You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
5 เรื่องควรรู้ก่อนวันสุดท้ายลงทะเบียนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม 20 ก.ค. นี้
อีก 4 วันจะหมดเขตการลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม หลังจากปลัดกระทรวงแรงงานลงนามในคำสั่งขยายระยะเวลาการลงทะเบียนจากเดิมที่จะสิ้นสุดวันที่ 15 ก.ค. ไปเป็นวันจันทร์ที่ 20 ก.ค. นี้
ข้อมูลบนเว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม วันที่ 15 ก.ค. เวลา 9.00 น. ระบุยอดผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม ฝ่ายผู้ประกันตนมีเพียง 1.06 ล้านราย ซึ่งเมื่อเทียบกับจำนวนผู้ประกันตนทั้งหมดในระบบประกันสังคมกว่า 24.86 ล้านราย (ตัวเลขเดือน มิ.ย. 2569) คิดเป็น 4.26% เท่านั้น
ขณะที่สัดส่วนผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งฝ่ายนายจ้างยิ่งน้อยลงไปอีก โดยมีจำนวนผู้ลงทะเบียน 11,332 ราย เทียบกับจำนวนนายจ้างทั้งหมดในระบบประกันสังคมที่มีสถานประกอบการรวม 546,517 แห่ง (ตัวเลขเดือน มิ.ย. 2569) คิดเป็น 2.07% เท่านั้น
การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 27 ก.ย. 2569 จะเป็นการเลือกผู้แทนรวม 14 จาก 21 คน ที่จะเข้าไปมีสิทธิมีเสียงในการบริหารเงินกองทุนกว่า 3 ล้านล้านบาท ซึ่งมาจากเงินของบรรดานายจ้าง ผู้ประกันตน และรัฐที่ช่วยกันส่งสมทบทุก ๆ เดือน
ก่อนที่ผู้ประกันตนและนายจ้างจะหมดโอกาสแสดงตนขอใช้สิทธิเลือกผู้แทนในอีกไม่กี่วัน บีบีซีไทยชวนทบทวน 5 ประเด็นเกี่ยวกับการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมที่อาจทำให้คุณแปลกใจ
1. เลือกตั้งสมัยที่แล้วมีคนมาใช้สิทธิไม่ถึง 1%
สัดส่วนผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคมปีนี้ที่ว่าน้อย หากย้อนกลับไปในการเลือกตั้งครั้งก่อนในปี 2566 มีผู้ลงทะเบียนจะใช้สิทธิเลือกตั้งน้อยกว่านี้มาก และมาลงคะแนนเลือกตั้งจริงน้อยลงไปอีก
การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมเมื่อวันที่ 24 ธ.ค. 2566 มีผู้ประกันตนมาใช้สิทธิ 156,870 คน จากผู้ลงทะเบียนไว้ 854,414 คน คิดเป็น 18.36% แต่ถ้าเทียบกับจำนวนผู้ประกันตนทั้งหมด 24.64 ล้านคน (ตัวเลขเดือน ธ.ค. 2566) คิดเป็นเพียง 0.64% เท่านั้น
ขณะที่ฝ่ายนายจ้างมาใช้สิทธิ 1,465 คน จากที่ลงทะเบียนไว้ 3,129 คน คิดเป็น 46.82% แต่ถ้าเทียบกับจำนวนสถานประกอบการในระบบประกันสังคมที่มีอยู่ 520,771 แห่งในเวลานั้น คิดเป็นเพียง 0.28%
การเลือกตั้งครั้งนั้น ในสัดส่วนคณะกรรมการฝ่ายผู้ประกันตน ทีมประกันสังคมก้าวหน้าคว้าเก้าอี้ไป 6 ที่นั่ง จาก 7 ที่นั่ง โดยนายษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี ได้คะแนนเสียงมากที่สุด คือ 71,917 คะแนน ส่วนผู้ที่ได้คะแนนน้อยที่สุดที่ได้รับเลือกคือนายปรารถนา โพธิ์ดี ประธานเครือข่ายพนักงานราชการไทย ได้รับไป 15,080 คะแนน
ส่วนกรรมการฝ่ายนายจ้างที่ชนะเลือกตั้งได้เข้ามาอยู่ในอีก 7 ที่นั่งด้วยคะแนนหลักร้อยเสียง โดยผู้ที่ได้คะแนนมากสุดคือนายมนตรี ฐิรโฆไท ได้รับ 409 คะแนน ส่วนผู้ที่ชนะมาด้วยคะแนนน้อยสุดคือ น.ส.เพชรรัตน์ เอกแสงกุล ได้รับ 252 คะแนน
คณะกรรมการประกันสังคมมีทั้งหมด 21 คน แบ่งเป็นผู้แทนจากสามฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายนายจ้าง และฝ่ายผู้ประกันตน ฝ่ายละ 7 คน โดยผู้แทนฝ่ายรัฐมาจากการแต่งตั้ง ส่วนผู้แทนฝ่ายนายจ้างและฝ่ายผู้ประกันตนมาจากการเลือกตั้ง
การลงคะแนนของผู้มีสิทธิที่ลงทะเบียนขอใช้สิทธิไว้ก่อน และไปใช้สิทธิตามวันที่กำหนดจึงมีอำนาจชี้ขาดว่าจะให้เสียงส่วนใหญ่ในคณะกรรมการประกันสังคม คือ 14 จาก 21 เสียง ที่จะต้องเข้าไปบริหารเงินกองทุนมูลค่ากว่า 3 ล้านล้านบาท เป็นใครบ้าง
2. จะใช้สิทธิเลือกตั้งฝ่ายนายจ้าง ต้องเตรียมสารพัดเอกสาร
ผู้ที่ต้องการลงทะเบียนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม สามารถลงทะเบียนออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ของสำนักงานประกันสังคมได้ที่เว็บไซต์สำนักงานประกันสังคมตามลิงก์นี้ ซึ่งจะต้องเลือกว่าจะใช้สิทธิเลือกตั้งในฐานะผู้ประกันตนหรือในฐานะนายจ้าง
สำหรับผู้ประกันตน ใช้เพียงแอปพลิเคชัน ThaID ยืนยันตัวตน ก็สามารถเข้าไปลงทะเบียนโดยเลือกจังหวัด และเขต/อำเภอ ที่ต้องการไปใช้สิทธิได้ทั่วประเทศ โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะต้องมีสัญชาติไทย เป็นผู้ประกันตนมาตรา 33/39/40 มาก่อนเดือน ธ.ค. 2568 และส่งเงินสมทบไม่น้อยกว่า 3 เดือน ระหว่างเดือน พ.ย. 2568 - เม.ย. 2569
แต่หากคุณอยากใช้สิทธิในฐานะนายจ้าง จะต้องกรอกข้อมูลมากกว่า ทั้งรหัสสถานประกอบการ ชื่อสถานประกอบการ ประเภทสถานประกอบการ และข้อมูลผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิในนามสถานประกอบการ
นอกจากนี้ยังต้องแนบเอกสารประกอบ ได้แก่ หนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล (กรณีเป็นนิติบุคคล) สำเนาบัตรประชาชนของผู้ที่ได้รับมอบหมาย และหนังสือมอบหมายด้วย
สำหรับคุณสมบัติของผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างจะต้องขึ้นทะเบียนนายจ้างกับสำนักงานประกันสังคมก่อน ธ.ค. 2568 และส่งเงินสมทบไม่น้อยกว่า 3 เดือน ระหว่างเดือน พ.ย. 2568 - เม.ย. 2569 และหากว่าคุณประกอบกิจการหลายบริษัท คุณสามารถยื่นใบสมัครหรือลงคะแนนแทนได้เพียง 1 นิติบุคคลเท่านั้น โดยต้องมีกรรมการผู้มีอำนาจลงนามอย่างน้อย 1 คนอยู่ในวันเลือกตั้งด้วย
ทั้งนี้ ผู้ประกันตนยังมีอีกสองช่องทางในการลงทะเบียน คืออาจลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน SSO Plus หรือไปที่สำนักงานประกันสังคมในพื้นที่ต่าง ๆ ได้ ขณะที่นายจ้างหากไม่ได้ลงทะเบียนออนไลน์ผ่านเว็บไซต์นี้ก็ต้องนำเอกสารไปที่สำนักงานประกันสังคมเท่านั้น
3. พนักงานรายวัน - ฟรีแลนซ์ ก็มีสิทธิเลือกตั้งบอร์ดได้ ถ้าส่งเงินสมทบ
เมื่อพูดถึงกองทุนประกันสังคม บางคนอาจเข้าใจว่าเกี่ยวข้องกับผู้ที่ทำงานในบริษัทต่าง ๆ เท่านั้น ซึ่งนายจ้างจะเป็นผู้ขึ้นทะเบียนให้คุณได้สิทธิประกันสังคมตามมาตรา 33 ของ พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 ภายใน 30 วันนับตั้งแต่ที่คุณได้รับการว่าจ้างเป็นพนักงานของบริษัท
แต่ถ้าเกิดคุณออกจากงาน แล้วยังอยากได้รับสวัสดิการต่าง ๆ อยู่ ก็อาจไปแจ้งสำนักงานประกันสังคมเพื่อขอส่งเงินสบทบต่อก็ได้ ซึ่งจะทำให้คุณกลายเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ซึ่งจะได้รับความคุ้มครอง 6 กรณี คือ กรณีเจ็บป่วย กรณีคลอดบุตร กรณีทุพพลภาพ กรณีตาย กรณีสงเคราะห์บุตรและกรณีชราภาพ
ส่วนในกรณีที่หากคุณไม่มีนายจ้างเลย เช่น อาจเป็นฟรีแลนซ์หรือแรงงานอิสระ คุณก็สามารถเป็นผู้ประกันตนตาม พ.ร.บ.ประกันสังคมได้ โดยไปแจ้งต่อสำนักงานประกันสังคม และส่งเงินสมทบเองตามเกณฑ์ ซึ่งจะกลายเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 40 ซึ่งจะได้รับความคุ้มครองกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ทุพพลภาพ ตาย ชราภาพ และสงเคราะห์บุตร ตามเงื่อนไขที่กำหนด
นอกจากนี้ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ประกันตนตามมาตราไหน หากคุณได้สถานะนี้มาก่อนเดือน ธ.ค. 2568 และส่งเงินสมทบไม่น้อยกว่า 3 เดือน ระหว่างเดือน พ.ย. 2568 - เม.ย. 2569 คุณก็มีสิทธิเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน 7 คนที่จะเข้าไปนั่งในบอร์ดประกันสังคมได้ หากลงทะเบียนไว้ก่อนวันที่ 20 ก.ค. นี้
4. กติกาเลือกตั้งบอร์ดครั้งนี้เกือบถูกเปลี่ยน
ก่อนหน้านี้ สำนักงานประกันสังคมเคยมีความพยายามจะปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและฝ่ายผู้ประกันตน โดยมีการออกร่างระเบียบใหม่และเปิดประชาพิจารณ์ไปเมื่อเดือน ม.ค. - ก.พ. ที่ผ่านมา
ร่างระเบียบกระทรวงแรงงานว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนเป็นกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคม พ.ศ. … มีสาระสำคัญคือการปรับเปลี่ยนและเพิ่มเติมหลักเกณฑ์ต่าง ๆ เช่น จากที่ผู้ประกันตน 1 คนสามารถเลือกผู้แทนได้ 7 คน จะเหลือเลือกได้ 1 คน และกำหนด "สัดส่วนที่พึงมี" ของผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนแต่ละมาตรา ตามมาตรา 33, 39 และ 40
นอกจากนี้ ร่างระเบียบใหม่ยังเพิ่มเติมคุณสมบัติของผู้ที่ต้องการจะสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้แทน อาทิ ต้องเป็นผู้มีคุณธรรม จริยธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ มีความเป็นกลางทางการเมือง รวมถึงสามารถอุทิศเวลาทำหน้าที่เป็นผู้แทนได้อย่างเต็มที่ ฯลฯ
อย่างไรก็ดี เมื่อผลการประชาพิจารณ์มีผู้สนับสนุนให้กลับไปใช้ระเบียบเดิมกว่า 95% ประกอบกับหากใช้ร่างระเบียบใหม่ในการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมรอบนี้อาจทำให้การเลือกตั้งล่าช้ากว่า ทำให้สุดท้ายกระทรวงแรงงานพิจารณาให้ใช้กติกาเดิมสำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ ตามการเปิดเผยของ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เมื่อวันที่ 18 มี.ค.
5. กรรมการชุดใหม่จะต้องบริหารเงินเยอะขึ้น แต่การใช้เงินที่ผ่านมามีสารพัดข้อกังขา
ก่อนหน้านี้ ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายวิเคราะห์ไว้ว่ากองทุนประกันสังคมอาจล่มสลายได้หากไม่มีการปรับเปลี่ยนระบบ คือลดสิทธิประโยชน์หรือขึ้นอัตราการส่งเงินสมทบ โดยรายงานของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ้งภากรณ์ เคยประเมินไว้เมื่อปี 2564 ว่าเงินของกองทุนนี้จะหมดลงในช่วงประมาณปี 2588
แต่กองทุนก็มีการปรับตัว โดยเริ่มปรับเพดานเงินสมทบผู้ประกันตนและนายจ้างตามมาตรา 33 จากเดิมที่เคยส่งสมทบฝ่ายละ 5% โดยคำนวณจากเพดานเงินเดือนสูงสุด 15,000 บาท เท่ากับจ่ายสูงสุดคนละ 750 บาทต่อเดือนนั้น เป็นปรับเพดานขึ้นเป็นขึ้นบันได ดังนี้
- ระยะที่ 1 ปี 2569 – 2571 ปรับเพดานเงินเดือนสูงสุดเป็น 17,500 บาท เท่ากับผู้ประกันตนและนายจ้างต้องส่งเงินสมทบสูงสุด 875 บาทต่อเดือน
- ระยะที่ 2 ปี 2572 – 2574 ปรับเพดานเงินเดือนสูงสุดเป็น 20,000 บาท เท่ากับผู้ประกันตนและนายจ้างต้องส่งเงินสมทบสูงสุด 1,000 บาทต่อเดือน
- ระยะที่ 3 ปี 2575 เป็นต้นไป ปรับเพดานเงินเดือนสูงสุดเป็น 23,000 บาท เท่ากับผู้ประกันตนและนายจ้างต้องส่งเงินสมทบสูงสุด 1,150 บาทต่อเดือน
การปรับเพิ่มเพดานเงินสมทบทำให้เม็ดเงินแต่ละปีที่จะไหลเข้ากองทุนประกันสังคมมีมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันสิทธิประโยชน์บางอย่างของผู้ประกันตนก็เพิ่มขึ้นด้วย
ทว่าที่ผ่านมา การบริหารเงินกองทุนมูลค่า 3 ล้านล้านบาทนี้ ถูกตั้งคำถามสารพัด ทั้งการจัดทำปฏิทินปีละ 50-70 ล้านบาท การใช้งบประมาณเกือบ 7,000 ล้านบาทซื้อตึกสกายไนน์ เซ็นเตอร์ ไปจนถึงการใช้งบหลักร้อยล้านบาทในการพัฒนาแอปพลิเคชัน และกำหนดการดูงานต่างประเทศที่ดูเหมือนมีช่วงเวลาที่ไม่ได้เห็นถึงการปฏิบัติงานอย่างแน่ชัด
ฝ่ายการเมืองและผู้บริหารประกันสังคมได้ออกมาชี้แจงต่อข้อกังขาเรื่องการใช้เงินของกองทุนประกันสังคมในประเด็นต่าง ๆ
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ที่ออกมาอธิบายถึงเรื่องการทำปฏิทินประกันสังคมแจกจ่ายว่า ปฏิทินที่ประกันสังคมผลิตมีข้อมูลแจ้งสิทธิผู้ประกันตนที่เป็นการสื่อสารอย่างหนึ่งไปยังผู้ที่อยู่ในพื้นที่ชนบท
นางมารศรี ใจรังศรี เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม เคยออกมาตอบข้อครหาต่าง ๆ เหล่านี้ โดยระบุว่าวงเงินงบประมาณค่าใช้จ่ายในการบริหารงานที่สำนักงานประกันสังคมได้รับการจัดสรรในแต่ละปี ตามกฎหมายคือไม่เกิน 10% ของเงินสมทบประจำปี ซึ่งที่ผ่านมาได้จัดสรรเงินสำหรับส่วนนี้จริงไม่เกินปีละ 3% เท่านั้น โดยการจัดสรรผ่านการกลั่นกรองหลายขั้นตอน ผ่านคณะทำงานหลายชั้น ก่อนเสนอบอร์ดประกันสังคมอนุมัติ
การใช้และบริหารจัดการเงินของกองทุนประกันสังคมเหล่านี้สะท้อนความสำคัญของคณะกรรมการประกันสังคม ที่ผู้ประกันตนและนายจ้างกำลังจะมีโอกาสได้เลือกผู้ที่จะเข้าไปทำหน้าที่ในวันที่ 27 ก.ย. นี้
แต่โอกาสนั้นจะหายไปหากไม่ได้ลงทะเบียนไว้ก่อนภายในวันจันทร์ที่ 20 ก.ค.