉบับ

สาระสำคัญของร่าง "ปลดอาวุธ คสช." คือ

  • ให้ยกเลิกประกาศ/คำสั่ง คสช. ที่ระบุในบัญชีท้าย พ.ร.บ. (มาตรา 3)
  • ให้จำหน่ายคดีความผิดตามประกาศ/คำสั่ง คสช. ในบัญชีท้าย พ.ร.บ. นี้ทั้งหมด ให้ถือว่าจำเลยที่เคยต้องคำพิพากษาตามประกาศ/คำสั่ง ที่ถูกยกเลิกไม่มีความผิด ให้ปล่อยจำเลยที่ศาลมีคำพิพากษาให้จำคุก ยกเว้นจำเลยที่ถูกคุมขังตามกฎหมายอื่น (มาตรา 4)
  • พลเรือนที่ถูกพิจารณาคดีโดยศาลทหาร และมีคำพิพากษาเป็นที่สุดแล้ว หากต้องการให้ศาลยุติธรรมพิจารณาคดีของตนใหม่ ให้ยื่นคำร้องต่อศาลยุติธรรมที่มีเขตอำนาจภายใน 30 วัน (มาตรา 5)
  • พลเรือนที่คดียังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลทหาร ให้โอนย้ายคดีมาอยู่ในอำนาจการพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมที่เขตอำนาจเหนือคดีดังกล่าว โดยให้กระบวนการพิจารณาคดีภายใต้ศาลทหารที่ได้ทำไปแล้วไม่เสียไป เว้นแต่จำเลยจะร้องขอให้ศาลยุติธรรมเริ่มกระบวนพิจารณาใหม่ทั้งหมด (มาตรา 6)

อย่างไรก็ตามในช่วงเวลา 2 ปี 5 เดือน ที่ร่างกฎหมายฉบับนี้รอบรรจุระเบียบวาระเข้าสู่การพิจารณาของสภา ประกาศ/คำสั่งของ คสช. บางฉบับได้ถูกยกเลิกไป ทั้งยกเลิกโดย คสช. เอง และยกเลิกโดยคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ

ก่อนการเลือกตั้ง พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกคำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 22/2561 ลงวันที่ 11 ธ.ค. 2562 ให้เลิกเลิกประกาศ/คำสั่ง คสช. 9 ฉบับ เพื่อปลดล็อกให้พรรคการเมืองและประชาชนทำกิจกรรมการเมืองได้

จากนั้นได้โละประกาศ/คำสั่ง คสช. ล็อตใหญ่ถึง 78 ฉบับ ภายหลังการเลือกตั้ง 2562 ด้วยการออกคำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 9/2562 ลงวันที่ 9 ก.ค. 2562 เพื่อยกเลิกประกาศ คสช. 32 ฉบับ คำสั่ง คสช. 29 ฉบับ และคำสั่งหัวหน้า คสช. 17 ฉบับ ที่ คสช. มองว่า "หมดความจำเป็น" ในจำนวนนี้เป็นการยกเลิก ประกาศ คสช. 4 ฉบับ และคำสั่งหัวหน้า คสช. 1 ฉบับ ที่เกี่ยวกับการกำหนดให้คดีอยู่ในอำนาจของศาลทหาร โดยให้โอนคดีของพลเรือนที่ค้างการพิจารณาของศาลทหารไปให้อยู่ในการพิจารณาของศาลยุติธรรม แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงกระบวนพิจารณาที่ทำไปในศาลทหารก่อนวันที่คำสั่งนี้ใช้บังคับ

ไอลอว์ระบุว่า ปัจจุบันยังเหลือประกาศ/คำสั่ง คสช. 17 ฉบับ ที่ยังมีผลใช้บังคับใช้อยู่

ประกาศ/คำสั่ง คสช. 35 ฉบับ ที่ไอลอว์มองว่ากระทบสิทธิ-เสรีภาพ

สำหรับประกาศ/คำสั่ง คสช. ทั้ง 35 ฉบับ ถูกไอลอว์จัดไว้เป็น 4 ประเด็นหลัก ได้แก่

1. ประกาศ/คำสั่ง ที่จำกัดเสรีภาพการแสดงออกของประชาชน 9 ฉบับ

  • ประกาศ คสช. ฉบับที่ 7/2557 ห้ามชุมนุมทางการเมือง 5 คนขึ้นไป หากใครฝ่าฝืน มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • ประกาศ คสช. ฉบับที่ 25/2557, 29/2557/ 41/2557 ให้การไม่รายงานตัวกับ คสช. เป็นความผิด หากใครฝ่าฝืน มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • ประกาศ คสช. ฉบับที่ 39/2557, 40/2557 ให้การไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการปล่อยตัวเป็นความผิด หากใครฝ่าฝืน มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และถูกระงับธุรกรรมทางการเงิน
  • ประกาศ คสช. ฉบับที่ 49/2557 ห้ามสนับสนุนการชุมนุมทางการเมือง หากใครฝ่าฝืน มีโทษจำคุกไม่เกิน 8 เดือน หรือปรับไม่เกิน 13,333 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และอาจถูกริบทรัพย์สินที่ใช้เพื่ออำนวยความสะดวกด้วย
  • ประกาศ คสช. ฉบับที่ 57/2557 ห้ามพรรคการเมืองประชุม/ทำกิจกรรม
  • คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ห้ามชุมนุมทางการเมือง 5 คนขึ้นไป หากใครฝ่าฝืน มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

2. ประกาศ/คำสั่ง ที่กระทบต่อสิทธิในกระบวนการยุติธรรม 7 ฉบับ

  • ประกาศ คสช. ฉบับที่ 37/2557 ให้พลเรือนขึ้นศาลทหาร คดีการเมือง
  • ประกาศ คสช. ฉบับที่ 38/2557 ให้ความผิดเกี่ยวเนื่องกันขึ้นศาลทหารด้วย
  • ประกาศ คสช. ฉบับที่ 43/2557 ให้คดีเยาวชนไม่ต้องขึ้นศาลทหาร
  • ประกาศ คสช. ฉบับที่ 50/2557 ให้พลเรือนขึ้นศาลทหาร คดีครอบครองอาวุธ
  • คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ให้อำนาจทหารตรวจค้น จับกุม ควบคุมตัว 7 วัน และสอบสวนคดีการเมือง
  • คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 13/2559 ให้อำนาจทหารตรวจค้น จับกุม ควบคุมตัว 7 วัน และสอบสวนคดีผู้มีอิทธิพล
  • คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 5/2560 ให้อำนาจทหารตรวจค้น จับกุม ควบคุมตัว 7 วัน เมื่อประกาศพื้นที่ควบคุม

3. ประกาศ/คำสั่ง ที่จำกัดเสรีภาพสื่อมวลชน 6 ฉบับ

  • ประกาศ คสช. ฉบับที่ 12/2557 ให้ผู้ประกอบการสื่อออนไลน์ระงับการให้บริการส่งข้อความเชิงปลุกระดม ยั่วยุ สร้างความรุนแรง ความไม่น่าเชื่อถือและไม่เคารพกฎหมาย ตลอดจนต่อต้าน คสช.
  • ประกาศ คสช. ฉบับที่ 17/2557 ให้ผู้บริการอินเทอร์เน็ตติดตาม ตรวจสอบ และระงับข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือน ยุยงปลุกปั่น อันจะก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย หรือมีผลกระทบความมั่นคงของรัฐหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
  • ประกาศ คสช. ฉบับที่ 26/2557 ตั้งคณะทำงานพิเศษสั่งบล็อกเว็บไซต์ได้โดยไม่ต้องขอหมายศาล
  • ประกาศ คสช. ฉบับที่ 97/2557 ห้ามสื่อเสนอข้อมูลที่สร้างความขัดแย้ง หรือสับสน
  • ประกาศ คสช. ฉบับที่ 103/2557 (แก้ไขประกาศฉบับที่ 97/2557) ให้ส่งเรื่องให้องค์กรวิชาชีพสื่อเพื่อสอบสวนทางจริยธรรม
  • คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 41/2559 ให้ กสทช. มีอำนาจตรวจสอบและลงโทษเจ้าของสถานีที่ฝ่าฝืนประกาศ คสช. ด้วยการปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือสั่งงดออกอากาศ หรือสั่งปิดสถานี

4. ประกาศ/คำสั่ง ที่ละเมิดสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อม 13 ฉบับ

  • คำสั่ง คสช. ฉบับที่ 64/2557, 66/2557 ปฏิบัติการ "ทวงคืนผืนป่า"
  • คำสั่ง คสช. ฉบับที่ 72/2557, 109/2557 ตั้งคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ
  • คำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 4/2558 ให้ใช้กำลังทหารเข้าร่วมปฏิบัติการ "ทวงคืนผืนป่า"
  • คำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 17/2558, 74/2559 ให้นำที่ดินสาธารณสมบัติ มาทำเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษรวม 7 จังหวัด
  • คำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 3/2559 ยกเว้นผังเมืองและกฎหมายควบคุมอาคารในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ
  • คำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 4/2559 ยกเว้นการใช้ผังเมืองรวมสำหรับกิจการบางประเภท เช่น โรงไฟฟ้าขยะ โรงไฟฟ้าชีวมวล โรงงานกำจัดขยะ
  • คำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 9/2559 ให้เดินหน้าจัดหาผู้รับเหมาเอกชนเพื่อดำเนินโครงการ/กิจการ โดยไม่ต้องรอรายงานประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ผ่านความเห็นชอบก่อน
  • คำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 31/2560 ให้นำที่ดิน สปก. เพื่อการเกษตรมาใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้
  • คำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 46/2560 ตั้งสำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ
  • คำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 47/2560 ยกเว้นการใช้ผังเมืองในการทำแผนระเบียบเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)