"น้ำหูน้ำตาไหล รู้สึกฉันตายแน่ ๆ... หนักถึงขั้นต้องเข้า รพ." คนไม่เข้าเกณฑ์อ้วนแชร์ประสบการณ์ปักปากกาลดน้ำหนัก

    • Author, ปวีณา นิลบุตร
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • Published
  • เวลาอ่าน: 12 นาที

หากคุณเคยได้ยินคำว่า "ปักตะกร้า" บนโซเชียลมีเดีย นั่นไม่ใช่การปักตะกร้าขายสินค้า แต่มันมีอีกความหมาย นั่นคือการ "ปักปากกาลดน้ำหนัก" ที่กำลังเป็นที่นิยมในไทย แม้การปักปากกาเริ่มมาจากการใช้ในผู้มีภาวะน้ำหนักเกินหรือมีภาวะอ้วน หรือกระทั่งรักษาอาการเบาหวานชนิดที่สอง แต่ตอนนี้วงการความงามกำลังนำยาชนิดนี้มาใช้อย่างแพร่หลาย

โฆษณาตัวเลขน้ำหนักที่ลดลงหลายกิโลกรัมอย่างรวดเร็วและราคาที่เข้าถึงง่ายทำให้คนทุกเพศทุกวัยโดยเฉพาะกับกลุ่มคนรักสวยรักงามให้ความสนใจกับปากกาลดน้ำหนัก แต่ยาทุกตัวมีข้อบ่งใช้และยาฉีดลดน้ำหนักตัวนี้ก็เช่นกัน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเตือนด้วยว่าการใช้ยานอกข้อบ่งใช้ก็อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้

แต่สาว ๆ หลายคนก็เลือกใช้ยาฉีดลดน้ำหนัก ด้วยคุณสมบัติ "ลดได้จริง-ลดได้เร็ว" เพื่อรูปร่างที่ใฝ่ฝัน แต่หากคุณไม่ได้มีน้ำหนักเกินหรือมีภาวะโรคอ้วนแล้วใช้ยากลุ่มนี้ คุณอาจเจอกับอาการอะไรบ้าง บีบีซีไทยชวนมาอ่านประสบการณ์ตรงของผู้ที่เคยใช้ปากกาลดน้ำหนักและคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

แม้จัดอยู่ในเกณฑ์ "ไม่อ้วน" แต่สาว ๆ หลายคนยังหันไปใช้ปากกาลดน้ำหนัก

สิ่งที่ผู้คนเรียกติดปากว่า "ปากกาลดน้ำหนัก" คือ ยากลุ่ม GLP-1 ชนิดฉีด ซึ่งถือเป็นยาควบคุมพิเศษ ตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุขไทย (สธ.) ในช่วงไม่กี่ปีมานี้คลินิกความสวยความงามในไทยเริ่มนำมาโฆษณาและให้บริการแก่ลูกค้าหรือคนไข้ที่อยากลดน้ำหนัก หรือแม้กระทั่งพบการซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์บางแห่งด้วย

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อ.ย.) ระบุว่ายากลุ่ม GLP-1 RA ออกฤทธิ์ทำให้รู้สึกอิ่มเร็วและลดความอยากอาหาร ทำให้น้ำหนักลดลงได้ในระยะหนึ่ง แต่หากใช้ไม่ถูกต้องหรือไม่ได้รับการดูแลโดยแพทย์ อาจทำให้น้ำหนักดีดกลับมาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือที่เรียกว่าอาการโยโย่

ส่วนจำนวนโดสในการฉีด ความถี่การใช้ยา ระยะเวลา รวมถึงตัวเลขน้ำหนักที่ต้องการลด ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแพทย์ โดยตัวปากกาลดน้ำหนักที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน ได้แก่ เวโกวี (Wegovy), มอนจาโร (Mounjaro), หรือ โอเซมปิก (Ozempic)

สำหรับในไทย เมื่อดาราและอินฟลูเอนเซอร์หลายคนออกมายอมรับว่ารูปร่างที่ผอมลงของพวกเธอมากจากการปักปากกาลดน้ำหนัก นั่นทำให้เหตุผลที่หลายคนเลือกหันมาใช้ปากกาลดน้ำหนักเป็นเรื่องที่คาดเดาได้ไม่ยาก เพราะการมีรูปร่างที่ผอมเพรียวเป็นความต้องการของใครหลายคน

แก้ม (นามสมมติ) อินฟลูเอนเซอร์ วัย 37 ปี ก็เป็นหนึ่งในนั้น

"รู้สึกเป็นคนตัวใหญ่มาก ๆ ทุกวันนี้ซื้อเสื้อผ้าออนไลน์ไซส์ XL ยังใส่แล้วฟิตเลยคือเสื้อผ้าประเทศไทยมันตัวเล็กมากจริง ๆ บางทีเราอก 36 สะโพก 40 คือ XL แล้ว บางทีใส่กางเกงยีนส์เป็น 2XL แล้วเรารู้สึกแย่กับตัวเอง" แก้มเล่าให้บีบีซีไทยฟัง

ด้วยน้ำหนัก 63 กก. กับส่วนสูง 163 ซม. และค่าดัชนีมวลกาย หรือ บีเอ็มไอ (BMI) ที่ไม่ถึง 30 ก่อนปักปากกา นั่นก็ทำให้เธออยู่ในเกณฑ์ที่ไม่ได้เป็นโรคอ้วน แต่เพราะ "คนรอบตัว และอินฟลูเอนเซอร์" ที่ออกมาบอกเล่าว่าเมื่อปักปากกามีรูปร่างเล็กลงอย่างเห็นได้ชัด เธอจึงตัดสินใจที่จะใช้ตัวยานี้

"หลาย ๆ คนมองว่ามันเป็นเทรนด์เป็นเหมือนมาตรฐานความงาม ยิ่งถ้าทำงานอินฟลูเอนเซอร์รับรีวิวหรือออกกล้องเราก็อยากที่จะตัวเล็ก คนรอบตัวหลาย ๆ คนที่เริ่มปักปากกาที่เขาเป็นอินฟลูฯ หนัก 45 หนัก 47 กก. แต่เขาปักนะ เพราะรู้สึกไม่มั่นใจตลอดเวลา อยากให้ตัวเองตัวเล็กลง" แก้มเล่า

ผู้ใช้ปากกาลดน้ำหนักอีกรายก็บอกกับบีบีซีไทยเช่นกันว่า ด้วยความไม่มั่นใจในรูปร่างและบวกกับเห็นรีวิวจากคนรอบตัวและคนบนโซเชียลมีเดียก็ทำให้เธอตัดสินใจเดินเข้าคลินิกเสริมความงาม

"ส่วนใหญ่ในสังคมที่หนูอยู่ก็จะเป็นคนผอมหมดเลย เพราะว่า [เพื่อน] ไม่ได้อยู่ในประเทศไทย ส่วนใหญ่เพื่อน ๆ จะอยู่ที่จีนเสียมากกว่า พอเราไปเปรียบเทียบกับพี่สาวจีน เราก็รู้สึกว่าเราอ้วนมากเลย" ฟูศักดิ์ สุขช่วง หรือ "ฟูจิ" อินฟลูเอนเซอร์ วัย 24 ปี เปิดเผยกับบีบีซีไทย

ตอนที่ตัดสินใจปักปากกา เธอน้ำหนัก 61-62 กก. และสูง 172 ซม. และค่าบีเอ็มไอก็ไม่ถึง 30 จึงไม่ถือว่ามีภาวะน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน

ฟูจิบอกด้วยว่าเธอก็เคยออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนักมาก่อน แต่ครั้งนี้เธอ "อยากสวยทางลัด"

ขณะที่สำหรับบางคนการเลือกปักปากกาลดน้ำหนักก็เกิดขึ้นจากความ "อยากลอง"

"ปกติแล้วไม่เคยคิดที่จะทำ แต่ไปเห็นน้องที่เราไปทำหน้าด้วย เห็นเขาเปลี่ยนแปลง ก็บอกว่าทำไมดูดีขึ้น ทำไมผอมลง น้องก็บอกว่าปักปากกาพี่ มันลดได้จริงนะ เราก็รู้สึกว่าเราเป็นคนชอบลอง อยากจะลองดูว่ามันลดได้จริงหรือเปล่า" พิมพนา ธนสุกาฐจน์ ครูสอนเทนนิสวัย 59 ปี บอกกับบีบีซีไทย

ครูสอนเทนนิสคนนี้ก็ไม่ได้มีภาวะอ้วนเช่นกัน โดยน้ำหนักก่อนปักปากกาของเธออยู่ที่ 55 กก. และเธอสูง 155 ซม. ความตั้งใจของเธอตอนนั้นก็เพียงเพื่อลดสัดส่วนบางจุดที่ลดได้ยากเท่านั้น เช่น ช่วงหน้าท้องและต้นแขน

เสี่ยงหรือไม่หากแพทย์ไม่ซักประวัติก่อนปักปากกา

จากประสบการณ์ของผู้ที่เคยยาปักลดน้ำหนักชนิดนี้ที่บีบีซีไทยพูดคุยด้วย บางคนเห็นตรงกันว่าคลินิกและแพทย์ไม่ได้มีการตรวจอย่างถี่ถ้วนก่อนที่จะปักปากกาให้

"หนูก็ปรึกษาหมอนะ แต่หนูก็งงว่าทำไมหมอเขาไม่ปฏิเสธการใช้ปากกาของเราว่าเราไม่ควรใช้" ฟูจิเล่า พร้อมเสริมว่าจากประสบการณ์ "[แพทย์อธิบาย] ประมาณ 10-20 นาที ชั่งน้ำหนักวัดส่วนสูง วางแพลนให้เราว่าปักกี่เดือน... แต่ว่าจากประสบการณ์ตรงหมอก็ไม่ได้ช่วยอะไร"

คลินิกที่พิมพนาไปปรึกษาก็ไม่ได้แจ้งถึงผลข้างเคียงของยาแก่เธอเลย โดยมีเจ้าหน้าที่คลินิกมาแจ้งเพียงแค่ว่า "ปักอาทิตย์ละครั้ง แต่ไม่มีผลข้างเคียงใด ๆ ทั้งสิ้น" เธอเล่า

ขณะที่คลินิกที่แก้มใช้บริการ แพทย์มีการซักประวัติที่ละเอียดกว่ามากและมีการเตือนถึงผลข้างเคียง

"คุณหมอถามว่าเรามีปัญหาเรื่องซึมเศร้ามาก่อนไหม มีปัญหาเรื่องสุขภาพหรือเปล่า เคยมีโรคประจำตัวหรือว่าปัจจุบันมีอาการยังไงบ้าง การใช้ชีวิตเราเป็นยังไง กินอาการเป็นแบบไหน คือเขาถามละเอียด" เธอเล่า

นพ.ธนน คงเจริญสมบัติ อาจารย์ประจำสาขาวิชาโภชนาการคลินิก ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายถึงความจำเป็นของการซักประวัติคนไข้ก่อนใช้ยาตัวนี้

อาจารย์แพทย์จากจุฬาฯ เริ่มอธิบายถึงโครงสร้างของปากกาลดน้ำหนักในปัจจุบันว่าคือตัวยาฮอร์โมนที่ถูกผลิตขึ้นมาเลียนแบบฮอร์โมนในลำไส้ที่หลั่งออกมาหลังมนุษย์รับประทานอาหาร และฮอร์โมนตัวนี้มีชื่อว่า GLP-1 ซึ่งทำให้เรารู้สึกอิ่มจากการทำให้กระเพาะ ลำไส้ เคลื่อนไหวช้าและมีตัวรับ (recepter) ที่สมองทำให้รู้สึกอิ่ม ตัวยาจึงถูกนำมาใช้เป็นทั้งยารักษาเบาหวานและยาลดน้ำหนัก

"นอกจากลดน้ำตาลได้จริงแล้ว ยังพบว่าคนที่ใช้น้ำหนักลดลงด้วย เอฟดีเอ (คณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐฯ) ก็เลยอนุมัติใช้เป็นยาลดน้ำหนัก แม้กระทั่งคนที่ไม่ได้เป็นเบาหวานก็สามารถใช้เพื่อลดน้ำหนักได้" นพ.ธนน อธิบาย

แต่เขาเสริมด้วยว่าการใช้ยาก็ย่อมมีข้อบ่งใช้ สำหรับยาตัวนี้คือต้องประเมินที่ค่าดัชนีมวลร่างกาย หรือ บีเอ็มไอ (BMI) และโรคร่วมอื่น ๆ

"ถ้าคุณไม่ได้เป็นโรคเบาหวาน หากค่าบีเอ็มไอเกิน 30 หรือว่าเกิน 27 ร่วมกับมีโรคที่เกี่ยวกับโรคอ้วน ถึงจะมีข้อบ่งใช้ทางการแพทย์" นพ.ธนน อธิบาย

เขากล่าวต่อไปว่าปัจจุบันยาชนิดนี้กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในวงการเสริมความงามซึ่งอาจมีความเสี่ยงเรื่องการใช้ยานอกข้อบ่งใช้

"หลัง ๆ มาก็จะมีการนำไปใช้ในวงการความงาม แม้กระทั่งคนที่น้ำหนักตัวปกติหรือคนที่หุ่นดี หุ่นผอมอยู่แล้วก็มีการนำไปใช้กัน ซึ่งตรงนี้ต้องบอกว่าเป็นการใช้ที่อยู่นอกข้อบ่งใช้ทางการแพทย์" นพ.ธนนเสริม พร้อมเตือนด้วยว่า "กรณีที่คนไข้น้ำหนักน้อยมาก ๆ หรือว่าผอมอยู่แล้ว การใช้งานก็อาจมีข้อเสียมากกว่าข้อดี"

"น้ำหูน้ำตาไหล รู้สึกฉันตายแน่ ๆ ฉันจะหยุดหายใจแล้ว"

ฟูจิ เป็นหนึ่งในผู้ใช้ยาลดน้ำหนักแบบปากกาขณะที่ร่างกายไม่ได้อยู่ในเกณฑ์อ้วน และเธอยอมรับว่าเธอสังเกตเห็นผลข้างเคียงของยาตัวนี้ได้อย่างชัดเจนและรุนแรง เธอบอกว่าหลังปักปากกาเข็มแรกเธอก็มีอาการมึนเวียนศีรษะทันที

"เดินสักพักก็รู้สึกวิ้ง ๆ เหมือนคนก็เดินสวนไปมา แล้วภาพมันเหมือนกับว่าเราใช้เฟรมเรท (ความเร็วของภาพเคลื่อนไหว) ต่ำ ทำให้คนแบบเบลอไปหมดเลย เราก็ปวดหัวมาก... จนบอกเพื่อนว่าต้องหยุดเดินก่อน" เธอเล่า

ผลข้างเคียงอื่นที่ฟูจิพบหลัก ๆ คือ ไม่อยากอาหาร และมีอาการหายใจติดขัด

"ตอนแรกก็ดีใจนะ เราไม่อยากอาหารเลย แบบมีความสุขมาก ไม่หิวแล้ว แต่พอนาน ๆ เข้ามันก็กลับมามองตัวเองว่าไม่ใช่แล้ว... หายใจผิดจังหวะ รู้สึกหายใจลำบากเวลาเดิน เหนื่อย ๆ" ฟูจิเล่า

อาการข้างเคียงจากปากกาลดน้ำหนักเข็มแรกและเข็มเดียวของเธอคงอยู่ไปประมาณหนึ่งเดือน โดยตอนนั้นน้ำหนักเธอลดลงไปราว 1-2 กก.

ส่วนอาการของแก้มก็มีบางอย่างที่คล้ายกันกับฟูจิ เช่น ไม่อยากอาหาร รู้สึกไม่กระตือรือร้น โดยแก้มบอกว่าจากที่เคยเป็นคนสดใส เธอกลับกลายเป็นคนเก็บตัวและมีภาวะอารมณ์ดิ่งรุนแรง

"สองสามวันแรกอารมณ์ดิ่งมาก ดิ่งอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน มันรู้สึกเหมือนภาวะไร้อารมณ์ ใช้คำนี้ได้เลย ไม่อยากทำอะไรเลย อยากอยู่เฉย ๆ จากคนที่เป็นคนกระตือรือร้นมาก ๆ อยากออกไปข้างนอก อยากไปทำกิจกรรม กลายเป็นอยากอยู่บ้าน" เธอเล่า

เธอยอมรับด้วยว่าอาการเช่นนี้กระทบกับโปรเจ็กต์งานที่เธอกำลังเริ่มทำเพราะมันทำให้เธอ "เครียดมากขึ้น วิตกกังวลมากขึ้น มากกว่าปกติ"

ในสัปดาห์แรกน้ำหนักน้ำหนักของแก้มลดลงไป 4 กก. "เพราะว่าเรากินอะไรแทบไม่ค่อยได้ ถ้ากินเยอะก็มีความพะอืดพะอม รู้สึกอยากจะอ้วก" แก้มบอก

อาการเช่นนั้น ทำให้คนรอบตัวเธอแสดงความเป็นห่วง และหลายคนหนุนให้เธอเลิกใช้

"ทุกคน 100% บอกว่าเมื่อไรจะเลิกปัก เมื่อไรจะจบ ถ้าหมดปากกาแท่งนี้เลิกได้แล้วนะ... เพราะเรากินได้น้อยมาก ข้าวหนึ่งจาน เรากินได้แค่ 1 ส่วน 4 ของจานเอง ซึ่งมันน้อยผิดปกติ แล้วตอนเราไปแฮงค์เอาต์กับที่บ้านกับเพื่อน มันไม่สนุก เพื่อน ๆ ก็จะกังวลว่าเรากินได้น้อยมากเลย" แก้มเผยประสบการณ์การปักปากกาของเธอ

ด้านพิมพนาเจออาการข้างเคียงหนักถึงขั้นที่ทำให้เธอคิดว่าอาจเสียชีวิตได้ โดยหลังจากการปักปากกาลดน้ำหนัก เธอกินข้าวได้น้อยลงราวครึ่งหนึ่งของปกติที่กิน และเธอยังมีอาการหายใจลำบากและเหนื่อยง่ายกว่าปกติด้วย

"ตอนนั้นสอนเทนนิสอยู่ 7-8 โมง พอครึ่งชั่วโมงแรก เรารู้สึกว่าเราหายใจลำบาก... อีก 10 นาทีสุดท้าย เราหายใจไม่ได้แล้วก็เลยพยายามทรงตัวแล้วก็ไปหาลูกศิษย์ บอกเราไม่ไหวแล้ว... น้ำหูน้ำตาไหล รู้สึกฉันตายแน่ ๆ ฉันจะหยุดหายใจแล้ว ประเด็นสำคัญก็คือลืมตาไม่ได้ จะอาเจียนตลอด" เธอเล่า

จากที่เคยเป็นคนที่แข็งแรง พิมพนาในวัย 59 ปีกลับรู้สึกว่าสุขภาพของเธออ่อนแอลงอย่างชัดเจน หลังปักปากกาลดน้ำหนักไปได้เพียงสองครั้ง

"จากที่เราแข็งแรง ทำไมมันรู้สึกเหนื่อยง่าย เวียนหัว ทรงตัวไม่ได้ แต่พออาทิตย์ที่สอง อ่อนแอหนักเลย... เวลาเดินเหมือนจะล้มตลอดเวลาเหมือนมีคนกดหัว ท้ายทอยมันหนัก ซึ่งปกติเป็นคนที่ไม่มีอาการแบบนี้อยู่แล้ว หนักถึงขั้นต้องเข้าโรงพยาบาล" เธอเล่า

ท้ายที่สุดพิมพนาปักปากกาลดน้ำหนักไปทั้งหมด 4 เข็ม ในระยะเวลาหนึ่งเดือน และน้ำหนักเธอลดลงมาเพียง 1 กก.

ความเสี่ยงเฉพาะใน "คนผอม" ที่ใช้ปากกาลดน้ำหนัก

นพ.ธนน อธิบายว่ายาลดน้ำหนักในรูปแบบปากกาก็ไม่ได้มีข้อบ่งใช้ชัดเจนในคนที่น้ำหนักน้อยอยู่แล้ว เพราะพวกเขาอาจเสี่ยงเจอผลข้างเคียงได้มากกว่ากลุ่มอื่น

"คนที่น้ำหนักน้อย ปริมาณยาเทียบกับน้ำหนักตัวมันก็จะเยอะกว่า โอกาสที่จะเกิดผลข้างเคียง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ท้องผูก ก็อาจจะเยอะกว่า" เขาอธิบาย

นพ.ธนน ระบุด้วยว่าจากประสบการณ์พบว่ายาลดน้ำหนักในบางเจเนอเรชันอาจมีความเชื่อมโยงกับสภาวะอารมณ์ แต่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวตั้งต้นของผู้ใช้

"ยาเจเนอเรชันบางตัวมี [ทำให้] เกิดอาการซึมเศร้า หรือมีภาวะซึมเศร้าเพิ่มขึ้น แต่จริง ๆ ไม่ได้เกี่ยวกับว่าน้ำหนักเยอะหรือน้ำหนักน้อย มันเป็นอาการที่ไม่ได้ขึ้นกับน้ำหนักตั้งต้น บางคนก็เป็นขึ้นมาเองโดยที่คาดการณ์ไม่ได้" แพทย์ด้านโภชนาการคลินิกจากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ อธิบาย

อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา คณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐฯ หรือ เอฟดีเอ (FDA) ตีพิมพ์รายงานระบุว่าไม่พบหลักฐานที่บ่งชี้ว่ายาในกลุ่ม GLP-1 RAs ซึ่งอยู่ในปากกาลดน้ำหนักยี่ห้อดังอย่าง เวโกรวี (Wegovy), มอนจาโร (Mounjaro), โอเซมปิก (Ozempic) และยี่ห้ออื่น ๆ เป็นสาเหตุทำให้คนไข้มีความคิดหรือพฤติกรรมฆ่าตัวตาย

นอกจากนี้เอฟดีเอยังมีคำสั่งให้ผู้ผลิตยาในกลุ่ม GLP-1 RA ถอดคำเตือนเกี่ยวกับพฤติกรรมและความคิดอยากฆ่าตัวตายออกจากฉลากยาและข้อมูลกำกับยาด้วย

ทั้งนี้ นพ.ธนน บอกด้วยว่าหากมีการใช้ยานอกข้อบ่งใช้อย่างต่อเนื่องก็อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้ใช้ในระยะยาวได้ เนื่องจากอาจสูญเสียกล้ามเนื้อมากเกินไป

"ยานี้เองที่ทำให้น้ำหนักลด มันจะลดทั้งกล้ามเนื้อและไขมัน... สมมติเราใช้ยาไม่ถูกวิธี น้ำหนักก็น้อยอยู่แล้ว ไปใช้ยา กินโปรตีนไม่ถึง ไม่มีการออกกำลังกายร่วมด้วย กล้ามเนื้อที่น้อยอยู่แล้วก็ยิ่งน้อยลงไปใหญ่ทำให้อาจกลายเป็นภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย พออายุเยอะขึ้นเรื่อย ๆ ร่างกายก็จะไม่แข็งแรง เพราะไม่มีกล้ามเนื้อมากพอ"

อย่างไรก็ตาม เขาบอกว่าการใช้ตัวยาดังกล่าวก็อาจให้ผลลัพธ์ที่ดีหากผู้ใช้ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ และมีการปรับวิถีชีวิตและการกินร่วมด้วย

"คนที่จะฉีดแล้วได้ผลระยะยาวมันต้องมีเรื่องการวางแผนเกี่ยวกับโภชนาการ การปรับไลฟ์สไตล์ในระยะยาวว่า เขาหยุดยาแล้วจะใช้ชีวิตยังไงต่อไป การกินโปรตีน การออกกำลังกาย ต้องทำควบคู่ไปด้วย" นพ.ธนน ระบุ พร้อมเตือนว่าหากไม่มีการปรับก็อาจเกิดอาการโยโย่หรือกลับมาอ้วนใหม่อีกครั้งได้

"ถ้ากล้ามเนื้อหายเยอะ ก็จะโอกาสโยโย่ได้เยอะ เพราะว่ากล้ามเนื้อคือเตาเผาผลาญพลังงานของร่างกาย กลายเป็นว่าเราลดน้ำหนักเสร็จเรียบร้อย กลับไปกินเท่าเดิม น้ำหนักขึ้นไปมากกว่าเดิม เพราะอัตราการเผาผลาญของเราลดลงไปแล้ว" เขาอธิบาย

คุ้มค่าหรือไม่สำหรับผู้ใช้จริง เมื่อคำนึงถึงผลข้างเคียง

แก้มบอกกับบีบีซีไทยว่า หลังปักปากกามาได้ราว 1-2 เดือน และเข้าสู่ช่วงถอนยาเมื่อเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา เธอบอกว่า "พอใจกับผลลัพธ์" แต่รู้สึก "เฉย ๆ" เรื่องความคุ้มค่ากับสุขภาพ เวลา และเงินที่จ่าย

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอใช้ปากกาลดน้ำหนัก เมื่อสิบปีที่แล้วเธอก็เคยใช้ปากกาลดน้ำหนักอีกรุ่น ซึ่งในครั้งนั้นเมื่อเลิกใช้เธอก็เจออาการโยโย่น้ำหนักกลับขึ้นมา แต่ครั้งนี้เธอเชื่อว่าการปักปากกาจะช่วยเธอเปลี่ยนพฤติกรรม และรักษาน้ำหนักให้คงที่ไม่กลับขึ้นมาเหมือนก่อน

"การปักปากกา เราต้องรู้ตัวเอง คือปักมีทั้งดีไม่ดี เราก็เคยโยโย่จากการปักมาแล้ว เราก็เลยรู้ว่าจริง ๆ การปักมันเป็นตัวช่วยหนึ่งที่ทำให้น้ำหนักลดเร็ว แต่ถ้าเราลดเร็วด้วยการลดแบบกล้ามเนื้อลดไปด้วย มันอาจจะไม่ได้เป็นผลดีกับเรา" แก้มบอก

ด้าน พิมพนา ยืนยันชัดเจนว่าการปักปากกาไม่คุ้มค่าสำหรับเธอ เมื่อเทียบประสบการณ์ที่ได้เจอกับน้ำหนักที่ลดลงไปเพียงกิโลกรัมเดียว

"ขออนุญาตไม่แนะนำ [ให้ใช้ปากกาลดน้ำหนัก] หรือปรึกษาให้ดี ๆ บางครั้งผลข้างเคียงแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน เราอาจจะเป็นมาก เขาอาจจะไม่เป็นก็ได้... แต่สำหรับตัวเอง คงไม่ทำอีกแล้ว" เธอบอก

เช่นเดียวกัน ฟูจิ ก็เลิกใช้ปากกาลดน้ำหนักหลังผ่านไปแค่เข็มเดียว เพราะกังวลกับผลข้างเคียงและสุขภาพร่างกาย ตอนนี้เธอกลับมาออกกำลังกายทุกวันต่อสัปดาห์เพื่อให้ได้หุ่นที่ตัวเองใฝ่ฝันแทนการใช้ทางลัด

"รู้สึกร่างกายไม่แข็งแรงไม่มีแรงในการใช้ชีวิต ค่อนข้างเสียเวลาชีวิต ช่วงนี้เทรนด์รักสุขภาพกำลังมาด้วย ไม่ได้โลกสวย แต่คิดว่าการเลือกกิน การออกกำลังกายน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด แล้วมันเป็นทางที่ดีที่สุดจริงเพราะเราลองมาแล้ว" ฟูจิสรุปทิ้งท้าย