"เราอยากชนะ แต่เราก็ยังรังเกียจสาธารณรัฐอิสลาม" แฟนบอลชาวอิหร่านบางรายเผย รู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออกระหว่างเชียร์ทีมชาติตนเอง

Published
เวลาอ่าน: 8 นาที

ควรสนับสนุนทีมชาติอิหร่านหรือไม่ คือคำถามกวนใจของชาวอิหร่านพลัดถิ่นซึ่งมีชุมชนขนาดใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา ขณะที่กระแสความคลั่งไคล้ฟุตบอลโลกอบอวลไปทั่วพื้นที่ของพวกเขา

เพียงขับรถไม่นานจากอาคารหลังคาทรงโค้งของสนามโซไฟ (SoFi Stadium) ธง 3 สีของอิหร่านปรากฏอยู่ทั่วไปใน "เตหะรานเจลิส" (Tehrangeles) ย่านในนครลอสแอนเจลิสที่ขึ้นชื่อว่ามีชุมชนชาวเปอร์เซียขนาดใหญ่ เพียงแต่ว่าธงเหล่านี้ไม่ใช่ธงของสาธารณรัฐอิสลาม แต่เป็นธงยุคก่อนการปฏิวัติซึ่งมีภาพสิงโตและดวงอาทิตย์อยู่คู่กัน และธงนี้ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์การต่อต้านรัฐบาลปัจจุบันของอิหร่าน

ฟีฟ่ามองว่าธงดังกล่าวเป็นความเคลื่อนไหวทางการเมืองและสั่งห้ามนำเข้าไปในสนามแข่งขันฟุตบอลโลก แต่ในเกมนัดเปิดสนามของทีมชาติอิหร่านเมื่อวันที่ 16 มิ.ย. ซึ่งพบกับนิวซีแลนด์ ก็ยังมีธงบางผืนเล็ดลอดเข้าไปในสนามได้

ยังไม่ค่อยมีการพูดถึงเกี่ยวกับความตึงเครียดทางการเมืองในเกมเตะของอิหร่าน แต่คาดว่ามวลความรู้สึกเหล่านี้จะตึงเครียดมากขึ้นในนัดที่สอง ซึ่งพวกเขาต้องพบกับทีมชาติเบลเยียม และจัดแข่งขันในนครลอสแอนเจลิสอีกครั้ง

"เราอยากเห็นทีมของเรา และอยากทีมให้ชนะ แต่ในขณะเดียวกัน เราก็รังเกียจสาธารณรัฐอิสลามของอิหร่าน ทั้งตัวรัฐบาลและการกดขี่ของระบอบ" หญิงชาวอิหร่าน-อเมริกันจากนครลอสแอนเจลิสรายหนึ่งกล่าว โดยเธอขอไม่เปิดเผยตัวตนเนื่องจากกังวลเรื่องความปลอดภัย

ความรู้สึกที่ซับซ้อนเหล่านี้ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นจากข้อเท็จจริงที่ว่านัดการแข่งขันส่วนใหญ่ของทีมชาติอิหร่านจัดขึ้นในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นประเทศที่ประกาศสงครามกับอิหร่านเมื่อ ก.พ. ที่ผ่านมา

แม้สหรัฐฯ กับอิหร่านเพิ่งลงนามในข้อตกลงยุติการสู้รบฉบับใหม่ไปหมาด ๆ แต่ "ทีมเมลลี" ซึ่งเป็นคำเรียกทีมชาติอิหร่านในภาษาเปอร์เซีย เพิ่งเริ่มต้นการลงแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งที่ 7 ของพวกเขา และชาวอิหร่านจำนวนมากกำลังเผชิญกับความรู้สึกที่ปะปนกัน

"นี่ไม่ใช่ทีมของฉัน" เอริก แซดดิธ เจ้าของร้านพรมในย่านเตหะรานเจลิสกล่าว

"ทีมไม่ได้เป็นตัวแทนของอิหร่าน และการสนับสนุนมันก็เท่ากับการสนับสนุนกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม" เขากล่าวเสริมโดยอ้างถึงกองกำลังทางทหารและการเมืองที่ทรงอิทธิพลซึ่งคอยปกป้องระบอบอิสลามของอิหร่าน

อย่างไรก็ตาม สำหรับแฟนบอลบางคน ความเชื่อมโยงระหว่างทีมชาติกับรัฐนั้นไม่ใช่เรื่องที่ตายตัว

ในนัดเปิดสนามเมื่อวันที่ 16 มิ.ย. เสียงโห่ที่เกิดขึ้นระหว่างการบรรเลงเพลงชาติของอิหร่าน แต่ภายหลังกลับกลายเป็นเสียงเชียร์อย่างรวดเร็วเมื่อเกมเริ่มต้นขึ้น

เอลิกา ชาวอิหร่าน-อเมริกันอีกคนหนึ่งจากนครลอสแอนเจลิส เติบโตมากับการดูการแข่งขันนัดต่าง ๆ กับพ่อของเธอซึ่งเสียชีวิตในปี 2020

"ฉันรู้สึกว่าต้องมาที่นี่เพื่อเป็นเกียรติแก่พ่อของฉัน และเพื่อเป็นเกียรติแก่ชาวอิหร่านที่เพียงต้องการสันติภาพ และโอกาสที่จะได้เพลิดเพลินกับเกมแบบนี้" เธอกล่าว

"ลงเล่นเพื่อชาวอิหร่านในทุกมุมโลก"

ในประเทศอิหร่านเอง การเผชิญสงครามทำให้ยากที่พวกเขาจะรวบรวมความรู้สึกอยากติดตามการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนี้ แม้พวกเขาจะคลั่งไคล้กีฬาชนิดนี้อย่างมากก็ตาม

"หลังจากต้องใช้ชีวิตอยู่ภายใต้สภาพการณ์ที่มีการทิ้งระเบิดทุกวันนานหลายสัปดาห์ และตอนนี้ยังต้องเผชิญกับเงินเฟ้อที่ทำให้ชีวิตยากลำบากและไม่อาจจ่ายไหว การนั่งดูและเพลิดเพลินกับฟุตบอลโลกจึงเหมือนเป็นเรื่องเพ้อฝันหรือตลก" บาฟี ชาวอิหร่านที่ขอใช้นามแฝงกล่าวกับบีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส

เนดาซึ่งไม่ใช่ชื่อจริงของเธอ ก็รู้สึกว่าการเชียร์ทีมเมลลีนั้นต้องเผชิญกับความขัดแย้งทางความคิดมากเกินไป

"ฉันรู้สึกด้านชาไปหมดแล้ว" เธอกล่าว "ฉันชอบเห็นทีมมีความสุขหรือเฉลิมฉลอง แต่ตัวฉันเองกลับไม่รู้สึกอะไรเลย"

ในฝั่งของนักเตะอิหร่าน พวกเขากล่าวว่าต้องการเป็นพลังที่ช่วยสร้างความเป็นหนึ่งเดียว

"เราลงเล่นเพื่อชาวอิหร่านในทุกมุมโลก" เมห์ดี ทาเรมี กองหน้าของทีม กล่าวกับผู้สื่อข่าว

อย่างไรก็ตาม เป้าหมายดังกล่าวไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่อมีกลุ่มต่าง ๆ พยายามใช้ทีมเมลลีเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมืองของตนเอง

"มีฐานแฟนบอลตัวยงที่ข้ามพ้นความแตกต่างทางการเมือง แต่ก็มีความพยายามที่จะบ่อนเซาะฐานแฟนบอลเหล่านี้เพื่อแบ่งแยกชาวอิหร่าน" นิกิ อัคฮาวาน ศาสตราจารย์ด้านสื่อศึกษาชาวอิหร่าน-อเมริกันจากมหาวิทยาลัยคาทอลิกอเมริกา ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. กล่าว

"และแน่นอนว่ามีฝ่ายรัฐที่มีเป้าหมายทางการเมืองของตัวเอง และต้องการอ้างสิทธิ์เหนือสัญลักษณ์ทั้งหมดของวัฒนธรรมอิหร่าน"

ภาระทางการเมืองยังส่งผลกระทบต่อการจัดการด้านโลจิสติกส์ของอิหร่านในฟุตบอลโลกครั้งนี้ด้วย

ความกังวลเกี่ยวกับวีซ่าและความปลอดภัยทำให้ทีมต้องย้ายจากเมืองทูซอน รัฐแอริโซนา ไปยังเมืองชายแดนติฮัวนาในประเทศเม็กซิโก

นักเตะหลายคนบ่นเกี่ยวกับการเดินทางไป-มาดังกล่าว ขณะที่ผู้สังเกตการณ์บางรายตั้งคำถามว่าสถานการณ์นี้เป็นธรรมกับทีมชาติอิหร่านหรือไม่

ในแถลงการณ์เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. สหพันธ์ฟุตบอลอิหร่านระบุว่าจะยื่นคำร้องอย่างเป็นทางการต่อฟีฟ่าต่อข้อจำกัดด้านการเดินทาง โดยเงื่อนไขวีซ่ากำหนดให้ทีมต้องบินเข้าสหรัฐฯ เพียง 1 วันก่อนการแข่งขัน และต้องออกจากประเทศในวันเดียวกับการแข่งขัน

สหพันธ์แห่งนี้ยังระบุว่า สิ่งนี้ "ไม่สอดคล้องกับหลักการในการจัดสภาพแวดล้อมที่เท่าเทียมสำหรับทุกทีมที่เข้าร่วม"

แอนดรูว์ จิอูลีอานี ผู้อำนวยการบริหารของคณะทำงานเฉพาะกิจฟีฟ่าประจำทำเนียบขาว กล่าวว่า อิหร่านรู้ดีว่าต้องเผชิญกับสถานการณ์อะไรเมื่อถึงเวลาแข่งขัน

"สถานการณ์ที่ปั่นป่วนวุ่นวาย"

"อิหร่านต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ปั่นป่วนวุ่นวายอยู่เสมอ และเกมฟุตบอลไม่เคยแยกออกจากภูมิรัฐศาสตร์ที่โอบล้อมมันเลย" ศ. อัคฮาวานกล่าว

นับตั้งแต่การลงเล่นครั้งแรกในฟุตบอลโลกปี 1978 ก็มีเหตุการณ์ที่ตึงเครียดทางการเมืองเกิดขึ้นหลายครั้ง รวมถึงนัดการแข่งขันในปี 1998 ซึ่งทีมชาติอิหร่านต้องเจอกับสหรัฐฯ ซึ่งฝ่ายอิหร่านตัดความสัมพันธ์ทางการทูตไปตั้งแต่ปี 1980

ในตอนนั้น ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของทั้งสองทีมเมื่ออยู่นอกสนาม ก่อนการแข่งขันเริ่มต้นขึ้น ประธานาธิบดีบิล คลินตันของสหรัฐฯ ในขณะนั้น กล่าวสุนทรพจน์ในเชิงประนีประนอมว่า "ขณะที่เราเชียร์การแข่งขันในวันนี้ระหว่างนักกีฬาอเมริกันกับอิหร่าน ผมหวังว่านี่จะเป็นอีกก้าวหนึ่งในการยุติความเหินห่างระหว่างสองประเทศของเรา"

ในเวลาต่อมา แฟนบอลหลายพันคนออกมาเฉลิมฉลองบนท้องถนนทั่วอิหร่าน เมื่อทีมเมลลีชนะอีกฝ่ายไป 2-1 และเขี่ยสหรัฐฯ ตกรอบจากฟุตบอลโลก

ในการแข่งขันฟุตบอลโลกที่กาตาร์ปี 2022 อิหร่านลงเล่นท่ามกลางการประท้วงต่อต้านรัฐบาลที่ปะทุขึ้นในประเทศเป็นวงกว้าง อันมีชนวนจากการเสียชีวิตระหว่างถูกควบคุมตัวของ มาห์ซา อามินี ซึ่งถูกตำรวจศีลธรรมควบคุมตัวจากข้อกล่าวหาว่าละเมิดกฎที่เข้มงวดเกี่ยวกับการสวมผ้าคลุมศีรษะ

"ในช่วงเวลานั้น ท่ามกลางการเคลื่อนไหว 'ผู้หญิง ชีวิต เสรีภาพ' ผมคิดว่ากระแสคว่ำบาตรทีมชาตินั้นรุนแรงมากขึ้น [โดยมี] ผู้คนพูดว่า 'นี่ไม่ใช่ทีมของอิหร่าน แต่นี่คือทีมของรัฐ'" ศ. อัคฮาวานกล่าว

สิทธิสตรี

สำหรับผู้หญิงชาวอิหร่านนั้น เคยถูกจำกัดไม่ให้เข้าถึงตัวกีฬาชนิดนี้มาก่อน แฟนกีฬาที่เป็นผู้หญิงถูกห้ามไม่ให้เข้าชมการแข่งขันกีฬาของผู้ชายเป็นเวลาหลายทศวรรษหลังการปฏิวัติอิสลามในปี 1979

ในปี 2019 ผู้หญิงคนหนึ่งถูกจับกุมเมื่อพยายามเข้าไปในสนามฟุตบอล หลังการพิจารณาคดีของเธอถูกเลื่อนออกไป ซาฮาร์ โคดายารี ตัดสินใจจุดไฟเผาตัวเองและเสียชีวิตในอีก 1 สัปดาห์ต่อมา กรณีนี้จุดกระแสความไม่พอใจอย่างกว้างขวาง และเพิ่มแรงกดดันให้รัฐบาลผ่อนคลายข้อจำกัดดังกล่าว

ในเดือน ส.ค. 2022 ผู้หญิงอิหร่านได้รับอนุญาตให้เข้าชมการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์ระดับชาติ อย่างไรก็ตาม ในปีเดียวกันนั้น แฟนกีฬาผู้หญิงถูกห้ามไม่ให้เข้าสนามแห่งหนึ่งในภาคตะวันออกของอิหร่าน เพื่อชมการแข่งขันรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกที่กาตาร์ จากรายงานขององค์กรฮิวแมนไรทส์วอท์ช

"แม้ว่าการสั่งห้ามเช่นนี้จะไม่ได้ถูกบัญญัติไว้ในกฎหมายหรือข้อบังคับใด ๆ แต่เจ้าหน้าที่ก็บังคับใช้อย่างต่อเนื่องมานานหลายทศวรรษ" องค์กรฮิวแมนไรทส์วอท์ชระบุ

ในปี 2023 ทางการอิหร่านกล่าวว่ากำลัง "เตรียมสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในสนามสำหรับให้ผู้หญิงเข้าร่วมได้"

ทีมฟุตบอลหญิงของอิหร่านก็ต้องเผชิญบททดสอบอย่างหนักเช่นกัน เมื่อต้นปีที่ผ่านมานี้ หลังจากที่พวกเธอปฏิเสธที่จะร้องเพลงชาติในนัดเอเชียนคัพที่ออสเตรเลีย พวกเธอถูกผู้บรรยายในอิหร่านตราหน้าว่าเป็น "ผู้ทรยศในยามสงคราม" ซึ่งก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของพวกเธอเมื่อเดินทางกลับประเทศ

นักเตะ 5 คนได้รับวีซ่าด้านมนุษยธรรมจากรัฐบาลออสเตรเลีย โดยในจำนวนนี้มี 2 คนที่ตัดสินใจอยู่ต่อในออสเตรเลีย

"ทำไมเราถึงไม่สามารถเพลิดเพลินกับสิ่งนี้ได้ ?"

ที่สนามโซไฟในนครลอสแอนเจลิส แฟนบอลชาวอิหร่านบางส่วนมองว่าฟุตบอลโลกเป็นโอกาสอันหาได้ยากในการมารวมตัวและเฉลิมฉลองอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมร่วมกัน ซึ่งทำให้พวกเขาปลีกตัวออกจากสงครามและความแตกแยกทางการเมืองในชุมชนชาวอิหร่านพลัดถิ่นได้

"ขณะที่พวกเขาลงเล่น คุณไม่สามารถปฏิเสธความรักที่พวกเรามีต่อกันโดยพื้นฐานได้" มาห์ดิส เคชาวาร์ซ แฟนบอลชาวอิหร่าน-อเมริกัน กล่าวกับรายการวิทยุนิวส์เดย์ของบีบีซี หลังเกมที่ทีมชาติอิหร่านเสมอกับนิวซีแลนด์

"ฉันหวังอย่างยิ่งว่านี่จะเป็นสิ่งที่สามารถสร้างสะพานเชื่อมโยงระหว่างกัน ท่ามกลางความเจ็บปวดและความโศกเศร้าที่พวกเราหลายคนต้องเผชิญมาตลอดกว่า 4 ทศวรรษ" เธอกล่าวเสริม

ไอดีน เดห์ดาชติ แฟนบอลอีกคนหนึ่งเห็นด้วย

"แม้กระทั่งก่อนสงคราม ก่อนที่จะมีผู้คนต้องสูญเสียชีวิต มันก็เป็นการต่อสู้อยู่เสมอในการเป็นชาวอิหร่านในสนามกีฬา" เธอกล่าวกับนิวส์เดย์ นอกสนามในนครลอสแอนเจลิส

"แต่นั่นก็เหนื่อยมาก มันหมดแรงจริง ๆ ทำไมเราถึงไม่สามารถเพลิดเพลินกับสิ่งนี้ได้ ? ไม่ใช่ทุกประเทศที่จะผ่านเข้ามาได้เสียหน่อย"

รายงานโดย พอลลา อดาโม อิโดเอตา, ไชมา คาลิล, ไลเร เวนตาส, ไอแซ็ก ฟานิน และ เฟรานัก อามิดี ในกรุงลอนดอน ของอังกฤษ และนครลอสแอนเจลิส ในสหรัฐฯ