โควิด-19 : ศบค. เผยผู้ติดเชื้อรายใหม่จากการสัมผัสผู้ป่วยที่ยืนยันก่อนหน้าลดลง

Published

ศูนย์บริหารสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 (ศบค.) วิเคราะห์ข้อมูลผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่มีการยืนยันในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่ากลุ่มผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่เป็นกลุ่มใหญ่สุดไม่ได้เกิดจากการสัมผัสผู้ป่วยที่ยืนยันก่อนหน้า แต่เป็นการติดเชื้อภายในศูนย์กักกันคนเข้าเมืองของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง

นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. รายงานสถานการณ์ประจำวันของผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่วันนี้ (12 พ.ค.) พบว่ามีผู้ติดเชื้อเพิ่ม 2 ราย ทำให้ประเทศไทยมีผู้ป่วยยืนยันสะสม 3,017 ราย มีผู้ป่วยที่ยังรักษาตัวในโรงพยาบาล 163 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่มเติม รวมยอดผู้เสียชีวิต 56 ราย

นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่าในรอบ 28 วันที่ผ่านมามี 50 จังหวัดที่ไม่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่เลย ขณะที่จังหวัดที่มีผู้ป่วยสะสมมากที่สุดยังคงเป็นกรุงเทพฯ รองลงเป็นจังหวัดในภาคใต้ ข้อมูลผู้ป่วยยืนยันรายใหม่ 2 ราย ได้แก่ หญิงไทยอายุ 19 ปี อยู่กรุงเทพฯ คาดว่าติดเชื้อจากคนในครอบครัวเนื่องซึ่งมีผู้ป่วยโควิด-19 ในครอบครัว 3 ราย ส่วนรายที่สองเป็นหญิงไทยอายุ 51 ปี ชาว จ.นราธิวาส เป็นพี่เลี้ยงของเด็กอายุ 6 ขวบที่ยืนยันติดเชื้อเมื่อวานนี้

กลุ่มผู้ป่วยใหม่ 5 อันดับแรก

นพ.ทวีศิลป์ให้ข้อมูลว่าในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา กลุ่มผู้ติดเชื้อรายใหม่กลุ่มใหญ่ที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่

1.ผู้ต้องกักในศูนย์กักคนเข้าเมืองสะเดา จ.สงขลา 23 ราย

2.กลุ่มผู้ติดเชื้อที่พบจากการค้นหาเชิงรุกและการค้นหาผู้ติดเชื้อในชุมชน 18 ราย

3.ผู้ที่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยยืนยันก่อนหน้า 16 ราย

4.ผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ และเข้าสถานกักกันของรัฐ 12 ราย

5.ไปสถานที่ชุมนุมชน 3 ราย

"เดิมอันดับที่ 3 คือผู้ที่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยยืนยันก่อนหน้าเป็นกลุ่มผู้ติดเชื้อรายใหม่กลุ่มใหญ่ที่สุด คือกลุ่มคนที่ติดจากคนในครอบครัวหรือผู้ที่ป่วยมาก่อน แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว เพราะเรามีระบบการกักกันโรคและการค้นหาเชิงรุกที่ดี" โฆษก ศบค.กล่าว

เขาเตือนด้วยว่า การติดเชื้อจากการไปสถานที่ชุมนุมชน แม้จะยังเจอไม่มากในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ "เป็นจุดที่ต้องระวัง" โดยเฉพาะในช่วงที่มีการขยายมาตรการผ่อนปรนในระยะที่ 2 ซึ่งจะมีคนอยู่ในที่สาธารณะกันมากขึ้น

ย้ำอีกครั้งไทยตรวจหาเชื้อ "ไม่น้อย"

นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่านับตั้งแต่ต้นปีจนถึง 8 พ.ค. กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์รายงานว่ามีการตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ไปแล้ว 286,008 ตัวอย่าง มีผู้ติดเชื้อจนถึงขณะนี้ 3,017 ราย คิดเป็นอัตราการติดเชื้ออยู่ที่ 1.05%

"เมื่อพบผู้ติดเชื้อรายใหม่น้อย จึงมีข้อสงสัยเรื่องจำนวนการตรวจตามมา" โฆษก ศบค.กล่าวและให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เมื่อเปรียบเทียบการตรวจในช่วงเวลาเดียวกันต่อ 1 ล้านประชากร พบว่าอิตาลีเป็นประเทศที่มีการตรวจมากที่สุด คือ 41,558 ราย รองลงคือมาสิงคโปร์ (29,763 ราย) สหรัฐอเมริกา (27,015 ราย)

ส่วนไทยมีการตรวจต่อ 1 ล้านประชากรอยู่ที่ 4,294 ราย

"(ไทย) ก็ถือว่าไม่น้อยนะครับ ก็พอสมควร ถ้าเปรียบเทียบกับอัตราส่วนต่อประชากรไทยตรวจมากกว่าไต้หวัน มากกว่าเวียดนาม มากกว่าญี่ปุ่น มากกว่าฟิลิปปินส์ และมากกว่าอินโดนีเซีย " นพ.ทวีศิลป์กล่าว

นายกฯ โยนที่ประชุม ศบค.ตัดสินใจต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

หลังการประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ (12 พ.ค.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกล่าวถึงการขยายระยะเวลาการใช้พระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งจะหมดอายุในวันที่ 31 พ.ค. นี้ว่าเรื่องนี้เป็นการตัดสินใจของที่ประชุม ศบค. ซึ่งจะพิจารณาจากข้อมูลทางสาธารณสุขเป็นหลัก ทั้งจำนวนผู้ติดเชื้อและความร่วมมือของประชาชน หากมีทิศทางที่ดีก็จะดำเนินการผ่อนปรนมาตรการในระยะ 2 และ 3 ต่อไป เพื่อลดผลกระทบต่อผู้มีรายได้น้อย รวมถึงธุรกิจการท่องเที่ยวและการบริการ ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพและทำรายได้จำนวนมากให้ประเทศ

วันที่ 15 พ.ค. นี้ คณะกรรมการ ศบค. จะตรวจความพร้อมของสถานที่จะเตรียมการผ่อนปรนระยะที่ 2 ว่ามีมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคครบถ้วนหรือไม่

"อะไรก็ตามที่เปิดได้ก็ปิดได้ ผมจำเป็นต้องพูดแบบนี้นะครับ ไม่อย่างนั้นทุกคนก็ลืมตัวไปเรื่อย ไม่ร่วมมือ ไม่รักษาระยะห่าง ไม่ใส่หน้ากาก...เมื่ออยากได้ท่านก็ต้องร่วมมือกับผม" นายกฯ กล่าว

เขายังได้หยิบยกที่ผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนซึ่งนายกฯ บอกว่าจัดทำโดย "สื่อ" พบว่า 88% เห็นด้วยกับการขยายระยะเวลา พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และไม่เห็นด้วย 12%

นายกฯ "ยอมรับไม่ได้" คนโกยของตู้ปันสุข

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงการแบ่งปันอาหารและสิ่งของสำหรับผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด¬-19 หรือโครงการตู้ปันสุขว่า จำเป็นต้องมีการสร้างจิตสำนึกในกลุ่มผู้รับของ

"(ตู้ปันสุข) เขาให้เฉลี่ยแบ่งปันให้คนอื่น ภาพที่ออกมาผมยอมรับไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็ขออย่าให้เกิดขึ้นอีกในสังคมไทยต่อไป ต้องเห็นถึงคนอื่นด้วย ถ้าท่านทำแบบนั้นต่อไปก็จะไม่มีคนไปบริจาค แล้วคนอื่นก็จะไม่ได้ไปด้วย เพราะฉะนั้นทุกคนก็ต้องปกป้องสิทธิของตนเอง ด้วยการเฝ้าระวังไม่ให้คนอื่นมาเอารัดเอาเปรียบแบบนี้ แต่ไม่ใช่ไปทะเลาะเบาะแว้งกันนะ เพียงแต่ห้ามปรามกัน อย่างให้เกิดขึ้นโดยเด็ดขาด" นายกฯ กล่าวหลังจากผู้บริจาคบางคนรายงานว่ามีคนกลุ่มเดิมมาเวียนนำของไปจนหมด

นายกฯ เรียกให้ทุกคน "มีจิตสำนึก" ที่จะแบ่งปันเช่นกัน เพื่อที่จะทำให้เกิดความสบายใจทั้งผู้ให้และผู้รับ