You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
เปิดใจเด็กช่างทำไมถึงตีกัน ในวันที่ “ศึกแห่งศักดิ์ศรี” กลับมาปะทุกลางกรุงบ่อยขึ้น
เป้ (ชื่อเล่น) กำลังเดินลงจากรถเมล์ ตอนที่นักเรียนอาชีวะจากสถาบันคู่อริ ยิงเขาเข้าที่บริเวณแขนซ้าย เพียงเพราะเขาสวมเสื้อช็อปประจำสถาบัน
เขารอดชีวิตมาได้ แต่ก็มีแผลเป็น ที่ฝากไว้เป็นเครื่องเตือนใจถึงเหตุการณ์เฉียดตาย และนั่นเป็นเพียงห้วงเวลาหนึ่งในชีวิตนักเรียนอาชีวะของเขาที่เต็มไปด้วยความรุนแรง การต่อยตี และความขัดแย้งระหว่างนักเรียนของสถาบันในประเทศไทย
เป้ ซึ่งขอไม่ระบุชื่อสถาบัน และชื่อ-นามสกุลจริง บอกกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า นักเรียนอาชีวะ หรือที่คนไทยมักเรียกอีกชื่อว่า “เด็กช่างกล” มักจะนัดตีกัน พร้อมอาวุธมีดยาว ปืน หรือสู้แบบมือเปล่า ส่วนเหตุผลของการต่อสู้ถึงขั้นนองเลือด ก็เพราะความรู้สึกในเกียรติยศของสถาบัน และความเป็นอริที่สืบทอดมายาวนานจากรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง
“ล่าสุดที่ตีกัน ที่เอาปืนมาไล่กัน เด็กอยู่เลย เด็กอายุ 15-16 ปี” เป้ เล่า พลางมองไปที่แขนซ้ายของตนเอง ที่มีแผลถูกยิงอยู่
“มันหนักขึ้นเรื่อย ๆ เริ่มมีการดักซุ่มกัน ผมก็ดักเขา เขาก็ดักผม แต่ก็ดักต่อยกันบ้าง พอมาช่วงหลัง ๆ ตอนใกล้จบปีหนึ่ง เขาเลือกที่จะดักยิง เขาอาจจะโดนรุ่นพี่สั่งมาหรือยังไง อันนี้ผมก็ไม่เข้าใจ”
เหตุการณ์นั้น กลายเป็นหนึ่งในเหตุผลที่เขาเบือนหน้าหนีความรุนแรง แต่ก็ยอมรับว่า เคยพกปืนเพื่อป้องกันตัวในอดีต โดยซื้อปืนจากนักเรียนอีกคนในราคา 3,000 บาท
เป้ เล่าว่า การปะทะกันของเด็กอาชีวะต่างสถาบัน เกิดขึ้นประปราย แต่ต่อเนื่อง ตำรวจไทยเองก็ไม่ค่อยให้ความสนใจ ยกเว้นเวลาเกิดเหตุร้ายแรงที่กลายเป็นข่าวใหญ่ในหน้าสื่อ รวมถึงกรณีบุกยิงเด็กอาชีวะอายุ 16 ปี 3 นัดนอกบ้านของเขา เมื่อเดือน ก.ย. 2566 และกรณีล่าสุด ที่นักเรียนอาชีวะบุกจ่อยิงในเขตคลองเตย จนทำให้ครูสอนวิชาคอมพิวเตอร์ โรงเรียนพระหฤทัยคอนแวนต์ โดนลูกหลงเสียชีวิต เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
ย้อนไปเมื่อปีก่อน ได้ปรากฏภาพการยิงปะทะกันของเด็กอาชีวะช่วงกลางวันที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง มีการขับมอเตอร์ไซค์ไล่ล่ากัน และเสียงปืนดังหลายนัด ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 คน บาดเจ็บอีก 2 คน
อุ๊ (ชื่อเล่น) นักศึกษาอาชีวะ วัย 19 ปี ของวิทยาลัยอาชีวศึกษาธนบุรี เป็นหนึ่งใน “เด็กช่างกล” ที่ต่อสู้กับสถาบันคู่อริที่ปั๊มน้ำมันดังกล่าว
“มันไม่มีเรื่องการเมืองเลย สู้กันเพื่อพิสูจน์ว่าใครเก่งกว่า มันเป็นเรื่องศักดิ์ศรี เราทนการเหยียดหยามไม่ได้” เขากล่าว
ท้ายสุด อัยการตัดสินว่า อุ๊ และเพื่อน ๆ กระทำการเพียงเพื่อป้องกันตัวเอง และไม่มีการดำเนินคดีใด ๆ กับพวกเขา ด้านตำรวจเองยอมรับว่า จัดการกับปัญหาเด็กตีกันแบบนี้ได้ลำบาก “เราคิดว่าสถาบันศึกษาควรมีความรับผิดชอบมากกว่านี้ ตำรวจจะเข้าจัดการหากกระทบประชาชนทั่วไป” พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ บอกกับเอเอฟพี
“ระบบยุติธรรมสังคมไทย มันไม่ค่อย ยิ่งพูดว่าเด็กอาชีวะตีกัน น้อยมากที่เขาจะมาตามคดีให้อะไรให้ ช่วงนี้น้องผมก็โดนยิง เรื่องก็ยังไม่ถึงไหน เป็นปีแล้ว” เป้ เปิดเผย
ศึกแห่งศักดิ์ศรี
ภาพความรุนแรง เด็กช่างกลตีกัน และถึงขั้นดัก-ไล่ยิง ช่วงกลางวันแสก ๆ ในพื้นที่ชุมชน เกิดขึ้นมานานหลายสิบปีแล้ว สำหรับ อิม อดีตเด็กช่างกล ที่ปัจจุบันศึกษาอยู่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เขาอธิบายว่า มันเป็นวัฒนธรรมการพิทักษ์ “ศักดิ์ศรี” ที่ฝังรากลึก และตกทอดจากรุ่นพี่มาถึงรุ่นน้อง
“รุ่นพี่สอนให้พวกเราเกลียดสถาบันคู่อริ” อิม วัย 23 ปี ระบุ “ถ้าเขามาทำร้ายนักเรียนโรงเรียนเรา เราก็ต้องปกป้องศักดิ์ศรี ด้วยการตีมันกลับ”
กฤษฎางค์ นุตจรัส ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและนักกฎหมายเพื่อสิทธิมนุษยชน อธิบายว่า ความรุนแรงระหว่างเด็กอาชีวะ มีมาเนิ่นนานตั้งแต่อย่างน้อย 70 ปีก่อน ซึ่งเขามองว่า เป็นผลจากความไม่เท่าเทียมทางสังคมและการถูกแบ่งแยก
“ระบบไม่ให้โอกาสพวกเขาเชื่อว่า พวกเขาได้รับการยอมรับ” เขาบอกกับเอเอฟพี พร้อมเสริมว่า เด็กอาชีวะมักมีความเชื่อว่า การช่วงชิงหัวเข็มขัด หรือเสื้อช็อป จากสถาบันคู่อริมาได้ ถือว่าทำให้พวกเขาดูเหนือกว่า
“สังคมและรัฐทอดทิ้งพวกเขา พวกเขาถูกดูถูกดูแคลนอย่างมาก”
ความหมายของกฤษฎางค์ คือ สถาบันประเภทอาชีวศึกษา ซึ่งเริ่มต้นมาจากยุคก่อตั้งวิทยาลัยเทคนิคเมื่อกว่า 60 ปีก่อน เพื่อพัฒนาศิลปวิทยา ให้ผู้เรียนได้รู้เทคนิค และทักษะที่จำเป็นในการประกอบอาชีพและการใช้ชีวิตจริง อาทิ การก่อสร้าง และซ่อมรถยนต์ แต่สังคมไทยที่ “แบ่งชนชั้น” กลับดูถูกดูกแคลนนักเรียน-นักศึกษา สายวิชาชีพแบบนี้
“พวกเขาถูกปฏิบัติเหมือนพลเมืองชั้นสอง ถูกมองว่าต้อยต่ำกว่านักเรียน-นักศึกษา ในวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยอื่น ๆ” รศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าว
เธออธิบายต่อว่า สถานะครอบครัวที่ยากจน จำกัดนักเรียนอาชีวะเหล่านี้ จนเข้าไม่ถึงกีฬา ดนตรี และกิจกรรมสันทนาการอื่น ๆ ตัดโอกาสไม่ให้พวกเขาได้แสดงออกถึงความสนใจและตัวตน จนกลายเป็นว่าชีวิตในแก๊งที่มีความเป็นกลุ่มก้อนของเพื่อน ๆ เป็นที่น่าดึงดูดกว่า
ด้าน พิชเชฎฐ์ สุคนธ์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคดอนเมือง ระบุว่า นักศึกษาอาชีวะสร้างสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างกัน เพื่อก้าวผ่านความยากเข็ญจากฐานะที่ยากจน พวกเขายังต้องทำงานพาร์ทไทม์สลับกับการเรียน เพื่อจ่ายค่าเล่าเรียนเอง
“พี่ก็หากับข้าวมา น้องคนไหนไม่มีตังค์มาโรงเรียน ก็มีข้าวกิน สิ่งเหล่านี้ มันสร้างความผูกพันธ์ระหว่างเพื่อนและพี่” พิชเชฎฐ์ ระบุ
“ผมไม่ได้อยากตีกัน”
อดีตเด็กช่างกล มายด์ (ชื่อเล่น) ยอมรับว่า เขารู้สึกถูกกีดกันจากสังคมในสมัยที่เป็นนักเรียนอาชีวะเมื่อ 13 ปีก่อน จนเขาต้องไปหาความรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของสังคมจากในแก๊ง
“เหมือนตัวโรงเรียนมันเป็นกลุ่มก้อนความเชื่อหนึ่งมากกว่า และก็ยึดอะไรที่เป็นของโรงเรียนเป็นสัญลักษณ์ ตีกันในเชิงเอาสัญลักษณ์(ของ)แก สัญลักษณ์(ของ)ฉันอย่างนั้นมากกว่า” มายด์ กล่าว
เขาย้อนอดีตว่า เคยถูกไล่แทงด้วยมีดกลางสวนสาธารณะในกรุงเทพฯ แต่เวลามีปัญหา แก๊งเพื่อนสถาบันเดียวกันของเขา ก็จะช่วยเหลือตลอด เหมือนเป็นครอบครัว
ย้อนกลับไปในการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยช่วงปี 2563 จากการเรียกร้องของคนรุ่นใหม่ เป็ฯการเปิดโอกาสให้เกิดการสานสัมพันธ์ระหว่างสถาบันอาชีวะที่เป็นอริกัน โดยพวกเขาร่วมมือกันมาทำหน้าที่ “การ์ด” ให้กลุ่มผู้ชุมนุม
แต่เมื่อการประท้วงเริ่มลดน้อยลง กระแสการชุมนุมเริ่มจางหายไป ความรุนแรงระหว่างสถาบันอาชีวะก็กลับมาเพิ่มขึ้นอีก
“ผมไม่รู้ว่าทำไมเราถึงตีกัน แต่รุ่นพี่บอกให้ผมทำ เวลาเราไปตีสถาบันอีก มันเหมือนเราสะสมถ้วยรางวัลจากแต่ละที่มา” นุด นักศึกษาอาชีวะ วัย 20 ปี ที่กำลังเรียนเป็นช่างไฟฟ้า กล่าว
“แต่ลึก ๆ แล้ว ผมไม่อยากสู้ ผมอยากกลับบ้านอย่างสงบ”