"ไม่ตัดสิทธิ" มีคูหาเลือก สสร. ได้ 100% ประธานศาลรัฐธรรมนูญยืนยันผ่านคณะ สว. และ สส.

    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • Published
  • เวลาอ่าน: 16 นาที

ประธานศาลรัฐธรรมนูญระบุ "ไม่ตัดสิทธิ" การเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.)" พร้อมขยายความคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญปี 2568 ว่า "ห้ามประชาชนเลือกคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง"

ขณะที่แกนนำพรรคฝ่ายค้านเตรียมปรับแก้เนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขมาตรา 256 และเพิ่มเติมหมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ให้ สสร. มาจากการเลือกตั้ง 100% ต่อไป

วันนี้ (19 มิ.ย.) คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ที่มีนายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. นอกกลุ่มใหญ่ เป็นประธาน และ กมธ.กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร ที่มี นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นประธาน เข้าพบนายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ และคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ถ.แจ้งวัฒนะ เพื่อรับฟังข้อมูลและแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับแนวทางการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และการจัดให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.)

เป็นที่น่าสังเกตว่า มีตัวแทนของพรรคการเมืองต่าง ๆ ที่ประกาศว่าจะเสนอร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขมาตรา 256 และเพิ่มเติมหมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา ร่วมหารือเกือบพร้อมเพรียง ประกอบด้วย สส. จากพรรคภูมิใจไทย (ภท.), และพรรคประชาชน (ปชน.), พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังมีข้อถกเถียงในหมู่นักการเมืองว่า ประชาชนสามารถใช้สิทธิเลือก สสร. ซึ่งจะเป็นผู้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้หรือไม่ โดยพรรค ภท. เห็นว่า การมี "คูหาเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญ" สุ่มเสี่ยงต่อการขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ขณะที่พรรค ปชน. มองว่า ประชาชนใช้สิทธิเลือก สสร. ขั้นต้น หรือที่เรียกว่าเลือกตั้งทางอ้อมได้ จากนั้นให้รัฐสภาเป็นผู้เคาะรายชื่อ-เลือก สสร. ในขั้นสุดท้าย

คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ลงวันที่ 10 ก.ย. 2568 ระบุตอนหนึ่งว่า "รัฐสภามีอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้ แต่รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง"

เมื่อเป็นเช่นนี้ บรรดาสมาชิกรัฐสภาจึงย้อนกลับมาขอความชัดเจนจากผู้ตีความเกี่ยวกับรูปแบบและขอบเขตการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดย สส. และ สว. หลายคนที่บีบีซีไทยพูดคุยด้วยบอกตรงกันว่าได้คำตอบที่ "เหลือเชื่อ" "เกินคาด" และ "ทิศทางออกมาดี"

ต่อไปนี้คือสาระสำคัญที่ได้จากการหารือระหว่างคณะ สส. และ สว. กับคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งบีบีซีไทยขอสรุปจากคำแถลงร่วมกันจาก สว.นรเศรษฐ์ และนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค ปชน. และประธานกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน)

"ไม่ขัดข้อง" มีคูหาเลือก สสร. 100%

"ท่านนครินทร์บอกว่า 'ไม่ขัดข้องเกี่ยวกับการมีคูหา' เพื่อให้ได้มาซึ่ง สสร. เพียงแต่ว่าเรื่องของ กมธ.ยกร่างฯ มีความเห็นว่าไม่สามารถมาจากการเลือกของประชาชนได้โดยตรง" นายนรเศรษฐ์เปิดเผยภายหลังใช้เวลาราว 1 ชม. ครึ่งในการหารือร่วมกับประธานศาลรัฐธรรมนูญ

นายพริษฐ์ขยายความว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอธิบายว่าสิ่งเดียวที่ห้ามในมุมมองของเขา คือการให้ประชาชนเลือก กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง แต่ใช้คำว่า "ไม่ได้เป็นการตัดสิทธิของการเลือกตั้ง สสร." ดังนั้นสมมติว่าจะมี สสร. ที่มีอำนาจในการคัดเลือก กมธ.ยกร่างฯ, พิจารณาและให้ความเห็นชอบร่างที่ทาง กมธ. จัดทำขึ้น หรือพูดง่าย ๆ ว่าเป็น สสร. ในลักษณะแบบเดิมที่เราคุ้นชิน ก็สามารถเกิดขึ้นได้

หมายความว่า สสร. สามารถมาจากการเลือกตั้ง 100% โดยไม่ต้องให้สมาชิกรัฐสภาเห็นชอบอีกชั้นหนึ่งใช่หรือไม่?

"ถูกครับ" นายพริษฐ์ตอบคำถามของบีบีซีไทย

ภายหลังได้รับคำยืนยันจากประธานศาลรัฐธรรมนูญ ในส่วนของพรรคสีส้ม นายพริษฐ์บอกว่า มีความเป็นไปได้สูงที่จะปรับปรุงร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้สอดคล้องกับจุดยืนของพรรคมากที่สุดว่า "สสร. ควรจะมาจากการเลือกตั้งของประชาชน 100%" ส่วนจะปรับลดเหลือ 1 ฉบับหรือไม่ หลังก่อนหน้านี้ยื่นร่างต่อประธานรัฐสภาไปแล้ว 2 ฉบับ ต้องหารือภายในพรรค

"ถึงวันนี้ที่เราได้ความชัดเจนว่าคำวินิจฉัยไม่ได้ห้าม การที่ประชาชนเลือกตั้ง สสร. โดยตรง 100% เราก็อาจจะมีการปรับเปลี่ยน และอาจจะกลับไปอ้างอิงร่างที่เราเคยเสนอเมื่อปี 2567 ก่อนจะมีคำวินิจฉัย (ปี 2568) ที่ตอนนั้นให้ สสร. มาจากการเลือกตั้ง 100%" รองหัวหน้าพรรค ปชน. กล่าว

ขณะที่นายนรเศรษฐ์ ซึ่งอยู่ระหว่างล่าชื่อ สส. และ สว. ให้ครบ 140 คนเพื่อเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อประธานรัฐสภา ระบุว่า ร่างของ สว. ไม่มีประเด็นที่ขัดกับความเห็นของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในวันนี้อยู่แล้ว เพราะกำหนดให้มีสภาการมีส่วนร่วมของประชาชนจำนวน 200 คน ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ส่วน กมธ.ยกร่างฯ ให้สมาชิกรัฐสภาเป็นผู้เลือก และให้รับรองโดยสภาการมีส่วนร่วมฯ

หวังรัฐสภาเลิกยกคำวินิจฉัยศาลเป็นข้ออ้าง "ปัดตก" สสร. เลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม ความเห็นที่เกิดขึ้นในวงนี้เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของตุลาการ ไม่ใช่คำวินิจฉัยที่เป็นทางการ แล้วจะมั่นใจได้อย่างไรว่าตุลาการทั้งหมดจะเห็นสอดคล้องกัน หรือไม่มีใครส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความประเด็นนี้ซ้ำอีก?

นายนรเศรษฐ์กล่าวยอมรับว่า มันเป็นความเห็นส่วนบุคคล แต่คิดว่ามันเป็นคำอธิบายที่ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะมาจากคำวินิจฉัยของนายนครินทร์เอง "ความพยายามหาคำตอบในวันนี้ มาจากทางตุลาการที่ให้ความกังวลใจในประเด็นเหล่านี้ แล้วเราก็มาหาคำตอบจากเจ้าตัวเอง ผมคิดว่าก็ไม่น่าจะมีประเด็นอะไรกับทางตุลาการท่านอื่น"

นายพริษฐ์ย้ำว่า การเข้าหารือกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในวันนี้ ทำให้เข้าใจคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจนขึ้น แต่ประโยคหนึ่งที่ทางตุลาการศาลรัฐธรรมนูญย้ำคือ "ท้ายที่สุดการออกแบบเป็นความรับผิดชอบของรัฐสภา" ในเมื่อตอนนี้ความเห็น/คำวินิจฉัย มันชัดเจนขึ้นแล้ว หลังจากนี้ก็คงต้องเป็นการแลกเปลี่ยนเหตุผลระหว่างพรรคการเมืองมากกว่าว่าจะออกแบบ สสร. หรือกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญอย่างไร

เป้าหมายขั้นต่ำของคณะ สส. และ สว. หลังได้รับคำตอบในวันนี้คือ ประธานรัฐสภาควรบรรจุทุกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา ไม่ว่าจะมีคูหาหรือไม่มีคูหาเลือก สสร. ก็ตาม แต่นายพริษฐ์หวังยิ่งไปกว่านั้น "เมื่อได้รับความชัดเจนเช่นนี้แล้ว สมาชิกสภารัฐสภาก็ไม่ควรหยิบยกเอาคำวินิจฉัยนี้มาเป็นข้ออ้างในการปัดตกข้อเสนอที่ให้มีการเลือกตั้ง สสร. ด้วยเช่นกัน"

เมื่อได้สอบถามทางตุลาการหรือไม่ว่า เหตุใดถึงไม่สามารถเขียนคำวินิจฉัยให้กระจ่างได้ในครั้งเดียว พอ สส. และ สว. จะแก้รัฐธรรมนูญก็ต้องย้อนกลับมาถามทางตุลาการ หรือประชาชนจะเลือก สสร. ได้หรือไม่ ก็เหมือนต้องมาขออนุญาตจากตุลาการก่อน?

ประธาน กมธ.พัฒนาการเมืองฯ ของวุฒิสภาเล่าบรรยากาศว่า ตั้งแต่ตอนเริ่มต้นคุย ทางตุลาการชี้แจงชัดเจนว่าวันนี้ถ้าจะให้อธิบายเพิ่มเติมในคำวินิจฉัย ท่านอาจจะไม่สามารถทำได้ เพราะเป็นคำวินิจฉัยที่ท่านได้วินิจฉัยไปแล้ว แต่ในประเด็นเพิ่มเติมที่ยังมีข้อสงสัย สามารถปรึกษาหารือและถามความเห็นได้ "เพราะฉะนั้นเราก็คงไม่ได้ไปถามในประเด็นว่าทำไมท่านถึงไม่ให้ความชัดเจน ควรจะเขียนให้มีความชัดเจนมากกว่านี้"

สถานะของประธานศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งครบวาระดำรงตำแหน่งแล้ว และอาจจะพ้นไปหากวุฒิสภาให้ความเห็นชอบตุลาการคนใหม่ในสัปดาห์หน้า จะมีผลหรือไม่อย่างไรต่อแนวความเห็นส่วนตัวของนายนครินทร์ที่ชี้แจงกับคณะ สส. และ สว. ในวันนี้นั้น สว.นรเศรษฐ์มองว่า ไม่ว่านายนครินทร์จะอยู่หรือพ้นไป แต่อย่างน้อยก่อนจะพ้นจากตำแหน่ง เราสามารถมาหาความชัดเจนตรงนี้ได้ จึงหวังว่า "ประเด็นนี้จะไม่เป็นประเด็นที่ทำให้หลักการมันเปลี่ยนแปลงไป แม้ว่าท่านจะไม่ได้อยู่ในตำแหน่งแล้ว"

ส่วน นายพริษฐ์ ไม่อยากให้มองว่าข้อสรุปตรงนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของประธานศาลรัฐธรรมนูญ เพราะถ้าไปย้อนดูคำวินิจฉัย 18/2568 ในความเห็นส่วนตัวของนายนครินทร์ไม่ได้พูดถึงประเด็นนี้ ไม่ได้เขียนข้อจำกัดตรงนี้ เพียงแต่ว่ามีตุลาการคนอื่นอยากจะมีการแสดงความเห็นข้อจำกัดนี้มา แล้วนายครินทร์ก็ได้พูดในที่ประชุมว่า "เป็นการอธิบายความเพิ่มเติมของประเด็นที่มีการถาม" พูดง่าย ๆ ว่านายนครินทร์เป็นตัวแทนในการมาขยายความ หรืออธิบายความเห็นแลกเปลี่ยนกัน

เส้นทางอันยาวนาน ก่อนทำประชามติครั้งที่ 1 ถึงประชามติครั้งที่ 2

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญมีส่วนสำคัญต่อการทำให้ความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ที่จัดทำในบรรยากาศหลังรัฐประหาร 2557 ต้องล่าช้าออกไป บรรดาสมาชิกรัฐสภาเคยใช้เวลาถึง 4 ปีครึ่งในการถกเถียงว่า หากจะจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องจัดให้ประชาชนออกเสียงประชามติ 2 หรือ 3 ครั้งกันแน่ ต้องทำในขั้นตอนไหน เพราะตีความคำว่า "เสียก่อน" ในคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 4/2564 ไม่ตรงกัน จนต้องส่งศาลตีความ-ขยายความคำวินิจฉัยของตัวเองอีกครั้ง ก่อนได้คำตอบเมื่อ 10 ก.ย. 2568 ว่าให้ทำประชามติ 3 ครั้ง

คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 4/2564 ลงวันที่ 11 มี.ค. 2564 ระบุว่า "หากรัฐสภาต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องจัดให้ประชาชนผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญออกเสียงประชามติ 'เสียก่อน' ว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ถ้าผลการออกเสียงประชามติเห็นชอบด้วย จึงดำเนินการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อไป เมื่อเสร็จแล้วต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติว่าเห็นชอบหรือไม่กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกครั้งหนึ่ง"

ขณะที่คำวินิจฉัยที่ 18/2568 ระบุว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องจัดให้ประชาชนออกเสียงประชามติ 3 ครั้ง ครั้งที่ 1 ให้ประชาชนออกเสียงประชามติว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่, ครั้งที่ 2 ให้ประชาชนออกเสียงประชามติเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่ามีวิธีการและเนื้อหาที่สำคัญอย่างไร, ครั้งที่ 3 ภายหลังรัฐสภาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้ว ให้ประชาชนออกเสียงประชามติว่าเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่

การออกเสียงประชามติครั้งที่ 1 เกิดขึ้นในวันเดียวกับการเลือกตั้งทั่วไป 8 ก.พ. ที่ผ่านมา พบว่า ประชาชน "เห็นชอบ" ว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ด้วยคะแนนเสียง 21.6 ล้านเสียง ต่อ 11.2 ล้านเสียง (คิดเป็น 58.64% ต่อ 30.46%)

สถานการณ์ล่าสุดของเรื่องนี้คือ หลายพรรคการเมืองและภาคประชาชนประกาศเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยสาระสำคัญคือการกำหนดรูปแบบของคณะผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญ กรอบเนื้อหา และกลไกการได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หากร่างใดผ่านความเห็นของรัฐสภา ก็จะนำไปสอบถามความเห็นประชาชนผ่านการออกเสียงประชามติครั้งที่ 2 ทั้งนี้ถ้ายึดตามไทม์ไลน์ของ สส. พรรคสีน้ำเงิน คาดว่าจะลงประชามติได้ราวเดือน ก.พ. 2570

ถึงขณะนี้มี 2 พรรคการเมืองได้ยื่นญัตติเสนอร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ต่อประธานรัฐสภาแล้วคือ พรรค ภท. 1 ฉบับ และพรรค ปชน. 2 ฉบับ

ขณะที่พรรค พท., พรรค ปชป., และ สว. อยู่ระหว่างล่ารายชื่อเพื่อนสมาชิกให้ครบเกณฑ์ขั้นต่ำตามที่รัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดคือ สส. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภา (100 คน จาก 500 คน), สส. และ สว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสองสภา (140 คน จาก 700 คน)

เช่นเดียวกับภาคประชาชนที่เรียกตัวเองว่า "กลุ่มประชาชนร่างรัฐธรรมนูญ" (Con for All) ที่ยื่นรายชื่อผู้ริเริ่มเสนอ "ร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน" ต่อรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 แล้ว และกำลังเปิดให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 50,000 คนเข้าชื่อเสนอกฎหมาย

เทียบ 7 ร่าง ฉบับไหนมี-ไม่มีคูหาเลือกผู้ร่างฯ

บีบีซีไทยสรุปสาระสำคัญของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรวม 7 ฉบับ ซึ่งเป็นร่างเดิมของแต่ละภาคส่วน ก่อนที่คณะ สส. และ สว. จะเข้าพบประธานศาลรัฐธรรมนูญในวันนี้ ทั้งนี้ขอเลือกสกัดมาเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคณะผู้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พบว่า มีอยู่เพียงฉบับเดียวที่มีคูหาให้ประชาชนเลือกตั้ง สสร. 100%, มี 2 ฉบับ มีคูหาให้ประชาชนเลือกตั้ง สสร. โดยอ้อม/ขั้นต้น และมี 1 ฉบับ มีคูหาให้ประชาชนเลือกสภาการมีส่วนร่วมของประชาชนฯ

ร่างไหนมีคูหา-ไม่มีคูหา แต่ละร่างกำหนดให้ประชาชนมีส่วนร่วมด้วยรูปแบบไหนอย่างไร เปรียบเทียบแบบชัด ๆ ที่นี่

พรรค ภท.: ไม่มีคูหาเลย

  • กลไก: ให้มี สสร. ทำหน้าที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จำนวน 100 คน แบ่งเป็น 1. สสร. จังหวัด 77 คน และ 2. สสร. ผู้เชี่ยวชาญหรือผู้มีประสบการณ์ 23 คน มาจากผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน 7 คน, รัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ 8 คน, ผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน หรือการร่างรัฐธรรมนูญ 8 คน
  • ที่มา: ให้ สสร. มาจากการเลือกของสมาชิกรัฐสภา โดย กกต. เปิดรับสมัครผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกเป็น สสร. ทั้ง 2 ประเภท จากนั้นให้ กกต. ตรวจคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม แล้วจัดทำบัญชีรายชื่อ โดยแยกเป็นรายชื่อของแต่ละจังหวัด และรายชื่อของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ/ผู้มีประสบการณ์แต่ละกลุ่ม ส่งไปยังประธานรัฐสภา

เมื่อประธานรัฐสภาได้รับบัญชีรายชื่อแล้ว ให้มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่อเลือก สสร. จากจังหวัดต่าง ๆ จังหวัดละ 1 คน รวม 77 คน และสำรองจังหวัดละ 3 คน รวม 231 คน เช่นเดียวกับ สสร.ผู้เชี่ยวชาญ ที่รัฐสภาจะเลือกตัวจริง 23 คน และสำรองสาขาละ 3 คน รวม 69 คน ทั้งนี้ในการเลือก กำหนดสัดส่วนของ สสร. ตามหรือใกล้เคียงกับอัตราส่วนของจำนวนสมาชิกของแต่ละสภา กรณีวุฒิสภามี 200 คน เอาไป 200 ส่วน และสภาผู้แทนราษฎรมี 500 คน ก็เอาไป 500 ส่วน เมื่อบีบีซีไทยทดลองคำนวณแล้ว สว. จะเลือก สสร. ได้ 29 คน และ สส. เลือก สสร. ได้ 71 คน

  • ผู้ร่าง: ให้ สสร. ตั้ง กมธ. อีก 2 ชุด ชุดแรก กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 45 คน โดย 2 ใน 3 ส่วนเลือกจาก สสร. (30 คน) และอีก 1 ส่วน (15 คน) มาจาก สสร. สำรอง และชุดที่สอง กมธ.เพื่อรับฟังความคิดเห็นและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 45 คน โดย 15 คนมาจาก สสร., 15 คนมาจาก สสร.สำรอง, 15 คนมาจากประชาชนทั่วไปที่ สสร. เป็นผู้กำหนด

พรรค ปชน. ฉบับ A: มีคูหาให้ประชาชนเลือก สสร. โดยอ้อม

  • กลไก: ให้มี สสร. ทำหน้าที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จำนวน 150 คน แบ่งเป็น 1. สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง โดยใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง 100 คน และ 2. สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ โดยใช้เขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง 50 คน ทั้งนี้ผู้สมัครต้องรวมกันเป็นกลุ่มบุคคล โดยจัดทำเป็นบัญชีรายชื่อ 13-50 คน
  • ที่มา: ให้ สสร. มาจากการเลือกตั้งของผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยตรงและลับ โดย กกต. เปิดรับสมัครผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น สสร. ทั้ง 2 ประเภท เมื่อผ่านการเลือกตั้งและประกาศรับรองผลการเลือกตั้งแล้ว ให้ กกต. ส่งบัญชีรายชื่อไปยังประธานรัฐสภา

เมื่อประธานรัฐสภาได้รับบัญชีรายชื่อแล้ว ให้มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อพิจารณารับรอง สสร. 150 คน ซึ่งเป็นการรับรองทั้งบัญชี ไม่ใช่รายบุคคล โดยมติรับรองต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสภา หากรัฐสภาไม่รับรอง ก็ให้เริ่มต้นกระบวนการสมัครรับเลือกตั้งเป็น สสร. กันใหม่

  • ผู้ร่าง: ให้ สสร. ตั้ง กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 45 คน โดยตั้งจาก สสร. อย่างน้อยกึ่งหนึ่ง (23 คน) ส่วนที่เหลือตั้งจากผู้เชี่ยวชาญ/ผู้มีประสบการณ์

พรรค ปชน. ฉบับ B: มีคูหาให้ประชาชนเลือก สสร. รอบแรก

  • กลไก: ให้มี สสร. ทำหน้าที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จำนวน 150 คน แบ่งเป็น 1. สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง โดยใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง 100 คน และ 2. สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ โดยใช้เขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง 50 คน ทั้งนี้ ผู้สมัครต้องรวมกันเป็นกลุ่มบุคคล โดยจัดทำเป็นบัญชีรายชื่อ 25-100 คน
  • ที่มา: ให้ สสร. มาจากบัญชีรายชื่อบุคคลที่สมควรได้รับการคัดเลือกเป็น สสร. 300 คน มาจากการเลือกตั้งของผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยตรงและลับ โดย กกต. เปิดรับสมัครผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น สสร. ทั้ง 2 ประเภท เมื่อผ่านการเลือกตั้งและประกาศรับรองผลการเลือกตั้งรวม 300 คน - สสร. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 200 คน และ สสร.แบบบัญชีรายชื่อ 100 คน - ให้ กกต. ส่งบัญชีรายชื่อไปยังประธานรัฐสภา

เมื่อประธานรัฐสภาได้รับบัญชีรายชื่อแล้ว ให้มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อพิจารณาคัดเลือก สสร. 150 คน แบ่งเป็น สสร. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เลือกจากบัญชี 200 คน เหลือ 100 คน และ สสร.แบบบัญชีรายชื่อ เลือกจากบัญชี 100 คน เหลือ 50 คน ทั้งนี้ ในการเลือก สมาชิกรัฐสภา 1 คน เลือก สสร.เขต ได้ 1 คน และ เลือก สสร.บัญชีรายชื่อ ได้ 1 คน

  • ผู้ร่าง: ให้ สสร. ตั้ง กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 45 คน โดยตั้งจาก สสร. อย่างน้อยกึ่งหนึ่ง (23 คน) ส่วนที่เหลือตั้งจากผู้เชี่ยวชาญ/ผู้มีประสบการณ์

พรรค พท. ฉบับ V1: มีคูหาให้ประชาชนเลือก สสร.จว. รอบแรก

  • กลไก: ให้มี สสร. ทำหน้าที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จำนวน 152 คน แบ่งเป็น 1. สสร. จังหวัด 100 คน และ 2. สสร. ที่มาจากเสนอชื่อขององค์กรต่าง ๆ 52 คน
  • ที่มา: ให้ สสร. จังหวัด มาจากการเลือกตั้งของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดย กกต. เปิดรับสมัครผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น สสร. เมื่อผ่านการเลือกตั้งและประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง 300 คน ให้ส่งบัญชีรายชื่อไปยังประธานรัฐสภา เมื่อประธานได้รับบัญชีรายชื่อแล้ว ให้มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อพิจารณาคัดเลือก สสร. 300 คน เหลือ 100 คน ส่วนที่เหลือเป็น สสร. จากการเสนอชื่อของสภาผู้แทนราษฎร, วุฒิสภา, คณะรัฐมนตรี, องค์กรต่าง ๆ รวม 52 คน
  • ผู้ร่าง: ให้ สสร. ตั้ง กมธ. 2 ชุด ชุดแรก กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 35 คน โดยตั้งจาก สสร. 25 คน ส่วนที่เหลืออีก 10 คน ตั้งจากผู้เชี่ยวชาญกฎหมายมหาชน 3 คน, รัฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์ 3 คน, การเมืองและการบริหารราชการแผ่นดิน 2 คน, ผู้เชี่ยวชาญหรือมีประสบการณ์ในการร่างรัฐธรรมนูญ 2 คน และชุดที่สอง กมธ.รับฟังความคิดเห็น จำนวน 35 คน แบ่งเป็น 25 คนมาจาก สสร. และ 10 คนมาจากการที่ประชุมคณบดีคณะนิเทศศาสตร์/ วารสารศาสตร์, สถาบันการศึกษาของรัฐ 5 คน, สภาและสมาคมวิชาชีพสื่อ 5 คน

พรรค พท. ฉบับ V2: ยกคูหาออก

ภายหลัง สส.ภูมิใจไทยแจ้งขอถอนลายมือชื่อผู้ร่วมเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรค พท. ไปเมื่อต้นเดือน มิ.ย. โดยให้เหตุผลผลว่า "เกรงว่าเนื้อหาจะขัดต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ" พรรค พท. จึงปรับแก้เนื้อหาบางส่วน ซึ่งนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค พท. กล่าวเมื่อ 17 มิ.ย. ว่า "เมื่อหลายพรรคการเมืองมีข้อห่วงใย เราจึงได้ถอยกลับมาและหารือร่วมกันว่าจะทำอย่างไร เพื่อให้ได้ความร่วมมือจากทุกฝ่ายให้ได้มากที่สุด" และบอกว่า "ร่างนี้มีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้ทุกฝ่ายสบายใจ"

แหล่งข่าวจากพรรค พท. เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่า ร่างใหม่ของพรรคได้ "ตัดคูหา" ออกไปเรียบร้อย โดยให้ กกต. เปิดรับสมัครผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกเป็น สสร. จังหวัด จากนั้นให้ กกต. ตรวจคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม แล้วจัดทำบัญชีรายชื่อส่งไปยังประธานรัฐสภา เมื่อประธานได้รับบัญชีรายชื่อแล้ว ให้มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อพิจารณาคัดเลือก สสร. 100 คน โดยรอบแรกให้มี ตัวแทน สสร. จากทุกจังหวัด ภายใต้สูตร "9 หยิบ 1" หมายถึง สส. และ สว. รวมกลุ่มกัน 9 คน เสนอชื่อ สสร. จังหวัดได้ 1 คน จนครบ 77 คนจาก 77 จังหวัด (เหตุที่ใช้ตัวเลข 9 เป็นเพราะสมาชิกรัฐสภามี 700 คน - สส. 500 คน สว. 200 คน - หากนำ 700 มาหารด้วย 9 จะได้ 77 พอดี) และในรอบสอง ซึ่งเหลือ สสร. ที่ต้องเลือกอีก 23 คน จะใช้สูตร "33 หยิบ 1" เพื่อเลือก สสร. จนครบ 100 คน ขณะที่ สสร. ที่มาจากเสนอชื่อขององค์กรต่าง ๆ 52 คน ยังคงเนื้อหาไว้ตามร่างแรก

พรรค ปชป.: ให้ประชาชนหยั่งเสียงขั้นต้นผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์เลือก สสร.จว.

  • กลไก: ให้มี สสร. ทำหน้าที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จำนวน 100 คน แบ่งเป็น 1. สสร. จังหวัด 80 คน และ 2. สสร. ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญหรือผู้มีประสบการณ์ 20 คน มาจากผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน 5 คน, ผู้เชี่ยวชาญสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ 5 คน, ผู้พิพากษาที่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาคัดเลือกมา 5 คน, ตุลาการที่ที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดคัดเลือกมา 5 คน
  • ที่มา สสร. จังหวัด: มาจากการหยั่งเสียงเลือกตั้งขั้นต้นจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งด้วยระบบผ่านอิเล็กทรอนิกส์ในแต่ละจังหวัด โดย กกต. เปิดรับสมัครผู้ประสงค์สมัครรับเลือกตั้งเป็น สสร. จังหวัด ก่อนนำรายชื่อของผู้สมัครไปดำเนินการด้วยวิธีการหยั่งเสียงเลือกตั้งขั้นต้นด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ได้ผู้ที่ผ่านการหยั่งเสียงเลือกตั้งขั้นต้น 3 คนเป็นตัวแทนประจำจังหวัด รวมทั้งสิ้น 231 คน เมื่อประธานรัฐสภาได้รับบัญชีรายชื่อแล้ว ให้มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อพิจารณาคัดเลือก สสร. 80 คน ทั้งนี้ ในการเลือก สส. และ สว. เลือก สสร. ได้เพียง 1 ชื่อ
  • ที่มา สสร. ผู้เชี่ยวชาญ 20 คน: มีที่มาจาก 3 แหล่ง โดยให้ผู้ประสงค์สมัครรับเลือกตั้งเป็น สสร. ยื่นใบสมัครต่อที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.), ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา, และที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด โดยแต่ละที่ประชุมดำเนินการคัดเลือก สสร. ในแต่ละแท่ง - ทปอ. เหลือ 10 คน, ศาลฎีกา 5 คน, และศาลปกครอง 5 คน - และจัดทำบัญชีสำรองไว้ประเภทละ 3 คน รวมแล้ว 12 คน
  • ผู้ร่าง: ให้ สสร. เป็นผู้จัดทำรัฐธรรมนูญ (ไม่ได้กำหนดว่าต้องมี กมธ. ชุดไหนอย่างไร) โดยต้องคำนึงถึงความคิดเห็นของประชาชนเป็นสำคัญ

สว. นอกกลุ่มใหญ่: มีคูหาให้ประชาชนเลือกสภาการมีส่วนร่วมฯ

  • กลไก: ให้มีสภาการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ จำนวน 200 คน แบ่งเป็น 1. สมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง โดยใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง 100 คน และ 2. สมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ โดยใช้เขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง 100 คน ทั้งนี้ผู้สมัครต้องรวมกันเป็นกลุ่มบุคคล โดยจัดทำเป็นบัญชีรายชื่อ 20-100 คน
  • ที่มา: ให้สภาการมีส่วนร่วมของประชาชนมาจากการเลือกของผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยตรงและลับ โดย กกต. เปิดรับสมัครผู้ประสงค์สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาการมีส่วนร่วมฯ ทั้ง 2 ประเภท เมื่อผ่านการเลือกตั้งและประกาศรับรองผลการเลือกตั้งแล้ว ให้ กกต. ส่งทำบัญชีรายชื่อให้สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ทั้งนี้ สภาการมีส่วนร่วมฯ ไม่มีอำนาจในการร่าง แต่มีหน้าที่จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้โดยสะดวกและทั่วถึง
  • ผู้ร่าง: ให้มี กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 35 คน มีรัฐสภาเป็นผู้สรรหา เพื่อทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญตามกระบวนการที่สภาการมีส่วนร่วมของประชาชนฯ กำหนด ทั้งนี้ ในการสรรหา ให้เปิดรับสมัครบุคคลซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์อันเป็นประโยชน์ต่อการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะในด้านกฎหมายมหาชน รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ สังคมศาสตร์ หรือสาขาอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยให้สมาชิกรัฐสภามีสิทธิออกเสียงลงคะแนนได้คนละ 1 เสียง เมื่อได้รายชื่อแล้ว ให้นำไปขอความเห็นชอบจากสภาการมีส่วนร่วมฯ อีกครั้ง

ภาคประชาชน: มีคูหาให้ประชาชนเลือกตั้ง สสร. โดยตรง 100%

  • กลไก: ให้มี สสร. ทำหน้าที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จำนวน 300 คน แบ่งเป็น 1. สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง โดยใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง 150 คน และ 2. สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ โดยใช้เขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง 150 คน ทั้งนี้ ผู้สมัครต้องรวมกันเป็นกลุ่มบุคคล โดยจัดทำเป็นบัญชีรายชื่อซึ่งมีผู้สมัคร 10-150 คน
  • ที่มา: ให้ สสร. มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน โดย กกต. เปิดรับสมัครผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น สสร. ทั้ง 2 ประเภท เมื่อผ่านการเลือกตั้งและประกาศรับรองผลการเลือกตั้งแล้ว ให้ กกต. ประกาศรายชื่อ สสร. ทั้ง 300 คน
  • ผู้ร่าง: ให้ สสร. ตั้ง กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 35 คน โดยตั้งจาก สสร. ไม่น้อยกว่า 25 คน ส่วนที่เหลือตั้งจากบุคคลซึ่งเป็นผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในด้านนิติศาสตร์ สาขากฎหมายมหาชน ด้านรัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ ด้านสังคมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ หรือนโยบายสาธารณะ การบริหารราชการแผ่นดิน หรือเป็นผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน การปกครองส่วนท้องถิ่น หรือการร่างรัฐธรรมนูญ หรือเป็นผู้มีประสบการณ์ด้านการขับเคลื่อนงานเชิงสังคมในด้านสิทธิเสรีภาพ สิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย นิติรัฐ นิติธรรม หรือด้านอื่น ๆ ที่จำเป็นต่อการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่