You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.

Take me to the main website

เกาะติดเหตุสลายการชุมนุม "คณะราษฎร" ที่แยกปทุมวัน

ก่อนถึงเวลานัดรวมตัวเวลา 17.00 น. ไม่ถึงชั่วโมง คณะราษฎรประกาศย้ายที่ชุมนุมจากแยกราชประสงค์เป็นแยกปทุมวัน ขณะที่ กอร.ฉ. ประกาศว่าจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น

รายงานสด

  1. ตั้ง "กอร.ฉ." คุมสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง

    พล.ต.ต. ยิ่งยศ เทพจำนงค์ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) แถลงเมื่อช่วงสายที่ผ่านมา ถึงการปฏิบัติหน้าที่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายใต้การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีผลตั้งแต่เมื่อเวลา 04.00 น.ที่ผ่านมาว่า ได้มีการตั้ง "กองอำนวยการร่วมแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง" หรือ กอร.ฉ. โดยมี พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง

    การตั้ง กอร.ฉ. โดยมี ผบ.ตร. เป็นผู้รับผิดชอบสูงสุดนี้ เป็นไปตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 36/2563 แต่งตั้งผู้กำกับการปฏิบัติงานแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน

    โฆษก ตร. กล่าวด้วยว่าจะมีการเชิญหน่วยงานร่วมปฏิบัติหารือแนวทาง และย้ำว่าประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินฯ ยังบังคับใช้เฉพาะกรุงเทพฯ หากสถานการณ์ลุกลามไปยังจังหวัดอื่น ๆ อาจมีการพิจารณาประกาศเพิ่ม

  2. ตำรวจระดมกำลังเข้าแยกราชประสงค์

    13.22 น. ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทยสำรวจสถานการณ์บริเวณราชประสงค์ ก่อนถึงเวลาที่ "กลุ่มเยาวชนปลดแอก" นัดหมายชุมนุมในเวลา 16.00 น. พบว่าบริเวณลานจอดรถด้านข้างห้างบิ๊กซี มีรถตำรวจจอดอยู่อย่างน้อย 10 คัน และมีเจ้าหน้าที่สวมผ้าพันคอสีน้ำเงินหลายสิบคนรวมพลอยู่ บางส่วนเริ่มทยอยเดินไปทางแยกราชประสงค์แล้ว ขณะที่ห้างบิ๊กซีได้ปิดประตูเหล็กบริเวณร้านค้าด้านหน้าลงป้องกันกระจกของร้าน

  3. “รัฐบาลพร้อมรับฟัง”

    นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อเวลา 12.30 น. เตือนประชาชนไม่ให้ละเมิดข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ โดยเฉพาะการชุมนุมมั่วสุมกันเกิน 5 คน และการเผยแพร่ข้อความในโซเชียลมีเดียที่เป็นการยุยงปลุกปั่น

    โฆษกรัฐบาลย้ำถึงความจำเป็นที่ต้องออกประกาศและคำสั่งต่าง ๆ รวม 4 ฉบับเพื่อควบคุมสถานการณ์ รักษาความสงบเรียบร้อยในประเทศและป้องกันการเกิดความรุนแรงขึ้นในอนาคต

    "เมื่อวานนี้ (14 ต.ค.) มีเหตุการณ์ที่กระทบกับชาวไทยเป็นจำนวนมาก คือมีการกระทำที่กระทบกับขบวนเสด็จพระราชดำเนินและมีการใช้วาจาปลุกปั่นก้าวล่วงสถาบันพระมหากษัตริย์...รัฐบาลไม่อยากให้มีการเผชิญหน้ากันระหว่างประชาชนคนไทยด้วยกัน" นายอนุชากล่าว

    โฆษกรัฐบาลขอให้ผู้ชุมนุมเคารพสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น อีกทั้งประเทศไทยยังอยู่ในช่วงการระบาดของโควิด-19 และมีปัญหาเศรษฐกิจที่ต้องแก้ไข ซึ่งการแก้ไขทั้งสองปัญหานี้จะสำเร็จไม่ได้ถ้าความสงบเรียบร้อยไม่เกิดขึ้น

    "เราเชื่อว่ายังมีช่องทางที่จะเจรจากันได้...รัฐบาลพร้อมเปิดเวทีรับฟัง" นายอนุชากล่าว

    เขาระบุว่าพรุ่งนี้ (16 ต.ค.) จะมีการประชุม ครม. ชุดเล็กเพื่อรับทราบและเห็นชอบประกาศและคำสั่งต่าง ๆ ที่ออกมาเพื่อควบคุมสถานการณ์

  4. ตร. แบ่ง 4 โซนคุมราชประสงค์ เตือนร่วมชุมนุมผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

    พ.ต.อ. กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) แจ้งเตือนประชาชนว่าการเข้าร่วมชุมที่แยกราชประสงค์ เย็นวันนี้ “ชัดเจนอยู่แล้วว่าการชักชวนเป็นความผิด ผู้ที่มาร่วมชุมนุมก็จะถือว่าเป็นที่ทำความผิดด้วย ท่านจะอ้างว่าไม่รู้กฎหมาย ไม่รู้ระเบียบ ไม่รู้คำสั่งคงไม่ได้" เนื่องจากมีการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และห้ามชุมนุมหรือมั่วสุมกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป หรือกระทำการใด ๆ ที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนดต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย

    ขณะที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) จะเป็นผู้ดูแลภาพรวมแยกราชประสงค์ แบ่งออกเป็น 4 พื้นที่

    • สกายวอร์ค บีทีเอส
    • ถ.ราชดำริ ตั้งแต่ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี ถึงอาคารอัมรินทร์พลาซ่า และโรงแรมเอราวัณ
    • ฝั่งขวาของแยกราชประสงค์
    • ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน ตลอดจนถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
  5. สื่อมวลชนต่างชาติรายงาน ตร.สลายการชุมนุมของ "คณะราษฎร"

    การชุมนุมของกลุ่ม “คณะราษฎร” ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนต่างชาติ นับตั้งแต่รวมตัวกันช่วงเช้าวานนี้ (14 ต.ค.) จนกระทั่งนายกฯ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงเพื่อเปิดทางให้ตำรวจเข้าสลายการชุมนุมที่หน้าทำเนียบรัฐบาลเมื่อเวลา 04.30 น. วันนี้

    สำนักข่าวรอยเตอร์เช้านี้ว่า รัฐบาลไทยสั่งห้ามการชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป รวมทั้งการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร และข้อความออนไลน์ที่อาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ ผ่านการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในเขตกรุงเทพฯ เพื่อยุติการจัดการชุมนุม

    เว็บไซต์ดีดับเบิลยู นิวส์ของเยอรมนี รายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ ลงนามในประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ในพื้นที่กรุงเทพฯ เพื่อควบคุมการเดินทาง การเผยแพร่ข่าวสารประเด็นอ่อนไหว และมอบอำนาจให้กับตำรวจและทหารในการควบคุมสถานการณ์ หลังจากที่แกนนำการชุมนุมประกาศยกระดับการชุมนุมของกลุ่มนักเรียนนักศึกษาอีกครั้งนวันนี้

    เว็บไซต์เซาท์ไชนา มอร์นิ่งโพสต์ ของฮ่องกงรายงานว่า ไทยประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเพื่อควบคุมพื้นที่ในกรุงเทพมหานครเมื่อเวลา 04.00 น. และหลังจากนั้นไม่นานเจ้าหน้าที่ตำรวจได้สลายการชุมนุมรอบทำเนียบรัฐบาล มีการรายงานงานว่า มีแกนนำอย่างน้อย 20 คนถูกจับกุม เนื่องจากไม่ให้ความร่วมมือ

  6. “เยาวชนปลดแอก” ยืนยันจัดชุมนุมที่แยกราชประสงค์ 4 โมงเย็น

    ทัตเทพ เรืองประไพกิจ หรือ "ฟอร์ด" แกนนำกลุ่มเยาวชนปลดแอกซึ่งเป็นแนวร่วมของกลุ่ม "คณะราษฎร" ทวีตข้อความเมื่อเวลา 9.53 น. ยืนยันว่าจะจัดชุมนุมที่บริเวณแยกราชประสงค์ในเวลา 16.00 น. วันนี้ (15 ต.ค.) หลังจากที่กลุ่มคณะราษฎรถูกสลายการชุมนุมที่หน้าทำเนียบรัฐบาลรุ่งเช้าที่ผ่านมา และมีแกนนำหลายคนถูกจับกุม รวมทั้ง “รุ้ง ปนัสยา” ซึ่งถูกจับกุมไม่นานหลังประกาศเชิญชวนให้คนมารร่วมชุมนุมที่แยกราชประสงค์

    ทัตเทพระบุว่าการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ทำให้สถานการณ์ตอนนี้ "แทบไม่ต่างการรัฐประหาร"

    นอกจากกลุ่มเยาวชนปลดแอกแล้ว ยังไม่อีกหลายกลุ่มที่ประกาศว่าจะรวมตัวที่แยกราชประสงค์ช่วงเย็นวันนี้ เช่น กลุ่ม "เกียมอุดมไม่ก้มหัวให้เผด็จการ" และกลุ่มนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จนทำให้แฮชแท็ก #15ตุลาไปราชประสงค์ ขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งในเทรนด์ทวิตเตอร์ไทยอยู่ช่วงหนึ่ง

  7. โฆษกกลาโหมแจงกรณีทหารตรึงกำลังที่รัฐสภา

    10.40 น. พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม ชี้กรณีที่มีการเผยแพร่ภาพทหารจำนวนมากเข้าไปประจำการที่รัฐสภาว่า เป็นการส่งกำลังพลจากกองทัพภาคที่ 1 เข้าไปดูแลความปลอดภัยตามปกติ เนื่องจากขณะนี้มีสถานการณ์การชุมนุม ทหารจึงเข้าไปดูแลความสงบเรียบร้อยให้เนื่องจากตำรวจอาจมีกำลังไม่พอ ทหารจึงเข้ามาเสริม

    "ไม่ได้มีอะไร ทางกองทัพภาค 1 เขาคงเข้าไปดูแลพื้นที่เท่านั้นเอง กำลังตำรวจจะได้ใช้ในเรื่องการบังคับใช้กฎหมายได้ เพราะมันใช้กำลังเยอะ เพราะเรายังไม่รู้สถานการณ์การชุมนุมว่าจะยืดเยื้อออกไปอีกเท่าไหร่ กำลังตำรวจจะไม่พอ" โฆษกกระทรวงกลาโหมกล่าวกับบีบีซีไทย

    "(ทหาร) ไม่ได้ทำอะไร เพียงแต่เข้าไปดูแลความปลอดภัยในพื้นที่ท่านั้นเอง ถ้าพื้นที่ปลอดภัยแล้ว เคลียร์แล้ว ก็คงออก คงไม่ได้อยู่ยาว เพราะไม่ได้เข้าไปบังคับใช้กฎหมายอะไร ยังคงใช้กฎหมายปกติ" พล.ท.คงชีพกล่าว

  8. อานนท์-ประสิทธิ์ ถูกนำตัวไปเชียงใหม่

    10.10 น. นายประสิทธิ์ ครุธาโรจน์ นักศึกษา ม.เชียงใหม่ หนึ่งในแกนนำคณะราษฎร ที่ถูกตำรวจจับกุมพร้อมนายอานนท์ นำภา ก่อนนำตัวไปยังกองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 อ.คลองหลวง จ. ปทุมธานี แจ้งผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า เขาและนายอานนท์กำลังถูกนำตัวไป จ.เชียงใหม่ โดยน่าจะไปด้วยเครื่องบินตำรวจ

    ขณะที่นายอานนท์โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กในเวลาไล่เลี่ยกันว่า ตำรวจบังคับให้เขาขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไป จ.เชียงใหม่ โดยไม่ให้ทนายไปด้วย "นี่คือการละเมิดสิทธิผมและอันตรายกับผมอย่างยิ่ง"

    "มีหน่วยหนุมานกองปราบ พร้อมอาวุธ มาควบคุมตัวผม รอขึ้นฮอ ที่กองบินตำรวจ" ทนายอานนท์โพสต์เพิ่มเติมเมื่อเวลา 11.15 น.

    นายอานนท์และนายประสิทธิ์ถูกออกหมายจับจากกรณีจัดการชุมนุมและปราศรัยที่ จ.เชียงใหม่ เมือเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา

  9. นายกฯ-รมต.-ขรก. ทยอยเข้าทำเนียบฯ, ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ทำเนียบรัฐบาลแจ้งว่านายกฯ และข้าราชการงดปฏิบัติงานที่ทำเนียบฯ วันนี้

    ผู้สื่อข่าวทำเนียบรัฐบาลรายงานว่า หลังจากตำรวจเข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มคณะราษฎรบริเวณด้านหน้าทำเนียบรัฐบาลและทำความสะอาดพื้นที่เรียบร้อยแล้ว พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เตรียมเดินทางเข้ามาทำงานที่ทำเนียบรัฐบาล เช่นเดียวกับรัฐมนตรี ข้าราชการ และสื่อมวลชน หลังจากค่ำวานนี้ (14 ต.ค.) เจ้าหน้าที่ทำเนียบรัฐบาลแจ้งสื่อมวลชนให้งดเข้าปฏิบัติงานในทำเนียบรัฐบาลในวันนี้

    ส่วนกำหนดการที่นายหวัง อี้ มนตรีแห่งรัฐและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ. ประยุทธ์ ที่ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ในเวลา 11.15 น. ก็ได้กลับมาใช้ทำเนียบฯ เป็นสถานที่ต้อนรับแขกของรัฐบาลอีกครั้ง

  10. คณะก้าวหน้าเรียกร้องรัฐบาลปล่อยตัวแกนนำและหยุด "แพร่มลทินให้ผู้ชุมนุม"

    ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมการเมืองที่เรียกตัวเองว่า "คณะก้าวหน้า" ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลปล่อยตัวผู้ชุมนุม ยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทันที และ "หยุดก้าวล่วงประชาชน"

    คณะก้าวหน้าเห็นว่า การชุมนุมตลอดวันที่ 14 ต.ค. เป็นการแสดงออกซึ่งสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ และตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) พร้อมยืนยันว่าผู้ชุมนุมได้ "แสดงออกอย่างสันติ สงบ เรียกร้องในสิ่งที่ประเทศประชาธิปไตยพึงมี" ไม่เข้าเหตุให้มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงได้ รัฐจึงไม่มีความชอบธรรมในการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

    คณะก้าวหน้ายังตั้งข้อสังเกตต่อการนำกำลังเข้าสลายการชุมนุมในยามวิกาลว่า "ส่อเจตนาปกปิด ไม่สุจริตใจ ทำให้การใช้กำลังเข้าจัดการกับผู้ชุมนุมตรวจสอบได้ยาก ขัดต่อหลักการสากล"​ พร้อมเรียกร้องรัฐบาลให้ปล่อยตัวผู้ถูกจับกุมทั้งหมด

    "รัฐบาลต้องจัดการระงับขบวนการเผยแพร่ข่าวปลอมเพื่อด้อยค่า แพร่มลทินให้กับผู้ชุมนุมโดยด่วน รวมถึงดูแลไม่ให้เกิดการระดมมวลชนมาปะทะกัน ซึ่งเป็นการสร้างเงื่อนไขปูทางไปสู่การรัฐประหาร" แถลงการณ์คณะก้าวหน้ากล่าวระบุไว้ตอนหนึ่ง

    นอกจากนี้คณะก้าวหน้ายังประกาศขอยืนหยัดเคียงข้างประชาชนผู้ต่อสู้เพื่อเสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ สำหรับคณะก้าวหน้า มีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) เป็นผู้นำสูงสุด และมีนายปิยบุตร แสงกนกกุล อดีตเลขาธิการ (อนค.​) เป็นเลขขาธิการกลุ่ม โดยเมื่อ 14 ต.ค. นายปิยบุตรได้ปรากฏตัวในพื้นที่การชุมนุมด้วย

  11. “รุ้ง ปนัสยา” ถูกจับ

    เวลาประมาณ 08.10 น. เจ้าหน้าที่จากกองบังคับการสืบสวน แสดงหมายจับ น.ส. ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือ “รุ้ง” หนึ่งในแกนนำกลุ่ม “คณะราษฎร” ที่โรงแรมย่านถนนข้าวสาร พร้อมกับนายณัฐชนน ไพโรจน์ อีกหนึ่งแกนนำผู้ชุมนุม

    หมายจับของทั้งสองคนระบุข้อกล่าวหาอันเนื่องมาจากการจัดชุมนุม “ธรรมศาสตร์จะไม่ทน” ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เมื่อวันที่ 10 ส.ค.

    การจับกุมเกิดขึ้นไม่ถึง 1 ชั่วโมงหลังจาก น.ส. ปนัสยาอ่านแถลงการณ์คณะราษฎรประณามเหตุสลายการชุมนุมและนัดหมายผู้ชุมนุมให้มารวมตัวกันอีกครั้งเวลา 16.00 น. วันนี้ (15 ต.ค.) ที่แยกราชประสงค์

    เมื่อเจ้าหน้าที่แสดงหมายจับ ปนัสยาได้รับหมายจับนั้นมาฉีกทิ้ง เจ้าหน้าที่จึงบอกให้เธออย่าใช้อารมณ์และยืนยันเขาทำตามหน้าที่

    "ไม่มีประโยชน์หรอกน้อง เราก็เล่นคนละบทบาท" ตำรวจบอกกับปนัสยา ซึ่งหลังจากนั้นได้ทิ้งตัวนอนลงบนพื้นเพื่อแสดงอารยะขัดขืน

    หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ได้แสดงหมายจับนายณัฐชนน ไพโรจน์ หรือ “ณัฐ” ประธาน สนท. ซึ่งอยู่ในห้องพักด้วย โดยหมายจับระบุข้อกล่าวหาฐานร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือพฤติการณ์อื่นใด อันไม่ใช่การกระทำภายในความมุงหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือไม่ใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร และอีกหลายข้อหา

    จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวทั้งสองคนไป คาดว่าจะไปที่กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี

  12. เปิดข้อกำหนด "ห้ามชุมนุม-ห้ามสื่อเสนอข่าวกระทบความมั่นคงรัฐ"

    การประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ของรัฐบาล เป็นการประกาศ "ภาวะฉุกเฉินซ้อนฉุกเฉิน" เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยอยู่ภายใต้กฎหมายพิเศษฉบับนี้ตั้งแต่ 24 มี.ค. เพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19)

    อย่างไรก็ตามภายใต้การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความมุ่งหมายยุติการชุมนุมของ "คณะราษฎร" มีการออกข้อกำหนด 4 ข้อ สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

    • ห้ามชุมนุมหรือมั่วสุมตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป หรือกระทำการใดอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย
    • ห้ามเสนอข่าว จำหน่าย หรือทำให้แพร่หลายซึ่งหนังสือ สิ่งพิมพ์ หรือสื่ออื่นใด รวมตลอดทั้งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์บรรดาที่มี "ข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว หรือเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสารทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์ฉุกเฉินจนกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนในทั่วราชอาณาจักร"
    • ห้ามใช้เส้นทางคมนาคม/ยานพาหนะ หรือให้ใช้เส้นทางคมนาคม/ยานพาหนะโดยมีเงื่อนไข
    • ห้ามใช้ เข้าไป หรืออยู่ในอาคารหรือสถานที่ใด ๆ และให้ออกจากอาคาร หรือสถานที่ใด ๆ
  13. คณะราษฎรประณามสลายชุมนุม-จับกุมผู้ปราศรัย, นัดชุมนุมที่แยกราชประสงค์ เวลา 16.00 น. วันนี้ (15 ต.ค.)

    คณะราษฎรออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนต่อการสลายการชุมนุมช่วงย่ำรุ่งของวันที่ 15 ต.ค. โดยเผยแพร่ทางเฟซบุ๊กกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมเมื่อเวลาประมาณ 07.10 น. ระบุว่า การสลายการชุมนุมโดยเจ้าหน้าที่รัฐ พร้อมทั้งมีการจับกลุ่มแกนนำและผู้ปราศรัย เป็นการกระทำที่ไม่มีความชอบธรรม เพราะการชุมนุมเป็นสิ่งที่สามารถกระทำได้ตามระบอบประชาธิปไตย เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ทุกคน

    "ไม่ควรมีใครสมควรถูกจับกุมจากการชุมนุมไม่ว่ากรณีใด ๆ ก็ตาม และการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นการกระทำที่ภาครัฐมีจุดมุ่งหมายบั่นทอนขบวนการประชาธิปไตย ขัดขวางประชาชน เป็นการกระทำเพื่อรักษาอำนาจของตนเองและพวกพ้องหาใช่เพื่อส่วนรวมไม่"

    แถลงการณ์ยังได้กล่าวหาภาครัฐว่ามีการแอบอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ในการประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉิน

    "คณะราษฎรขอประณามการกระทำดังกล่าวของภาครัฐ เราขอแสดงจุดยืนโดยจัดการชุมนุมต่อไป ในวันที่ 15 ต.ค. เวลา 16.00 น. ณ แยกราชประสงค์"

  14. ใครถูกจับบ้าง

    ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนสรุปข้อมูลการจับกุมแกนนำและผู้ชุมนุมหลังนายกฯ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง เบื้องต้นมีผู้ถูกจับกุม 3 ราย ดังนี้

    1. นายอานนท์ นำภา ถูกจับกุมตามหมายจับจากการปราศรัยที่ จ.เชียงใหม

    2. นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ (เพนกวิน)

    3. นายประสิทธิ์ ครุธาโรจน์ นักศึกษา ม.เชียงใหม่ ถูกจับกุมตามหมายจับกรณีชุมนุมที่ จ.เชียงใหม่

    คาดว่าทั้งหมดถูกนำตัวไปที่กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี

    นอกจากนี้ศูนย์ทนายฯ ยังแจ้งว่าผู้ชุมนุมที่ถูกจับกุม หากต้องการความช่วยเหลือทางกฎหมาย สามารถติดต่อแจ้งเรื่องที่เบอร์สายด่วนของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

  15. ปิดการจราจรแยกยมราช

    เวลา 6.24 น. หรือกว่า 1 ชั่วโมงหลังจากเจ้าหน้าที่เข้าสลายการชุมนุมกลุ่ม “คณะราษฎร” เจ้าหน้าที่ยังคงปิดการจราจรบริเวณแยกยมราช มุ่งหน้าทำเนียบรัฐบาล คาดเพื่อใช้เวลาเคลียร์พื้นที่ ทำความสะอาด และอำนวยความสะดวกในการเคลื่อนกำลังพลของเจ้าหน้าที่

  16. สิ่งที่หลงเหลืออยู่หลังสลายการชุมนุม

    สภาพพื้นที่ชุมนุมของกลุ่ม "คณะราษฎร" รวมทั้งเวทีปราศรัยหลังเจ้าหน้าที่เข้าสลายการชุมนุมและจับกุมแกนนำ

    ป้ายข้อความ ธงชาติ ผืนผ้าใบถูกทิ้งไว้

    บริเวณสะพานชมัยมรุเชษฐ์ ที่เคยเป็นที่ตั้งเวทีหลักของผู้ชุมนุมเมื่อกลางดึกที่ผ่านมา มีแต่ความว่างเปล่า

    หลังผู้ชุมนุมออกจากพื้นที่ไปหมดแล้ว ทางตำรวจได้นำเจ้าหน้าที่เก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด (EOD) เข้ามาตรวจสอบ และกรุงเทพมหานครก็ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาทำความสะอาด

  17. เปิดอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ระหว่างพักคอยชุมนุมที่ราชประสงค์

    ในขณะที่ตำรวจกำลังรุกคืบเข้าพื้นที่ การ์ดอาสาของ “คณะราษฎร” ได้ประกาศแจ้งให้ประชาชนกลับบ้านไปพักผ่อน ก่อนกลับมารวมตัวกันใหม่ที่แยกราชประสงค์ในช่วงเย็น โดยให้เหตุผลว่าผู้ชุมนุมอ่อนล้ากันมากแล้ว ขอให้ไปพักผ่อนก่อน เพราะยังมีภารกิจรออยู่ตอนเย็น” ทำให้ผู้ชุมนุมชายรายหนึ่งที่บอกว่าเดินทางมาจาก จ.พิจิตร แสดงความไม่พอใจ

    แนวร่วมการชุมนุมย้อนถามไปว่า “จะให้พวกกลับที่ไหน เรามาจากต่างจังหวัด” และ “ถ้าถอยคือแพ้ ที่มาก็เพื่อต่อสู้” และเกิดเหตุด่าทอกันเล็กน้อย

    สุดท้ายมีการแจ้งว่าผู้จัดการชุมนุมได้เตรียมพื้นที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ไว้รองรับประชาชนที่เดินทางมาจากต่างจังหวัดแล้ว

  18. ผู้ชุมนุมถูกจับกุม

  19. นายกฯ ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินใน กทม.

    การเข้าปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ตำรวจเกิดขึ้นภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ลงนามในประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร มีผลตั้งแต่เวลา 04.00 น. ที่ผ่านมา

    พร้อมแต่งตั้ง พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้กำกับการปฏิบัติงานของหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง และ พล.ต.อ. สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง

    ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศฉบับดังกล่าว โดยรายละเอียดตอนหนึ่งระบุว่า โดยที่ปรากฎว่ามีบุคคลหลายกลุ่มได้เชิญชวน ปลุกระดม และดำเนินการให้มีการชุมนุมสาธารณะโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายว่าด้วยการชุมนุมสาธารณะขึ้นในกรุงเทพฯ โดยใช้วิธีการและช่องทางต่าง ๆ ก่อให้เกิดความปั่นป่วนวุ่นวายและไม่สงบเรียบร้อยของประชาชน มีการกระทำที่กระทบต่อขบวนเสด็จพระราชดำเนิน มีเหตุอันควรให้เชื่อได้ว่ามีการกระทำที่มีความรุนแรงกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยในชีวิต หรือทรัพย์สินของรัฐหรือบุคคล อันมิใช่การชุมนุมโดยสงบที่ได้รับการรับรองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

    ทั้งยังกระทบโดยตรงต่อสัมฤทธิผลของมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 อันส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศที่อยู่ในภาวะเปราะบาง กรณีจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีมาตรการเร่งด่วน เพื่อแก้ไขกรณีดังกล่าวให้ยุติได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที เพื่อให้มีการปฏิบัติตามกฎหมายและรักษาความสงบเรียบร้อยและประโยชน์ส่วนร่วม

    อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 11 แห่งพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 นายกรัฐมนตรีจึงให้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพฯ