You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
วันปิยมหาราช : เปิดบันทึกรัฐบาลอังกฤษไม่ยกเว้นภาษีมรดก ร.5 ให้ ร.6
- Author, เผด็จ ขำเลิศสกุล
- Role, หอจดหมายเหตุแห่งชาติ สหราชอาณาจักร
- Published
23 ตุลาคม 2563 ครบรอบ 110 ปี ของการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว การเสด็จสวรรคตของพระองค์ทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านส่งต่อการปกครองประเทศและพระราชทรัพย์ทั้งในและต่างประเทศ สู่องค์รัชทายาท คือ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
สำหรับพระราชทรัพย์ในต่างประเทศ เมื่อไม่นานนี้ ผู้เขียนพบเอกสาร 3 ชุดจาก หอจดหมายเหตุแห่งชาติสหราชอาณาจักร (The National Archives, UK) ที่ระบุถึงการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลอังกฤษและเงินฝากธนาคาร และ จดหมายโต้ตอบระหว่างทางการสยามและอังกฤษเพื่อขอยกเว้นภาษีมรดก
ความเป็นมา
หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ขึ้นครองราชย์แล้ว พระยาสุธรรมไมตรี (พระยาศิริรัตนมนตรี สงบ สุจริตสกุล) เอกอัครราชทูตสยาม ณ กรุงลอนดอน ทำจดหมายลงวันที่ 12 กรกฎาคม 2455 ยื่นขอยกเว้นการเสียภาษีมรดกไปยัง เซอร์ เอ็ดเวิร์ด เกรย์ รมว. ต่างประเทศ ของอังกฤษ ระบุว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ลงทุน 100,000 ปอนด์ ในพันธบัตรของรัฐบาลอังกฤษที่มีผลตอบแทน 2.5% ในชื่อ "2½% Consolidated Stock" พร้อมกับมีเงินฝากบัญชีกระแสรายวันพร้อมดอกเบี้ยไว้กับธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้แบงกิ้งคอร์ปอเรชั่น รวมมูลค่า 111,850 ปอนด์ ณ วันสิ้นพระชนม์ (23 ตุลาคม 2453)
จำนวนเงินดังกล่าว หากใช้การคำนวณแบบธนาคารชาติอังกฤษ (Bank of England) โดยให้อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยที่ 4.5% ต่อปี จะมีมูลค่าถึง 12.87 ล้านปอนด์ ในปี 2562 และถ้าคูณด้วยอัตราแลกเปลี่ยน 41.84125 บาท/ปอนด์ ตามอัตราขายธนบัตรปอนด์ของธนาคารไทยพาณิชย์ ณ 22 ตุลาคม 2563 จะได้วงเงินถึง 538.57 ล้านบาท
เหตุผลในการขอยกเว้น
พระยาสุธรรมไมตรีให้เหตุผลในจดหมายการขอยกเว้นภาษีมรดกไว้ว่า
"พระมหากษัตริย์ผู้ล่วงลับและรัชทายาทของพระองค์เป็นองค์อธิปัตย์ในต่างแดน ซึ่งมีข้อเท็จจริงที่ว่าทั้งสองพระองค์ไม่เคยมีหรือมีภูมิลำเนาหรือมีถิ่นที่อยู่ในการปกครองของอังกฤษ เห็นได้ชัดว่าการลงทุนดังกล่าวเป็นไปเพียงชั่วคราว และไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อการตั้งถิ่นฐานในอังกฤษ และอาจถูกถอนหรือโอนได้ตลอดเวลา ดังนั้นแม้นอกเหนือจากคำถามเกี่ยวกับสถานะของพระมหากษัตริย์แล้ว ในแง่ใดก็ไม่สามารถปฏิบัติต่อทรัพย์สินนี้ได้อย่างเท่าเทียมกับกรณีของทรัพย์สินที่เป็นมรดกซึ่งเป็นของคนอังกฤษหรือ โดยชาวต่างชาติที่มีภูมิลำเนาหรือมีถิ่นที่อยู่ในอังกฤษ"
แต่เหตุผลที่พระยาสุธรรมไมตรียกมาขึ้นมาอ้างนี้ฟังไม่ขึ้น ซึ่งจะเห็นได้จากการที่นายวอลเตอร์ แลงลีย์ ข้าราชการระดับสูงของกระทรวงการต่างประเทศ ได้ส่งสำเนาคำขอของพระยาสุธรรมไมตรีไปให้ นายโรเบิร์ต ชาลเมอร์ อธิบดีกรมสรรพากร และให้คำแนะนำในการตอบคำขอยกเว้นภาษีมรดกจากสยาม ต่อนายแลงลีย์ ว่า
"คำตอบที่จะส่งกลับไปยังเอกอัครราชทูตสยามควรจะเป็นเหตุผลที่ว่าความรับผิดชอบต่อภาษีมรดกของทรัพย์สินในประเทศนี้ของกษัตริย์สยามผู้ล่วงลับขึ้นอยู่กับความเป็นจริงที่ว่าทรัพย์สินในมรดกนี้ตั้งอยู่ในประเทศนี้ในช่วงเวลาที่พระองค์สวรรคตและโดยไม่ต้องคำนึงถึงการพิจารณาอื่นใด"
"เจ้านายของฉันไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะให้การยกเว้นในกรณีนี้จากภาษีมรดกซึ่งต้องชำระตามกฎหมาย…."
การงดเว้นภาษีไม่มีหลักเกณฑ์แน่นอน
การงดเว้นภาษีในส่วนที่เกี่ยวกับทรัพย์สินที่เป็นขององค์อธิปัตย์จากประเทศอื่นนั้นแทบจะไม่มีกฎเกณฑ์ที่ใช้บังคับระหว่างประเทศ ดังจะเห็นได้จากรายงานของสำนักงานภาษีมรดก กล่าวคือในปี พ.ศ. 2438 กรณีภาษีมรดกของพระเจ้าซาร์ อเล็กซานเดอร์ที่ 3 แห่งรัสเซีย ซึ่งเอกอัครราชทูตของรัสเซียเป็นตัวแทนในการยื่นของดเว้นภาษี ความเห็นของเขาส่งผลให้เซอร์ วิลเลียม ฮาร์คอร์ต รมว. คลังในขณะนั้นยอมรับ และงดเว้นการจัดเก็บภาษีมรดก ของกษัตริย์รัสเซีย อย่างไรก็ตามกรณีนี้ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในรัฐสภา
ต่อมาในปี พ.ศ. 2451 กรณีภาษีมรดกของกษัตริย์คาร์ลอสที่ 1 แห่งสเปน ก็มีการขอยกเว้นภาษีมรดกที่มีอยู่ในอังกฤษแต่ นาย เดวิด ลอยด์ จอร์จ ซึ่งเป็น รมว. คลัง แสดงความเห็นว่าไม่ควรยกเว้นภาษีนี้และผลที่ตามมาคือการเก็บภาษีมรดกของกษัตริย์คาร์ลอสที่ 1
กล่าวโดยสรุปนับตั้งแต่กรณีภาษีมรดกของพระเจ้าซาร์ อเล็กซานเดอร์ที่ 3 เป็นต้นมา รมว. คลังคนต่อมา ปฏิเสธที่จะพิจารณาคำร้องขอให้ยกเว้นการจ่ายภาษีมรดกในส่วนที่เกี่ยวกับทรัพย์สินในประเทศนี้ซึ่งเป็นขององค์อธิปัตย์ต่างแดนผู้ล่วงลับซึ่งรวมถึงมรดกของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงมอบให้ทายาทโดยธรรมคือพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
เป็นที่น่าเสียดายว่า ผู้เขียนยังไม่สามารถหาหลักฐานต่อได้ว่า พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงจ่ายภาษีไปเท่าไร และนำพระราชทรัพย์กลับคืนสู่สยามเมื่อไร