"มีลูกแล้วจะได้มีคนไว้ดูแลตอนแก่" คำนิยามของคนที่สิ้นหวังกับระบบของรัฐ

Published

นภสินธุ์ สามแก้วแจ่ม

ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

ภาวะอัตราการเกิดของประชากรที่น้อยลงทุกปีจนต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2564 ที่ผ่านมานั้น ทำให้เกิดความกังวลต่ออนาคตของประเทศไทยที่จะประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน และเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยโดยสมบูรณ์ เพราะสัดส่วนจำนวนประชากรผู้สูงอายุมีเพิ่มขึ้น ขณะที่คนวัยทำงานและเด็กเกิดใหม่มีจำนวนลดลง

มีหลายปัจจัยที่ทำให้คนรุ่นใหม่ตัดสินใจที่จะมีลูกช้าลง หรือไม่คิดที่จะมีลูกเลยในสภาวะสังคมปัจจุบันนี้ ทั้งความพร้อมของพ่อแม่ สังคมที่ไม่เป็นรัฐสวัสดิการเต็มที่

บีบีซีไทยพูดคุยกับนักจิตบำบัดความคิดและพฤติกรรม และ “ผู้ที่ไม่คิดจะมีลูก” ถึงปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น

“ผู้หญิงที่ดีต้องเป็นแม่... ผู้หญิงจะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อคุณเป็นแม่”

วิลาวัณย์ บุญเกื้อกุลวงษ์ วัย 32 ปี นักจิตบำบัดความคิดและพฤติกรรม และ “ผู้ที่ไม่คิดจะมีลูก” เล่าให้บีบีซีไทยฟังถึงเหตุผลที่ตัดสินใจไม่มีลูกว่า เธอยังไม่พร้อมที่จะมีลูกเป็นของตัวเอง แม้จะแต่งงานจนเข้าสู่ปีที่ 7 แล้วก็ตาม

ด้วยความที่ยังอยากใช้ชีวิตอยู่กับตัวเอง ยังอยากค้นหาตัวเองอยู่ ประกอบกับสภาพสังคมเศรษฐกิจที่ไม่เอื้อต่อการมีลูกเลยอย่างในช่วงเวลานี้ ก็เป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้เธอไม่คิดอยากจะมีลูก และการสร้างความเข้าใจกับสามี หรือทางบ้านถึงเรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย

“เราบอกกับสามีไว้ตั้งแต่ก่อนแต่งงานเลยว่าเราไม่คิดจะมีลูก ถ้าเขาคิดจะมีลูกกับใคร ยังเปลี่ยนใจทันนะ เพราะมันคงไม่ใช่เรา"

"แต่สุดท้ายเขาก็เลือกแต่งงานกับเรา และบอกกับเราว่าเขาคงต้องทำใจและยอมรับถึงเรื่องนี้ เพราะคนที่จะท้องมันคือเรา เขาเคยบอกกับเราว่าเขาขอเวลาเราแค่ 9 เดือน แล้วหลังจากนั้นเดี๋ยวเขาจัดการเองหมดเลย แต่สำหรับเรามันไม่ใช่แบบนั้น”

วิลาวัณย์ เล่าถึงความกดดันของสังคมเรื่องการไม่อยากมีลูกของเธอว่า ยิ่งอายุเพิ่มขึ้นความกดดันก็ยิ่งมากตาม

ด้วยสังคมคนรอบข้าง เพื่อน ๆ ที่เริ่มมีลูกกันหมดแล้วก็ถามถึง และด้วยครอบครัวเชื้อสายจีนของเธอเองที่ตระหนักถึงความสำคัญในการสร้างความครอบครัวก็ยิ่งทำให้กดดันมากขึ้น

“คนในบ้านเราเขาเชื่อในค่านิยมที่ว่า ‘ผู้หญิงที่ดีต้องเป็นแม่ ผู้หญิงจะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อคุณเป็นแม่’ เขาบอกกับเราแบบนี้ แต่เราไม่ได้รู้สึกโกรธหรือโทษอะไรกับทัศนคติที่ว่านี้ แต่เรารู้สึกประหลาดใจและไม่อยากจะเชื่อว่าไอ้สิ่งที่เราถูกบอกถูกพร่ำสอนมาจากสังคม มันเป็นความคิดของคนในบ้านเรา นั่งอยู่ข้าง ๆ นี่เอง”

วิลาวัณย์ เลือกที่จะเพิกเฉยต่อความกดดันโดยรอบที่มีต่อเธอ และมุ่งเน้นใช้ชีวิตตามแบบที่เธอต้องการ ไม่ว่าใครจะว่าอย่างไรก็ตาม

สภาพสังคม รัฐสวัสดิการ มีผลต่อการตัดสินใจมีลูก

งานวิจัยเรื่อง การส่งเสริมการมีบุตรผ่านการสร้างสมดุลระหว่างการทำงานและการสร้างครอบครัวที่มีคุณภาพ โดย ผศ.ดร.มนสิการ กาญจนะจิตรา แห่งสถาบันวิจัยสังคมและประชากร มหาวิทยาลัยมหิดล ชี้ให้เห็นเหตุผลหลักในการตัดสินใจมีลูกช้าหรือไม่มีลูกของคนเจนวาย (Generation Y) คือ “ขาดสมดุลในการใช้ชีวิต” โดยมีปัจจัยหลัก ๆ ดังนี้

1. ปัจจัยมหภาค - บทบาทชายหญิงเป็นปัจจัยมหภาคที่สำคัญ โดยผู้หญิงถูกกำหนดให้เลี้ยงดูลูกและทำงานบ้านมากกว่าผู้ชาย ในขณะที่ผู้ชายถูกกำหนดบทบาทให้หาเลี้ยงครอบครัว ดังนั้น หากไม่สามารถจัดสรรเวลาว่างนอกเหนืออาชีพการงานของทั้งหญิงชายให้มากพอและใกล้เคียงกัน การคิดแต่งงานหรืออยากมีลูกก็จะลดลง ถึงแม้คนรุ่นใหม่จะคาดหวังให้ผู้ชายมีบทบาททำงานบ้านและเลี้ยงดูลูกมากขึ้น แต่ในทางปฏิบัติยังไม่เกิดขึ้น เนื่องด้วยปัจจัยในหน้าที่การงานและนโยบายที่ยังไม่เอื้อต่อผู้ชายมากพอ

2. ปัจจัยด้านสังคม - คนเจนวายมีค่านิยมในการพึ่งพาลูกเพื่อเลี้ยงดูในยามชราน้อยลง โดยหวังจะพึ่งพาตัวเองมากกว่า และอยากให้ลูกได้มีอิสระ ดังนั้น การแต่งงานและการมีลูกจึงไม่ใช่เป้าหมายสำคัญของชีวิต หรือหากคิดจะมีลูกพวกเขาจะเน้นการเลี้ยงดูอย่างมีคุณภาพ และถ้าเห็นว่ายังไม่มั่นใจไม่พร้อมที่จะทุ่มเทเวลาให้กับลูก พวกเขาก็ไม่คิดที่จะมีลูก

3. ปัจจัยด้านที่ทำงาน - ปัจจัยด้านนี้มีอิทธิพลสูงสุดในการตัดสินใจสร้างครอบครัวและมีลูก งานวิจัยเผยว่าหากบริษัทมีทรัพยากรไม่เพียงพอและผู้บริหารไม่มีนโยบายที่เอื้อต่อสวัสดิการของพนักงาน เช่น ความยืดหยุ่นในการลาคลอดและเลี้ยงลูก จะทำให้พนักงานไม่เกิดสมดุลในการใช้ชีวิต และจะตัดสินใจมีลูกช้าลง

4. ปัจจัยด้านบุคคล - ผลการศึกษาเผยว่าคนเจนวายในกรุงเทพมหานคร ไม่ว่าจนหรือรวย มองว่าการการเลี้ยงลูกมีราคาแพงที่ต้องจ่าย ทั้งเวลาและเงิน การมีลูกจึงทำให้สูญเสียโอกาสในการทำงานและการใช้ชีวิตตามที่ตัวเองต้องการไป เช่น การไปเที่ยว การเรียนต่อ และการใช้เวลาส่วนตัว จึงคิดที่จะชะลอการมีลูกออกไปจนกว่าชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวลงตัวมากกว่านี้

ความเห็นของวิลาวัณย์ ตรงกับข้อมูลงานวิจัยอยู่หลายข้อถึงสาเหตุของการที่ไม่อยากมีลูก เธอเสริมว่า ถ้านโยบายหรือสวัสดิการของรัฐดีขึ้นกว่านี้ การตัดสินใจมีลูกก็อาจจะง่ายขึ้น เพราะอย่างน้อย ๆ คนที่กำลังเป็นพ่อแม่จะได้รู้ว่าเขาจะได้รับการสนับสนุนอะไรบ้าง

แต่ด้วยสภาพตอนนี้รัฐไม่ได้เอื้อให้อยากมีลูกเลย “ถ้าเรามีสวัสดิการอะไรบางอย่าง ที่ทำให้เรารู้สึกมั่นคงปลอดภัยได้การมีลูกจะเป็นทางเลือกและเป็นความรื่นรมย์ในชีวิต และคำยามที่บอกว่า ‘มีลูกแล้วจะได้มีคนไว้ดูแลตอนแก่’ มันคือความคิดที่คุณสิ้นหวังกับรัฐไง คุณสิ้นหวังกับระบบ คุณก็เลยคิดว่าคุณต้องมีมนุษย์ขึ้นมาอีกหนึ่งคนเพื่อที่จะมาดูแลคุณ”

จากความเห็นของผู้ที่ไม่อยากมีลูกและงานวิจัยข้างต้น หากรัฐบาลจะแก้ปัญหาอัตราการเกิดน้อยของประชากรไทย อาจต้องดูที่นโยบายรัฐสวัสดิการว่าจะสนับสนุนคนที่จะเป็นพ่อเป็นแม่ในอนาคตได้อย่างไรบ้าง

และเพียงพอหรือไม่สำหรับครอบครัว หากคิดจะมีลูกท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจถดถอยแบบที่เป็นอยู่นี้ เพราะไม่อย่างนั้นปัญหาการขาดแคลนแรงงานในอนาคตคงจะเป็นจริง และสังคมจะเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์