You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
เด็ก 11 ขับรถชนพระธุดงค์ จ.มุกดาหาร มรณภาพแล้ว 10 รูป เรารู้อะไรแล้วบ้าง
เด็กชายวัย 11 ปี ขับรถกระบะพุ่งชนขบวนพระธุดงค์ซึ่งกำลังเดินอยู่บนถนนทางหลวงบริเวณบ้านนาเวียงแก ต.นาสีนวล อ.เมือง จ.มุกดาหาร เบื้องต้นมีพระภิกษุมรณภาพแล้ว 10 รูป และบาดเจ็บอีกหลายสิบราย โดยในจำนวนนี้มีฆราวาสรวมอยู่ด้วย
วันที่ 2 ก.ค. สื่อมวลชนของไทยหลายสำนักรายงานว่าเมื่อเวลาประมาณ 11.30 น. เกิดเหตุรถกระบะพุ่งชนขบวนพระธุดงค์ ซึ่งประกอบด้วยพระภิกษุจำนวน 35 รูป และฆราวาสที่ติดตามคณะ 5 คน ทำให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บสาหัสหลายรายด้วยกัน โดยรถกระบะอยู่ในสภาพพังยับเยิน ท่ามกลางข้าวของของพระธุดงค์ที่กระจัดกระจาย ก่อนที่ชาวบ้านที่อยู่รอบ ๆ จะเข้ามาช่วยเหลือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ
นายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัด (ผวจ.) มุกดาหาร แถลงเมื่อเวลา 13.30 น. ของวันที่ 2 ก.ค. บอกว่าเหตุเกิดช่วงกิโลเมตรที่ 6 บนถนนทางหลวง 2034 เส้นทางระหว่าง จ.มุกดาหาร กับ อ.ดอนตาล
เขาบอกว่า รถกระบะขับอยู่ในเลนของตนก่อนจะไถลออกลงข้างทางเข้าเฉี่ยวชนคณะพระธุดงค์ที่เดินทางจากวัดภูมโนรมย์ จ.มุกดาหาร มุ่งหน้าสู่ อ.น้ำขุ่น จ.อุบลราชธานี ทำให้มีพระภิกษุมรณภาพในที่เกิดเหตุ 5 รูป และมรณภาพที่โรงพยาบาลอีก 3 รูป รวมถึงมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกจำนวนมาก โดยยืนยันว่าหน่วยแพทย์ฉุกเฉินและทีมกู้ชีพเข้าถึงพื้นที่ภายใน 10 นาทีหลังได้รับรายงานการเกิดเหตุ
สำหรับพระภิกษุที่ไม่ได้รับบาดเจ็บถูกเคลื่อนย้ายกลับไปยังวัดภูมโนรมย์ก่อนเดินทางกลับภูมิลำเนาต่อไป
นายวรญาณกล่าวว่า สำหรับการดำเนินคดีนั้น ทางพนักงานสอบสวนลงไปเก็บหลักฐานในที่เกิดเหตุแล้ว ส่วนกระบวนการควบคุมผู้ต้องหาซึ่งเป็นเด็กนั้นอยู่ภายใต้การดูแลของคณะกรรมการสหวิชาชีพ
พล.ต.ต.ไพโรจน์ ไทยพุทรา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร กล่าวว่าการสอบสวนคดีที่เด็กเป็นผู้ต้องหาต้องใช้เวลา เนื่องจากในตอนนี้เด็กชายวัย 11 ปีตกอยู่ในอาการช็อกไม่สามารถให้ข้อมูลได้ ในตอนนี้เจ้าหน้าที่ได้เชิญพ่อแม่หรือผู้ปกครองมาพบเจ้าพนักงานแล้ว เพื่อสอบถามว่าใครเป็นผู้ดูแลเด็กและสืบหาสาเหตุการเกิดเหตุ โดยสุดท้ายแล้วก็ต้องว่ากันไปตามกฎหมาย แต่ผู้ปกครองอาจถูกดำเนินคดีในฐานปล่อยปละละเลยก็เป็นได้เนื่องจากเป็นเด็กอายุไม่ถึง 15 ปี อย่างไรก็ตาม ต้องขอให้เจ้าหน้าที่ทำงานก่อน
ทั้งนี้ พล.ต.ต.ไพโรจน์ไม่ได้ยืนยันว่าเด็กเป็นเด็กพิเศษหรือไม่ เนื่องจากยังไม่มีการพูดคุยกับเด็กในตอนนี้
ต่อมาเมื่อเวลาประมาณ 17.00 น. พล.ต.ต.ไพโรจน์ เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่า ขณะนี้เด็กชายอายุ 11 ปียังอยู่ในความดูแลของเจ้าหน้าที่สหวิชาชีพและผู้ปกครองที่เข้าไปพูดคุย โดยยังไม่สามารถให้การใด ๆ ได้เนื่องจากอยู่ในภาวะช็อกและมีอาการเครียดจากเหตุการณ์และภาพที่เห็นหลังจากเกิดเหตุ
พล.ต.ต.ไพโรจน์ ระบุด้วยว่าเจ้าหน้าที่ที่ดูแลยังรวมถึงแพทย์ที่เคยมีประวัติในการรักษาเด็กชายซึ่งยังไม่ทราบละเอียดถึงอาการป่วย แต่ได้รับข้อมูลเบื้องต้นว่าเด็กชายอาจเกิดความเครียดด้วยสาเหตุบางอย่างจึงมีอาการกำเริบ
"ได้พบกับคุณหมอที่เคยรักษาเด็ก คุณหมอเข้ามาอยู่กับเด็กด้วย เพราะเด็กมีอาการเครียด"
ส่วนเหตุการณ์ก่อนเกิดเหตุ ผู้การฯ จังหวัดมุกดาหารระบุว่า เบื้องต้นทราบว่าก่อนเกิดเหตุไม่มีใครอยู่บ้านนอกจากเด็กชายซึ่งไม่ได้ไปโรงเรียนเพราะมีอาการไม่สบาย จากนั้นเมื่อผู้ปกครองทราบว่ารถหายจึงได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยติดตาม แต่ไม่ทราบว่าเด็กชายขับรถไปเส้นทางใด ก่อนเกิดเหตุสลดดังกล่าว
ล่าสุด นางเตือนใจ คงสมบัติ รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ให้สัมภาษณ์กับรายการครอบครัวข่าว 3 เมื่อวันที่ 3 ก.ค. ว่าจากการตรวจสอบพบว่าเด็กชายวัย 11 ปี จดทะเบียนเป็นผู้พิการในกลุ่มการพิการประเภทที่ 7 หรือความพิการทางออทิสติก
"ต้องยอมรับว่าการดูแลเด็กพิเศษประมาณนี้ก็จะต้องมีความละเอียดอ่อน" เธอกล่าว
รองปลัด พม. กล่าวต่อว่าตอนนี้เด็กอยู่ในความดูแลของ พม. แล้ว และจะมีนักจิตวิทยาของกรมสุขภาพจิตเข้าไปดูแลร่วมด้วย โดยไม่ได้ดูแลแค่เด็กเท่านั้น แต่ยังรวมถึงมารดาของเด็ก ยายและตาของเด็ก
ส่วนในทางคดีนั้น ทาง พม. ได้ประสานงานเรื่องกระบวนการยุติธรรมเพื่อดูแลเด็กรายดังกล่าวแล้ว เนื่องจากเด็กมีอายุต่ำกว่า 12 ปี เข้าข่ายได้รับการคุ้มครองตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546
พระสงฆ์ที่อยู่ในเหตุการณ์เล่าวินาทีเกิดเหตุ
พระสงฆ์รูปหนึ่งที่ร่วมอยู่ในขบวนคณะธุดงค์เล่านาทีที่เกิดเหตุให้กับผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอส ศูนย์ข่าวอีสานฟังว่า คณะสงฆ์ได้ร่วมกันเดินจาริกตั้งใจว่าจะเดินธุดงค์จากวัดภูมโนรมย์เพื่อไป อ.น้ำขุ่น จ.อุบลราชธานี โดยมีคณะสงฆ์มารวมตัวกันทั้งหมด 34 รูป (ยังไม่รวมกับตนเอง) ส่วนมากเป็นคณะสงฆ์จาก อ.น้ำขุ่น อีกส่วนหนึ่งก็มาจากต่างจังหวัด เช่น นครราชสีมา และขอนแก่น
"เมื่อคืนพักที่วัดภูมโนรมย์ ฉันเช้าเสร็จ หลวงพ่อถวายภัตตาหารแล้วก็เดินลงมา เมื่อกี้มาพักที่พักสงฆ์ตรงนี้ พักฉันน้ำฉันกาแฟ" พระสงฆ์รูปดังกล่าวชี้มือไปทางที่พักให้ผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอสดูและเล่าต่อว่า "พอเสร็จก็เดินออกมาในเวลาสัก 11.00 น. โดยคณะสงฆ์เดินเป็นแถว โดยฝั่งด้านนี้จะมีไหล่ทาง คณะสงฆ์เดินทางจากไหล่ทางที่เป็นปูนซีเมนต์"
"กว่า [คณะสงฆ์] จะเห็นรถที่วิ่งเข้ามา ก็อยู่ห่างประมาณ 5-7 เมตร รถวิ่งมาประมาณ 70 กม. ต่อ ชม. หลวงพ่อคณะตำบลท่านหลบได้ทัน โดยพระสงฆ์ 5 รูป สามารถเอียงตัวหลบได้ทันภายใน 2 หรือ 3 วินาที หลังจากนั้นรถก็วิ่งชน [พระสงฆ์รูปที่เหลือ] เลย" พระสงฆ์รูปดังกล่าวเล่าด้วยอาการตื่นเต้น
ด้านพระราชรัตนโมลี เจ้าคณะจังหวัดมุกดาหาร ซึ่งอยู่ในงานแถลงข่าวเดียวกันกับ ผวจ.มุกดาหารกล่าวว่าขอแสดงความเสียใจต่อผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ ซึ่งตนคิดว่าไม่มีใครอยากให้เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น จากการลงไปตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุและพูดคุยกับพระภิกษุที่อยู่ในเหตุการณ์ ได้ความว่าขบวนพระธุดงค์ออกจากวัดภูมโนรมย์ประมาณ 11.00 น. และไปถึงที่เกิดเหตุอีกราว 30 นาทีต่อมา โดยทางคณะเลือกเดินสวนทางกับเลนรถยนต์เพื่อความปลอดภัยตามบัญญัติในพระวินัย เนื่องจากทำให้เห็นรถที่ขับสวนมาได้ถนัดและสะดวกต่อการดูแลความปลอดภัย
"4 รูปแรกเห็นรถที่เสียหลักก็ได้ตะโกนบอกกันว่ารถเสียหลัก แล้วพากันหลบหลีกได้ 5 รูปแรก พอรูปที่ 6 รถก็ชน เพราะเราเดินเรียงลำดับ" พระราชรัตนโมลีกล่าวและเสริมว่า ขบวนพระธุดงค์เดินห่างจากเส้นทึบประมาณ 2 เมตร
ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ
ด้าน นพ.ณรงค์ จันทร์แก้ว นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดมุกดาหาร กล่าวในแถลงเดียวกันว่าตอนนี้มีกลุ่มผู้ป่วยกลุ่มสีแดงซึ่งเป็นพระภิกษุสงฆ์จำนวน 4 รูป หลัก ๆ เป็นกลุ่มที่ต้องเข้ารับการผ่าตัด โดยในจำนวนนี้มี 2 รูปที่ม้ามแตก ส่วนพระรูปอื่น ๆ มีอาการกระดูกหัก
ขณะเดียวกัน นพ.วิลาศ นรินทร์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลจังหวัดมุกดาหาร กล่าวเสริมว่าทางโรงพยาบาลได้รับผู้ได้รับผลกระทบจากอุบัติเหตุครั้งนี้ทั้งหมด 22 ราย เป็นพระภิกษุ 21 รูป และฆราวาสอีก 1 คน ซึ่งมีพระภิกษุมรณภาพที่โรงพยาบาลไปแล้ว 3 รูปตามรายงานข้างต้น โดยผู้ป่วยกลุ่มเสียงแดงมักได้รับบาดเจ็บสาหัสบริเวณช่องท้อง ช่องอก และสมอง ส่วนอีก 10 รายเป็นผู้ป่วยกลุ่มสีเหลืองซึ่งส่วนใหญ่ได้รับบาดเจ็บกระดูกหัก และบาดแผลภายนอก
ทั้งนี้ โรงพยาบาลขอรับบริจาคโลหิตด่วนเป็นจำนวนมาก เพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ครั้งนี้ แต่ในตอนนี้ปิดรับการบริจาคแล้ว
ด้านสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดมุกดาหาร ได้เผยแพร่รายชื่อพระสงฆ์ที่มรณภาพและอาพาธ รวมถึงผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ ดังนี้ (ข้อมูล ณ เวลา 09.00 น. ของวันที่ 3 ก.ค.)
พระภิกษุที่มรณภาพ (10 รูป)
- พระภิกษุสำรวย ระวัง
- พระภิกษุศักดิ์ดา สีลา
- พระภิกษุชัยสอน นันทะสิงห์
- พระภิกษุรัชตะ ทองบุราณ
- พระภิกษุคำสิงห์ ชัยเลิศ
- พระภิกษุโยธิน วรรณศรี
- พระภิกษุยุทธ พงศ์วิเศษ
- พระภิกษุนิคม อังกาบ
- พระภิกษุสุระศักดิ์ ปิ่นละออ
- พระภิกษุสาคร คลังสูงเนิน
ผู้ที่บาดเจ็บสาหัสและรักษาตัวที่ รพ.มุกดาหาร
- พระภิกษุพิศิษย์ อ่อนยอง (ศัลยกรรม SICU)
ผู้ที่บาดเจ็บสาหัสและเตรียมส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลอื่น
- พระภิกษุสมเกียรติ มณีพรรัตนาชัย (ศัลยกรรม SICU) เตรียมส่งตัวไป รพ.สรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี
ผู้ที่บาดเจ็บและรักษาตัวที่ รพ.มุกดาหาร
- พระภิกษุสุริยา เสียงใส (ศัลยกรรมชาย)
- พระภิกษุกิติพันห์ ลาภธนาสาร (ศัลยกรรมชายออร์โธปีดิกส์)
- พระภิกษุอนุวัชร ภาษี (ศัลยกรรมชายออร์โธปีดิกส์)
- พระภิกษุเยือน หาญชัย (ศัลยกรรมชายออร์โธปีดิกส์)
- นายประมวลศรี คำแพง (ศัลยกรรมหญิง)
ทั้งนี้ มีผู้ได้รับบาดเจ็บบางรายที่เข้ารับการรักษาตัวอยู่ แต่ยังไม่ทราบชื่อด้วย
สมเด็จพระสังฆราชมีพระบัญชาโปรดรับการบำเพ็ญกุศลศพพระภิกษุผู้มรณภาพไว้ในพระอนุเคราะห์
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายกมีหนังสือจากสำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ส่งไปยังผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติวันนี้ว่า เจ้าพระคุณ สมเด็จพระสังฆราชทรงปลงธรรมสังเวชและมีพระบัญชาโปรดรับการบำเพ็ญกุศลศพพระภิกษุผู้มรณภาพไว้ในพระอนุเคราะห์โดยตลอด
ทั้งนี้ โปรดประทานผ้าไตรพร้อมช่อไม้จันทน์ 1 ช่อ ไปในการฌาปนากิจศพพระภิกษุสงฆ์ทุกรูป
เจ้าพระคุณ สมเด็จพระสังฆราช ยังมีพระบัญชาโปรดให้ไวยาวัจกรจัดคิลานปัจจัยประทานเป็นส่วนหนึ่งพระอนุเคราะห์ให้แก่พระภิกษุผู้อาพาธทุกรูป โดยให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติประสานข้อมูลจากคณะแพทย์ผู้รักษา และรายงานอาอาการอาพาธกราบทูลฝ่าพระบาทเป็นระยะ และโปรดรับสั่งประทานพรให้มีสุขภาพฟื้นฟูกลับมากแข็งแรงเพื่อให้สามารถปฏิบัติศาสนกิจตามพระธรรมวินัยสืบไป
อาจไม่ใช่เรื่อง "อุบัติเหตุบนท้องถนน" ที่เป็นหัวใจสำคัญ แต่คือการดูแลเด็กในปกครองของผู้ปกครอง
นายณัฐพงศ์ บุญตอบ ผู้จัดการมูลนิธิไทยโร้ดส์ บอกกับบีบีซีไทยว่า นี่นับเป็นเหตุการณ์ครั้งแรกเท่าที่เขารวบรวมข้อมูลมา ที่ผู้ก่อเหตุเป็นเด็กที่อายุน้อยเช่นนี้ และมีความสูญเสียอย่างมาก โดยเขาตั้งข้อสังเกตว่า เด็กวัย 11 ปี รายนี้น่าจะต้องเคยขับรถมาก่อนในลักษณะที่เรียกว่า "ขับเป็น" แบบไม่เป็นทางการ จึงจะสามารถกระทำการเช่นนี้ได้
"ต้องเช็คว่าทำไมเด็ก 11 ขวบถึงขับรถได้ อาจจะย้อนกลับไป พ่อ แม่ หรือครอบครัวเคยมีการสอนให้เขาสามารถขับได้ก่อนหรือเปล่า เพราะปกติถ้าไม่มีการสอนหรือพาเขาขับ เด็กก็จะไม่รู้วิธีการขับ ถ้าพูดตามตรงเลย แต่กรณีนี้ พ่อ แม่หรือครอบครัวอาจมีการสอนขับในเบื้องต้น มันก็จะนำไปสู่ว่าเด็กสามารถขับได้ แต่ก็จะมีอาจจะยังไม่มีประสบการณ์ในเรื่องของการขับไปบนท้องถนนจริง ๆ จนนำไปสู่อุบัติเหตุ" ผู้จัดการมูลนิธิไทยโร้ดส์ กล่าว
แม้กฎหมายจะระบุว่า ผู้ขอใบอนุญาตขับรถยนต์จะต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี บริบูรณ์ แต่นายณัฐพงศ์ ชี้ว่าในความเป็นจริงนั้น ในพื้นที่ต่างจังหวัด มักพบว่าผู้ปกครองเริ่มหัดสอนลูกหลานในบ้านขับรถตั้งแต่ยังอายุไม่ถึงเกณฑ์
"ถ้าพูดถึงด้วยตัวกฎหมายก็ไม่ควร[สอน]อยู่แล้วครับ เพราะว่าด้วยกฎหมายเองก็คือคนที่สามารถขับรถยนต์ส่วนบุคคลได้ก็ต้อง 18 ปีขึ้นไป… ด้วยทักษะเขาอาจขับรถได้จริง แต่ในเรื่องของการประเมินหรือความเสี่ยงที่มันอาจจะเกิดขึ้น อย่างเช่นกรณีนี้... ก็เป็นช่องว่างที่ทำให้มันเกิดในกรณีดังกล่าวได้"
สำหรับในมิติของกลุ่มพระที่เดินธุดงค์นั้น นายณัฐพงศ์ ชี้ว่า ในทางปฏิบัติ ประเทศไทยไม่มีโครงสร้างพื้นฐาน สำหรับคนเดินเท้าอย่างจริงจัง โดยเฉพาะนอกเขตเมือง ถนนต่างจังหวัดมักไม่มีทางเท้าเฉพาะ มีแค่ไหล่ทาง และการออกแบบถนนไทยยังให้ความสำคัญกับผู้ใช้รถ (มอเตอร์ไซค์/รถยนต์) เป็นหลัก มากกว่ากลุ่มเปราะบางอย่างคนเดินเท้า
สำหรับผู้จัดการมูลนิธิไทยโร้ดส์รายนี้ เขามองว่าโศกนาฏกรรมครั้งนี้ที่เกิดขึ้นอาจไม่ใช่เรื่อง "อุบัติเหตุบนท้องถนน" ที่เป็นหัวใจสำคัญ แต่คือการดูแลเด็กในปกครองของผู้ปกครอง
"มันเป็นเรื่องของครอบครัวที่จะต้องมีการสอนบุตรหลานยังไงให้เข้าใจถึงความปลอดภัยในเรื่องของกฎจราจร แม้ว่าผมเข้าใจนะว่าทำไมเด็กถึงกล้าขโมยไปขับ เพราะด้วยความคึกคะนอง พอเขาเริ่มขับเป็น เด็กอายุประมาณนี้ก็จะมีความคึกคะนอนว่าอย่างลองขับ"
"ผู้ปกครองต้องรับผิดชอบ"
ต่อประเด็นในเชิงกฎหมายนั้น รศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวกับบีบีซีไทยว่า เมื่อพิจารณาโดยหลักการทางกฎหมาย ประกอบกับข้อมูลที่ยังมีอยู่อย่างจำกัดนั้น เนื่องจากสถานะของเด็กยังเป็นผู้เยาว์และมีอายุไม่ถึง 15 ปี จึงได้รับความคุ้มครองในแง่ความรับผิดทางอาญา เพราะฉะนั้น "ผู้ปกครองก็ต้องรับผิดชอบ"
รศ.ดร.ปริญญา ชี้ว่า หลักการที่ใช้พิจารณาผู้ปกครองคือได้ใช้ความระมัดระวังตามปกติธรรมดาเพียงพอหรือไม่ในการดูแลบุตรหลานของตัวเอง หากพบว่ามีการปล่อยปละละเลยหรือส่งเสริมให้เกิดเหตุ ผู้ปกครองจะต้องรับผิดชอบ
"ต่อมิติเรื่องความต้องการพิเศษของเด็กนั้น ตรงนี้ต้องไปดูข้อเท็จจริง ผมตอบไม่ได้" เขากล่าว
ส่วนในมิติของคดีความทางแพ่งนั้น รศ.ดร.ปริญญา กล่าวว่า กฎหมายจะพิจารณาจากว่าเป็นการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ถ้าเป็นเหตุสุดวิสัยจะไม่ต้องรับผิด
"ในทางแพ่ง มันเป็นเรื่องของการเข้าข่ายประมาทเลินเล่อหรือเปล่า เพราะในเรื่องค่าเสียหายทางแพ่งมันมีจงใจกับประมาทเลินเล่อ ถ้าเป็นสุดวิสัย ก็ไม่ต้องรับผิด… ในทางแพ่ง ดูเพียงแค่ว่าจงใจหรือประมาทเลินเล่อหรือไม่ อันเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องจงใจ คำถามคือประมาทเลินเล่อหรือเปล่า เด็กประมาทอยู่แล้วแน่นอน"