You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
ภาพหลอนและเมือกสีชมพูที่เกิดขึ้นใน "เขตมรณะ"ของเอเวอเรสต์คืออะไร ร่างกายอาจเผชิญอะไรบ้างในพื้นที่แห่งนี้
- Author, ประดีป เบชยาล
- Role, บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส
- Published
- เวลาอ่าน: 7 นาที
หลังจากการปีนเขาอย่างทรหดนาน 13 ชั่วโมงผ่านช่วงสุดท้ายของภูเขา ปูร์นิมา เชรษฐา รู้สึกปลาบปลื้มอย่างยิ่งเมื่อเธอไปถึงยอดเขาเอเวอเรสต์ และยืนอยู่ ณ จุดที่สูงที่สุดบนโลก เธอชื่นชมยอดเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะซึ่งอยู่ต่ำลงไปเบื้องล่าง
ทว่า เมื่อปูร์นิมาเอื้อมไปหยิบถังอากาศใบสุดท้ายซึ่งเป็นแหล่งออกซิเจนที่นักปีนเขาพึ่งพา ความสำเร็จของเธอก็กลายเป็นฝันร้ายอย่างรวดเร็ว ถังดังกล่าวเกิดขัดข้อง และไม่มีออกซิเจนเหลืออยู่เลย ภายในไม่กี่วินาที ความโล่งใจและความทึ่งก็กลายเป็นความตื่นตระหนก
"ในวินาทีนั้น ฉันตระหนักได้ว่า 'ไม่ปลอดภัยเลยที่จะอยู่ที่นี่แม้เพียงวินาทีเดียว'" เธอกล่าวกับบีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส
ปูร์นิมาพบว่าตัวเองอยู่ในโซนแห่งความตายของภูเขาลูกนี้ในระดับความสูงที่มากกว่า 8,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล ในระดับความสูงนี้ ร่างกายมนุษย์มีขีดความสามารถในการทำงานอย่างจำกัดอย่างมาก และจำเป็นต้องใช้ออกซิเจนเสริม
"นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เรียกว่าโซนแห่งความตาย" ดร.นีมา นัมเกล แพทย์ชาวเชอร์ปา กล่าว "หากไม่มีออกซิเจนเสริม ภายในประมาณ 30 นาที ผู้คนจะเริ่มแสดงอาการป่วยจากที่สูงอย่างรุนแรง และอาจนำไปสู่ความเสียชีวิตได้"
มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 300 ราย ขณะพยายามปีนเขาเอเวอเรสต์นับตั้งแต่มีการบันทึกสถิติในช่วงทศวรรษ 1920 โดยในฤดูกาลปีนเขาล่าสุดซึ่งสิ้นสุดลงในเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย 5 ราย
เมื่อต้นเดือนนี้ ไกด์ชาวเนปาลรายหนึ่งหายตัวไปที่ระดับความสูงราว 7,500 เมตร แต่ถูกพบว่ายังมีชีวิตอยู่ในอีก 6 วันต่อมา
ดาวา เชอร์ปา กล่าวว่าเขารอดชีวิตมาได้ด้วย "การเคี้ยวน้ำแข็ง" และกินช็อกโกแลตจำนวนเล็กน้อยที่พบในกระเป๋า
"ผมไม่คิดว่าผมจะรอด" เขากล่าวกับบีบีซีแผนกภาษาเนปาล "ผมคิดว่าผมคงจะตายในสภาพแบบนั้น"
เกิดอะไรขึ้นกับร่างกายเมื่ออยู่ในโซนแห่งความตาย เหตุใดพื้นที่นี้จึงอันตรายยิ่งนัก ?
แม้จะเคยพิชิตยอดเอเวอเรสต์มาแล้วถึง 5 ครั้งก่อนหน้านี้ แต่ปูร์นิมากลับพบว่าตัวเองตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายถึงชีวิต "วันนั้นฉันเพียงแค่อยากมีชีวิตอยู่" เธอเล่าย้อนเหตุการณ์
ความกดอากาศจะลดลงตามระดับความสูง ทำให้ยิ่งปีนสูงมากขึ้นเท่าใด ปริมาณออกซิเจนที่ปอดสามารถรับเข้าไปได้ก็จะลดลงตามไปด้วย
ในความสูงต่ำกว่า 8,000 เมตร โดยทั่วไปแล้วร่างกายยังสามารถปรับตัวกับระดับออกซิเจนที่ลดลงได้ ผ่านการปรับตัวของร่างกายหลายอย่าง ซึ่งรวมถึงอัตราการเต้นของหัวใจที่เร็วขึ้น การหายใจลึกและเร็วขึ้น และการกดการทำงานของระบบย่อยอาหาร
ในโซนแห่งความตาย นักปีนเขาจะสามารถรับออกซิเจนได้เพียงประมาณ 1 ใน 3 ของปริมาณออกซิเจนในระดับน้ำทะเล
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่านักปีนเขาที่มีสุขภาพดีสามารถมีชีวิตอยู่ได้ประมาณ 16-20 ชั่วโมงด้วยออกซิเจนเสริม ก่อนที่ร่างกายจะหยุดทำงาน
ในโซนแห่งความตายของเอเวอเรสต์ อุณหภูมิสามารถลดลงต่ำถึง -40 องศาเซลเซียส และลมที่รุนแรงยิ่งทำให้สภาพแวดล้อมเลวร้ายมากขึ้นไปอีก หนึ่งในภาวะที่พบบ่อยที่สุดจากความหนาวเย็นคือความเย็นที่กัดกินผิวหนัง (frostbite)
"เมื่ออุณหภูมิแกนกลางของร่างกายลดลง กลไกป้องกันของร่างกายจะทำงาน และเลือดจะถูกส่งจากมือและขาไปยังอวัยวะภายในส่วนแกนกลาง เนื่องจากการขาดออกซิเจน เซลล์ของร่างกายจึงเริ่มตาย" ดร.นีมา ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฉุกเฉินบนภูเขา กล่าว
เขายังจัดการฝึกอบรมการปฐมพยาบาลให้กับชาวเชอร์ปา ซึ่งเป็นนักปีนเขาท้องถิ่นฝีมือสูงที่ทำหน้าที่เป็นไกด์ให้กับนักท่องเที่ยว และมักช่วยแบกอุปกรณ์ขึ้นภูเขา
ภาวะผิวหนังถูกอากาศเย็นกัดนั้น จะรุนแรงขึ้นเมื่ออุณหภูมิลดลง และเมื่อคุณสัมผัสความหนาวนานขึ้น โดยภาวะนี้อาจรวมถึงอาการอื่น ๆ ดังนี้
- ผิวหนังแข็งตัว อาจมีสีขาว สีฟ้า หรือเป็นด่าง
- ผิวหนังบวมและสูญเสียความรู้สึกในบริเวณที่ได้รับผลกระทบ
- ตุ่มพุพองที่มีเลือดหรือของเหลวใสหรือสีขาวขุ่นอยู่ภายใน
- ผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีดำและแข็งเมื่อเริ่มตาย (อาการนี้อาจสังเกตได้ยากกว่าบนผิวสีดำหรือสีน้ำตาล)
ในกรณีรุนแรง อวัยวะส่วนที่ได้รับผลกระทบอาจจำเป็นต้องถูกตัดออก
ความสับสนและภาพหลอน
โดยทั่วไปแล้วนักปีนเขาใฝ่ฝันว่าจะปรับตัวให้รอดจากโซนแห่งความตายให้ได้ ด้วยการปีนเขาเป็นช่วง ๆ ช่วยให้ร่างกายค่อย ๆ ปรับตัวกับความสูงในแต่ละระดับ
อย่างไรก็ตาม ดร.นีมากล่าวว่าแม้แต่นักปีนเขาที่มีประสบการณ์มากที่สุดก็ยังอาจเผชิญปัญหาสุขภาพร้ายแรงในช่วงการไต่ขึ้นสู่ยอดเขาสุดท้าย
ภาวะสมองบวมน้ำจากที่สูง (High-altitude cerebral edema - HACE) เป็นรูปแบบหนึ่งของโรคจากที่สูงที่พบได้น้อยแต่รุนแรง ซึ่งทำให้สมองบวม ความดันที่เพิ่มขึ้นภายในกะโหลกศีรษะอาจกระตุ้นให้เกิดอาการต่าง ๆ เช่น ความสับสน พูดไม่ชัด การประสานงานของร่างกายไม่ดี และอาการหลอน
"เรามักได้ยินกันบนภูเขาว่านักปีนเขาต่างชาติหรือชาวเชอร์ปาคนหนึ่งจู่ ๆ ก็ดูเหมือนเสียสติเมื่ออยู่บนที่สูง" ดร.นีมา กล่าว
"ในสถานการณ์เช่นนี้ นักปีนเขาอาจเกิดความกระวนกระวายอย่างรุนแรงและไร้เหตุผล บางครั้งปลดตัวเองออกจากเชือกยึด และในหลายกรณีก็ตกลงมาเสียชีวิต"
อาการปวดศีรษะเป็นหนึ่งในอาการที่พบบ่อยที่สุดในหมู่ผู้ปีนเขาเอเวอเรสต์ ซึ่งมักเกิดจากภาวะขาดน้ำและการที่ออกซิเจนไปเลี้ยงหลอดเลือดในสมองไม่เพียงพอ
ระดับความสูงยังอาจทำให้ของเหลวสะสมในปอด ซึ่งเรียกว่า ภาวะน้ำท่วมปอดจากที่สูง (high-altitude pulmonary edema-HAPE) และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตหากไม่ได้รับการรักษา
อาการของภาวะนี้มีตั้งแต่การไอมีเสมหะสีชมพูเป็นฟอง อัตราการเต้นของหัวใจที่สูงมาก และผิวหนัง ริมฝีปาก หรือเล็บมีสีคล้ำออกไปทางสีน้ำเงิน
ภาวะนี้มักเกิดขึ้นเมื่อร่างกายไม่ได้รับเวลาในการปรับตัวกับระดับความสูงที่เพิ่มขึ้นอย่างเพียงพอ ดังนั้น ผู้ที่แสดงอาการของภาวะน้ำท่วมปอดจากที่สูง (HAPE) ควรลงสู่ที่ระดับความสูงต่ำให้เร็วที่สุด และควรได้รับออกซิเจนเพิ่มเติม
แม้แต่คนที่เติบโตในพื้นที่ดังกล่าว ระดับความสูงก็ยังเป็นปัญหาได้ ดร.นีมาซึ่งเกิดและเติบโตในครอบครัวชาวเชอร์ปาในหมู่บ้านคุมจุงที่ระดับความสูงประมาณ 4,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ได้พิชิตยอดเอเวอเรสต์ในปี 2013 "เพื่อทำความเข้าใจด้วยตัวเองโดยตรง" ว่าเกิดอะไรขึ้นกับร่างกาย
"แม้เราจะมีข้อได้เปรียบทางพันธุกรรมจากการเกิดและเติบโตในที่สูง แต่นั่นช่วยได้เพียงในเรื่องการปรับตัวเท่านั้น โดยรวมแล้ว ความท้าทายทางร่างกายยังคงเป็นเรื่องยากลำบากสำหรับทุกคน" เขากล่าว
ขณะที่ปูร์นิมากำลังพิจารณาชะตากรรมของตัวเองบนยอดเอเวอเรสต์ เธอเห็นกลุ่มผู้คนติดค้างรวมตัวกันอยู่ที่หน้าผาหินเกือบตั้งฉากด้านล่าง ซึ่งรู้จักกันในชื่อ 'ฮิลลารี สเต็ป' (Hillary Step) มันเป็นช่วงระยะทาง 40 ฟุต (12 เมตร) นี้เป็นอุปสรรคสุดท้ายก่อนถึงยอดเขา และสามารถปีนขึ้นได้ทีละคนเท่านั้น
เธอกล่าวว่าเธอยังจำเสียงวิงวอนอย่างสิ้นหวังของชาวเชอร์ปาคนหนึ่งได้ว่า "ผมมีลูก 3 คน ผมคงไปไม่ถึงแล้ว"
การต้องรอเป็นเวลานานทำให้นักปีนเขาและชาวเชอร์ปาเสี่ยงต่อการใช้ออกซิเจนหมดก่อนที่การปีนเขาจะเสร็จสิ้น
ในฤดูกาลนี้ มีผู้พิชิตยอดเอเวอเรสต์มากกว่า 1,000 ราย ทำให้เป็นฤดูกาลที่มีคนขึ้นเขาลูกนี้มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ จากข้อมูลของคณะกรรมการการท่องเที่ยวเนปาล (Napal Tourism Board)
ตัวเลขที่สูงเป็นประวัติการณ์นี้ได้จุดชนวนให้เกิดการถกเถียงว่ายอดเขาอันเป็นสัญลักษณ์ของโลกแห่งนี้สามารถรองรับผู้คนได้มากเพียงใด รวมถึงประเด็นความปลอดภัยของผู้ที่อยู่บนเขา
นอกจากปัจจัยทางร่างกายที่อาจเกิดความผิดปกติขึ้นเมื่อก้าวสู่โซนแห่งความตายแล้ว ทางเลือกในการรักษาทางการแพทย์ก็มีอย่างจำกัด
ในปี 2005 นักบินชาวฝรั่งเศสกลายเป็นคนแรกที่สามารถนำเฮลิคอปเตอร์ลงจอดบนยอดเขาได้ แต่ส่วนใหญ่แล้ว ภารกิจกู้ภัยด้วยเฮลิคอปเตอร์ไม่สามารถบินสูงเกิน 6,500 เมตรได้
เจ้าหน้าที่กู้ภัยมีวิธีในการพยุงอาการผู้ป่วยในที่สูงอย่างจำกัด และโดยทั่วไปจะใช้ออกซิเจนเพื่อรักษาเบื้องต้น
"เราจะใช้ยาเพียงไม่กี่ชนิดสำหรับภาวะอย่าง HACE (ภาวะสมองบวมน้ำจากที่สูง) หรือใช้ยาแก้ปวดต้านการอักเสบสำหรับอาการหนาวกัด นอกเหนือจากนั้น โอกาสที่ยาจะได้ผลในสภาพแวดล้อมสุดขั้วเช่นนั้นมีน้อยมาก" ดร.นีมากล่าวเสริม
"ผมจะบอกว่าความพยายามกู้ภัยทั้งหมดในโซนแห่งความตายล้วนเป็นความเสี่ยงต่อชีวิตของผู้กู้ภัยเอง"
สิ่งที่ช่วยชีวิตปูร์นิมา คือ ชาวเชอร์ปาท้องถิ่นคนหนึ่งแบ่งปันออกซิเจนที่กำลังจะหมดของตนระหว่างที่พวกเขาไต่ลง ก่อนจะได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมงานที่อยู่ต่ำลงไปบนภูเขา
แม้จะเต็มไปด้วยอันตราย แรงดึงดูดอันน่าหลงใหลของเอเวอเรสต์ยังคงล่อใจให้ผู้คนมาท้าทาย
"ฉันมักจะเปรียบเทียบช่วงเวลาที่ดีในชีวิตกับการดิ้นรนเพื่อหายใจทุกครั้งและก้าวทุกก้าวในโซนแห่งความตาย" ปูร์นิมากล่าว
"ไม่ว่าฉันจะไปที่นั่นกี่ครั้ง พอฉันอยู่ลึกเข้าไปในโซนแห่งความตาย ฉันก็มักจะถามตัวเองเสมอว่าทำไมฉันถึงเลือกกลับมาอีก"