เรื่องเล่าแรกจาก สรยุทธ สุทัศนะจินดา หลังคืนจอวันแรงงาน

    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • Published

สรยุทธ สุทัศนะจินดา ยึดฤกษ์วันแรงงานแห่งชาติ 1 พ.ค. หวนคืนหน้าจอโทรทัศน์อย่างเป็นทางการ ใช้เวลาเล่าข่าวที่เกี่ยวข้องกับไวรัสโควิด-19 นานที่สุด

สรยุทธกลับมาทำหน้าที่ "นักเล่าข่าว" อีกครั้งในรายการ "เรื่องเล่าเสาร์-อาทิตย์" ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 33 HD หรือช่อง 3 เดิม พร้อมพิธีกรหญิงคู่ขวัญอย่าง พิชญทัฬห์ จันทร์พุฒ หรือไบรท์

เขาอยู่ในชุดเสื้อเชิตสีฟ้าอ่อนสวมสูทสีดำทับ และสวมใส่หน้ากากอนามัยตามมาตรการบังคับของกรุงเทพมหานคร (กทม.) เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 แม้แฟนข่าวเห็นใบหน้าเขาได้ไม่เต็มที่ แต่น้ำเสียงที่ใครหลายคนคุ้นเคยดังชัดเจนตลอดเวลาเกือบ 2 ชม. ที่จัดรายการ

นี่เป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปีที่สรยุทธหวนคืนหน้าจอ นับจากประกาศยุติการทำหน้าที่พิธีกรทุกรายการเมื่อ 29 ก.พ. 2559 หลังศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 13 ปี 4 เดือน ใน "คดีไร่ส้ม" แต่เขายื่นอุทธรณ์คดี

เจ้าตัวยอมรับว่า "มือสั่นและตื่นเต้น" พร้อมออกตัวกับบรรดาแฟนข่าวหากไม่พร้อม อีกทั้งการใส่หน้ากากจัดรายการก็เป็นอุปสรรคตามสมควร แต่ทั้งหมดเพื่อร่วมกันหยุดวงจรการแพร่ระบาดของโควิด-19

"วันนี้เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ชีวิตผมกลับมาเริ่มต้นใหม่ ทั้งหมดไม่ได้เตรียมตัวมาพูด จู่ ๆ พูดได้ยังไง เอาล่ะชีวิตต้องดำเนินต่อไป" ชายผู้เรียกตัวเองว่า "กรรมกรข่าว" ระบายความในใจ ก่อนเข้าสู่เนื้อหาข่าวที่เตรียมมา

ใส่กำไลอีเอ็มอ่านข่าว-อยู่ภายใต้สายตาของ "ผู้คุม"

ในอีก 10 วันข้างหน้า สรยุทธจะมีอายุครบ 55 ปีเต็ม เขาได้กลับมาทำ "งานที่รัก" อีกครั้ง อยู่หน้ากล้อง ติดไมค์ มีแสงไฟในสตูดิโอส่องหน้า ทว่าสิ่งที่ผิดแผกออกไปคืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว หรือกำไลอีเอ็ม ที่ต้องใส่ติดข้อเท้าอยู่ตลอด และไม่สามารถเดินทางออกไปทำงานนอกเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลได้ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากกรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม

สรยุทธตกเป็นผู้ต้องขังตามคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อ 21 ม.ค. 2563 ให้จำคุกเป็นเวลา 6 ปี 24 เดือน โดยไม่รอลงอาญา ในความผิดฐานสนับสนุนให้ผู้อื่นกระทำความผิดพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ จากกรณีสนับสนุนเจ้าพนักงานของรัฐกระทำผิดด้วยการยักยอกเงินค่าโฆษณาเกินเวลาในรายการ "คุยคุ้ยข่าว" ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 อสมท. เป็นเงินกว่า 138 ล้านบาท เหตุเกิดเมื่อปี 2549 โดยสรยุทธเป็นทั้งผู้ดำเนินรายการดังกล่าว และผู้ถือหุ้น 99.99% ของบริษัท ไร่ส้ม จำกัด ซึ่งผลิตรายการป้อนช่อง 9

"จำเลยที่ 3 (สรยุทธ) เป็นสื่อมวลชนอาวุโส และเป็นที่นับหน้าถือตาของบุคคลทั่วไป ต้องประพฤติตนให้เป็นแบบอย่างที่ดีแก่สื่อมวลชนอื่น กลับอาศัยโอกาสช่องว่างทางกฎหมายและระเบียบปฏิบัติเอื้อประโยชน์แก่ตน มากระทำผิดเสียเอง..." คำพิพากษาศาลฎีการะบุไว้ตอนหนึ่ง

ต่อมา 14 มี.ค. 2564 สรยุทธได้รับอภัยโทษและพักโทษโดยเหตุพิเศษ และถูกปล่อยตัวออกจากเรือนจำ

สถานะของพิธีกรคนดังในปัจจุบันคือ "ผู้ถูกคุมประพฤติ" ต้องใส่กำไลอีเอ็มจนกว่าจะครบกำหนดโทษ หรือตั้งแต่วันที่ 14 มี.ค. 2564-20 พ.ค. 2565 และต้องรายงานตัวกับกรมคุมประพฤติตามกำหนด จนกว่าจะพ้นโทษ 26 ก.ค.2566

ระยะเวลา 1 ปี 2 เดือนที่รับโทษจริงอยู่ภายในเรือนจำ สรยุทธยอมรับว่าเป็น "จุดต่ำสุดของชีวิต" แต่วันแรงงานปีนี้ เขาได้เริ่มต้น "นับหนึ่งใหม่" และ "กลับมาใช้ชีวิตอย่างที่เคยเป็น"

อย่างไรก็ตามการทำหน้าที่สื่อมวลชนของสรยุทธจะอยู่ภายใต้สายตาของ "ผู้คุม" ไปอีกกว่า 2 ปี และต้องเป็นไปตามเงื่อนไขการพักโทษที่ให้เขาสามารถประกอบอาชีพสุจริตได้ แต่ไม่สามารถทำงานด้านการเมืองได้ เช่น เป็นพิธีกรให้กับพรรคการเมือง ยกเว้นแต่การจัดรายการข่าวทั่วไป ซึ่งต้องนำเสนอข้อเท็จจริงของข่าวภายใต้จรรยาบรรณของสื่อมวลชน

วันนี้อธิบดีกรมคุมประพฤติได้แจ้งเจ้าพนักงานคุมประพฤติให้ดูทีวีเพื่อตรวจสอบการทำหน้าที่พิธีกรข่าวครั้งแรกของสรยุทธ ว่ามีส่วนใดหมิ่นเหม่ต่อเงื่อนไขการพักโทษหรือไม่

เรื่องเล่าแรกจากสรยุทธ

เวลาตามผังรายการคือ 10.30-12.15 น. ทว่าเวลาที่ใช้ออกอากาศจริงเลยไปจากนั้น โดยปิดรายการที่ 12.28 น.

ข่าวใหญ่ที่บรรณาธิการ/โปรดิวเซอร์รายการให้ความสำคัญ หนีไม่พ้น ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการระบาดของไวรัสโควิด-19 กินเวลาของรายการไปถึง 5 ช่วง/เบรก จากทั้งหมด 7 ช่วง/เบรก โดย สรยุทธ-ไบร์ท ใช้เวลาถึง 1 ชม. 10 นาที ในการบอกเล่าประเด็นนี้

ส่วนที่เหลืออีก 2 ช่วง เป็นการรายงานข่าวชาวบ้าน ใช้เวลาไป 4 นาที และรายงานความเคลื่อนไหวในการยื่นขอประกันตัวแกนนำกลุ่ม "ราษฎร" ใช้เวลาไป 7 นาที

ในวันแรกที่กรุงเทพฯ และอีก 5 จังหวัดที่ ศบค. ประกาศให้เป็น "พื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด" (สีแดงเข้ม) เริ่มยกระดับมาตรการสกัดกั้นไวรัสร้าย สรยุทธหยิบยก "คำสั่งเด็ดขาดจากพี่ยุทธ" ที่ให้ทีมข่าวช่อง 33 ถือปฏิบัติรวม 6 ข้อมาบอกกล่าวกับประชาชน ประกอบด้วย 1) ทุกคนต้องใส่หน้ากาก 100% ตลอดเวลาไม่ถอดไม่ดึงลง 2) เว้นระยะห่างเท่าที่ทำได้ 3) ห้ามสัมผัสร่างกายกันเด็ดขาด 4) ต้องพกและใช้เจลแอลแอลกอฮอล์ทุกครั้งที่สัมผัสสิ่งของใด ๆ ทันที 5) ไม่ร่วมวงกินอาหารกันเด็ดขาดในช่วงนี้ และ 6) รอวันเวลาฉีดวัคซีนให้เร็วที่สุดเมื่อมีโอกาส โดยขอให้ร่วมแรงร่วมใจเพื่อตัวเราและคนที่เรารัก ยิ่งทำเร็วยิ่งกลับมาปกติเร็ว และถือเป็นการหยุดวงจรช่วยหมอและพยาบาลให้ทำงานน้อยลง

"ถึงเวลาที่พวกเราต้อง 'ร่วมแรงร่วมใจ ฝ่ามหันตภัยโควิด'.." สรยุทธกล่าวเน้นย้ำหลายครั้งในระหว่างจัดรายการ

บีบีซีไทยสรุปประเด็นข่าวที่ถูกหยิบยกมานำเสนอผ่านรายการ "เรื่องเล่าเสาร์-อาทิตย์" ตลอดเวลาเกือบ 2 ชม. ไว้ดังนี้

ช่วงหนึ่ง (19 นาที): มาตรการบังคับในพื้นที่ "สีแดงเข้ม" 6 จังหวัด// ข้อมูลผู้ป่วยโควิด-19 หน้าใหม่และผู้เสียชีวิตประจำวัน// ข้อมูลผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตย้อนหลังในรอบเดือน เม.ย. โดยสรยุทธให้ความเห็นเสริมว่า "วันไหนเราหยุดกรุงเทพฯ ได้ หยุดวงจรระบาด วันนั้นสัญญาณการฟื้นตัวก็จะเกิดขึ้นทั้งการใช้ชีวิตและเศรษฐกิจ" และบอกว่า "จะให้ความสนใจผู้ป่วยหนักที่ต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ เพราะเป็นกลุ่มที่สะท้อนว่าระบบสาธารณสุขยังรองรับไหวหรือไม่"// นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวเพชรบุรีเสียชีวิตภายในคอนโดมิเนียมจากโรคโควิด-19// ชาวต่างชาติเสียชีวิตที่ รพ.ประจวบคีรีขันธ์ ก่อนพบว่าติดโควิด-19// พ่อและพี่ชายของพนักงานสถานบริการย่านทองหล่อเสียชีวิตด้วยโรคโควิด-19 ภายในบ้านพัก จ.สมุทรปราการ ส่วนตัวน้องชายพักรักษาตัวใน รพ. และยังมีแม่กักตัวอยู่ในบ้าน

ช่วงสอง (21 นาที): ครอบครัวเก็บอัฐิ "น้าค่อม ชวนชื่น" หลังเสียชีวิตด้วยโควิด-19// ประมวลเหตุการณ์การเสียชีวิตของตลกคนดัง ย้อนไทม์ไลน์// ปิดเบรกด้วยคลิปรวมผลงานแสดงภาพยนตร์ของ "น้าค่อม"

ช่วงสาม (7 นาที): ปฏิกิริยาของฝ่ายต่าง ๆ ต่อการสูญเสีย "น้าค่อม" ทั้ง รมว.สาธารณสุข และคนในวงการบันเทิง// ปิดเบรกด้วยคลิปท้าย ๆ ของ "น้าค่อม" ทั้งในการให้สัมภาษณ์ "หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย", ภรรยาส่งตัวไปรักษาที่ รพ. และการพูดคุยเรื่องอาการป่วยกับลูกสาวและลูกเขย

ช่วงสี่ (20 นาที): ตัดเข้าสัญญาณการถ่ายทอดสดการแถลงข่าวของ ศบค. 4 นาที// บรรยากาศและเสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการต่อมาตรการงดกินอาหารและเครื่องดื่มภายในร้าน ที่กรุงเทพฯ และเชียงใหม่// ประชาชนถูกจับกุมหลังฝ่าฝืนดื่มเหล้าที่ร้านจำหน่ายลาบ จ.สมุทรปราการ// อัพเดทข้อมูล 19 จังหวัดขอความร่วมมือประชาชนให้งดออกนอกเคหสถาน// บุคลากรการแพทย์และสาธารณสุขหลาย รพ. ถูกกักตัว 14 วันหลังคนไข้ปกปิดไทม์ไลน์

ช่วงห้า (4 นาที): เพลิงไหม้ร้านอาหารอินเดียย่านสีลม// น้ำท่วม อ.พบพระ จ.ตาก// พ่อวัย 66 ปีผูกคอเสียชีวิต ขณะที่กู้ภัยโคราชกำลังอัดคลิปวิดีโอฉายให้เห็นสภาพความเป็นอยู่เพื่อให้ความช่วยเหลือ โดยล่าสุดลูกชายผู้เสียชีวิตได้นำเถ้ากระดูกพ่อไปลอยอังคารที่แม่น้ำโขง ขณะที่สรยุทธแจ้งว่าทีมงานได้นำเงินที่ได้จากการขายเสื้อรายการ "เรื่องเล่าเช้านี้" จำนวน 3 หมื่นบาทไปมอบให้แก่ชายคนดังกล่าว

ช่วงหก (7 นาที): กรมราชทัณฑ์ย้ายตัวนายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน แกนนำ "ราษฎร" ออกจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อรักษาตัวภายใน รพ.รามาธิบดี หลังอดอาหารนาน 46 วัน// มารดาของเพนกวินโกนผมเรียกร้องความเป็นธรรมแทนลูกชาย จากนั้นในช่วงเย็น มีผู้ร่วมโกนผมอีก 15 คน// ส.ส. หญิง 20 คนเรียกร้องสิทธิประกันตัวให้ผู้ต้องขังกลุ่ม "ราษฎร"

ช่วงเจ็ด (3 นาที): เปิดลงทะเบียนฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ในกลุ่มผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัว

เสียงสะท้อนผ่านหน้าจอทีวี-จอมือถือ

แม้ออกอาการประหม่าเล็ก ๆ ในช่วงต้น แต่สรยุทธยังคงรักษาลีลาการเล่าข่าวแบบ "ย่อยเรื่องยาก ให้เป็นภาษาที่เข้าใจได้ง่าย" เอาไว้ได้

เพียงวันแรกของการกลับมาทำหน้าที่พิธีกรรายการข่าวท่ามกลางวิกฤตโรคระบาด มีประชาชนร่วมติดตามทั้งทางหน้าจอช่อง 33 และจอมือถือ/คอมพิวเตอร์ซึ่งมีการถ่ายทอดสดผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ก "เรื่องเล่าเช้านี้" โดยมีผู้ชมพร้อมกันสูงสุดกว่า 1.6 หมื่นคน นอกจากนี้ยังมีผู้ชมผ่านแอปพลิเคชัน CH3Plus อีกเกือบแสนคน

"แฟนข่าว" ได้ร่วมกันแสดงความคิดเห็นทั้งผ่านข้อความ (SMS) ที่ขึ้นทางหน้าจอทีวี และในสื่อสังคมออนไลน์มากมาย ส่วนใหญ่เป็นการร่วมแสดงความยินดี และให้กำลังใจพิธีกรข่าวรุ่นใหญ่ ขณะที่บางส่วนได้ถ่ายเซลฟี่ตัวเองโดยมีฉากหลังเป็นสรยุทธขณะจัดรายการ

สิ่งที่ต้องจับตาต่อไปคือประโยคที่ว่า "ร่วมแรงร่วมใจ ฝ่ามหันตภัยโควิด" ที่หลุดจากปากสรยุทธหลายครั้งว่าจะนำไปสู่อะไร

หากย้อนดู "ภาพจำ" ของสรยุทธก่อนหน้านี้ในช่วงเกิดภัยพิบัติ โดยเฉพาะน้ำท่วมใหญ่ปี 2553-2554 เขามีบทเด่นทั้งในฐานะ "สื่อ" และ "ตัวกลาง" ประสานและรวบรวมความช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยเรียกระดมเงินและสิ่งของบริจาคผ่าน "ครอบครัวข่าว 3" ได้จำนวนมาก ทำให้ผู้ประสบภัยนึกถึงสรยุทธและช่อง 3 ก่อนคิดถึงรัฐบาลซึ่งต้องปฏิบัติตามระเบียบราชการที่รกรุงรัง และไม่สามารถตอบสนองปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนได้ทัน

อัชฌา สุวรรณปากแพรก ประธานกองทุน "ครอบครัวข่าว 3 ช่วยผู้ประสบภัย" บมจ.บีอีซีเวิลด์ เคยเปิดเผยกับสำนักข่าวไทยพับลิก้าไว้ว่าในช่วง 2 ปีนั้น มียอดเงินบริจาคเข้ามาในกองทุนเกือบ 1,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่ จ.นครราชสีมา ปี 2553 และน้ำท่วมภาคใต้ ภาคเหนือ และเกือบทั้งประเทศปี 2554

จับตาโฆษณาในอุตสาหกรรมทีวี

นอกจากการปรากฏตัวใน "เรื่องเล่าเสาร์-อาทิตย์" ประชาชนจะได้เห็นหน้า "กรรมกรข่าว" ผ่านโทรทัศน์ครบทั้ง 7 วัน เนื่องจากเขาเป็นพิธีกรหลักจัดรายการ "เรื่องเล่าเช้านี้" ออกอากาศ 2 ชม. 20 นาที ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เริ่ม 3 พ.ค. เป็นต้นไป

ส่วนบทบาทหลังจอ สรยุทธได้รับแต่งตั้งให้เป็น "ที่ปรึกษาด้านข่าว" ของช่อง 33 และมีส่วนสำคัญในการกำหนดกลยุทธ์แข่งขันการขายข่าวของ 5 รายการข่าวหลักของทางสถานี

การ "เว้นวรรค" งานหน้าจอนาน 5 ปี ทำให้ภูมิทัศน์สื่อเปลี่ยนแปลงไป แม้แต่ตัวนักเล่าข่าววัยย่าง 55 ปีก็ยอมรับว่า "ไม่มีใครรู้ว่ารายการที่ผมกลับมาทำจะประสบความสำเร็จหรือไม่ โลกเปลี่ยนไป สังคมเปลี่ยนไป..." แต่ถึงกระนั้นคนในวงการโฆษณาเชื่อว่าการคืนจอของสรยุทธจะส่งผลบวกกับช่อง 33 และเม็ดเงินโฆษณาในอุตสาหกรรมทีวี

จากการติดตามของบีบีซีไทยพบว่า ตลอดเวลา 1 ชม. 48 นาทีของรายการ "เรื่องเล่าเสาร์-อาทิตย์" วันนี้ (1 พ.ค.) มีโฆษณาปรากฏในเนื้อรายการ 21 ชิ้น (เบรกละ 3 ชิ้น) และยังมีอยู่ 1 ชิ้นที่ผู้ประกาศข่าวเป็นผู้อ่านเนื้อหา ส่วนโฆษณาระหว่างพักรายการทั้ง 6 ครั้ง มีจำนวนรวมกัน 68 ชิ้น โดยต่ำสุดอยู่ที่ 10 ชิ้น/เบรก และสูงสุดที่ 13 ชิ้น/เบรก

สื่อเศรษฐกิจทั้งประชาชาติธุรกิจ และฐานเศรษฐกิจ รายงานโดยอ้างความเห็นของ ภวัต เรืองเดชวรชัย ประธานกรรมการ บริษัท มีเดีย อินเทลลิเจนซ์ จํากัด หรือเอ็มไอ ว่าการคืนจอของสรยุทธน่าจะส่งผลบวกต่อช่อง 3 หมายถึงเรตติ้งรายการข่าวน่าจะกลับมาดี ซึ่งจะส่งผลต่อเม็ดเงินโฆษณาของสื่อทีวีโดยรวม เพราะบทบาทของสรยุทธไม่เพียงแต่เป็นผู้ประกาศข่าว แต่ยังเปรียบเสมือนผู้ทรงอิทธิพลทางความคิด (อินฟลูเอนเซอร์) ด้วย

ประธานเอ็มไอบอกด้วยว่า หลังจากสรยุทธยุติการทำรายการ ราคาโฆษณาของรายการข่าวช่อง 33 ไม่มีการปรับลดลง ยังคงที่ราว 200,000 บาท/นาที แต่หลังความนิยมลดน้อยลง เรตติ้งน้อยลง ทางเอเจนซี่อาจต่อรองลดราคาหลังบ้าน

สรยุทธและช่องต้นสังกัดต้องเผชิญกับความท้าทายตามความเห็นของประธานเอ็มไอ สรุปได้ ดังนี้

  • ยอดผู้ชมทีวีลดลง 25% นับจากเกิดดิจิทัลทีวีในปี 2557
  • คนรุ่นใหม่ใช้สื่อสังคมออนไลน์ (โซเชียลมีเดีย) เป็นหลัก ซึ่งส่งผลต่อพฤติกรรมการบริโภคข่าวสารผ่านช่องทางออนไลน์/โซเชียลมีเดียมากขึ้น
  • กลุ่มดิจิทัลทีวี มีช่องอื่น ๆ ขึ้นมาแข็งแกร่งด้านเนื้อหาข่าว ทั้งอมรินทร์ทีวี ไทยรัฐทีวี เวิร์คพอยต์ ช่องวัน และช่อง 7 ทำให้กลุ่มผู้ชมกระจายตัวมากกว่าอดีต