You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
คำขอโทษและ "รอยยิ้มสุดท้าย" จากวงทศกัณฐ์ ณ ศาลางานศพของผู้เป็นที่รัก
- Author, ปณิศา เอมโอชา
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- Published
- เวลาอ่าน: 10 นาที
คำเตือน: มีเนื้อหาสะเทือนใจ
ช่วงบ่ายโมงของวันอังคารที่ 14 ก.ค. อาคารสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ คลาคล่ำไปด้วยทีมกู้ภัย อาสาสมัคร นักข่าวจากสำนักข่าวไทยและต่างประเทศ รวมไปถึงญาติของเหยื่อที่เสียชีวิตจากเหตุไฟไหม้ร้านโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว
ชเนศ ตระสิงห์ มือกีตาร์ของวงทศกัณฐ์ เดินออกมาจากอาคารรับรอง ก่อนเดินตรงมาหาทีมข่าวบีบีซีไทย
มือกีตาร์ของวงทศกัณฐ์ผู้นี้ไม่ได้รับบาดเจ็บร้ายแรงใด ๆ จากการหนีเอาชีวิตรอดที่เกิดขึ้นช่วงดึกของวันที่ 12 ต่อเนื่องวันที่ 13 ก.ค. ทว่าเพื่อนในวงของเขา 4 คนได้จากไปอย่างไม่มีวันกลับ
ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ อธิภัทร วิจารณ์ หัวหน้าวงทศกัณฐ์ กำลังวิ่งวุ่นอยู่กับการเดินเอกสารขอออกใบมรณบัตรให้กับ ณหทัย สัจจะเลิศ นักร้องหญิงของวง ซึ่งมีสถานะส่วนตัวเป็นคนรักของเขาด้วย
ทีมข่าวบีบีซีไทยเพียงแต่ได้ทักทายอธิภัทรเป็นเวลาสั้น ๆ ที่อาคารแห่งนั้น ก่อนจะปลีกตัวเดินกลับมาหาชเนศ ซึ่งกำลังเข้าไปรับร่างของ ณฐพรรษ ธรรมนิทา มือกลองของวงที่จะถูกนำส่งไปยังวัดบางกะดี ต.บางกะดี อ.เมือง จ.ปทุมธานี
เมื่อจัดการธุระเรียบร้อยแล้ว ชเนศจึงเข้ามานั่งสัมภาษณ์เปิดใจกับบีบีซีไทยในช่วงบ่าย และเราก็ยังมีโอกาสได้สัมภาษณ์เปิดใจอธิภัทรเต็ม ๆ ที่ศาลา 2 วัดเอี่ยมประชามิตร (วัดแหลมฟ้าผ่า) ต.แหลมฟ้าผ่า อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ ซึ่งเป็นที่ตั้งศพของณหทัย ในช่วงค่ำของวันเดียวกัน
วินาทีชีวิต: กลิ่น ควัน และการหนีตาย
ชเนศเริ่มเล่าให้บีบีซีไทยฟังว่า หลังวงของเขาซึ่งมีกำหนดแสดงระหว่างเวลา 22.30-00.00 น. ขึ้นเล่นไปได้ราวหนึ่งชั่วโมงเศษ ตัวเขาเองก็เริ่มได้กลิ่นไหม้ขึ้นมาก่อน
ข้างตัวของชเนศในเวลานั้นคือทีมงานชาวลาวที่มีชื่อเล่นว่าเก่ง ซึ่งคอยช่วยเหลือวงในเรื่องเครื่องเสียงเป็นประจำ เขาจึงบอกให้เก่งไปตามหาดูว่าต้นเหตุของกลิ่นมาจากตรงไหน ซึ่งในเวลาเดียวกันนี้ ชเนศเล่าว่าเพื่อน ๆ ในวงก็เริ่มได้กลิ่นไหม้และรู้ตัวกันแล้ว
บริเวณด้านหน้าของชเนศมีหลอดไฟตั้งไว้อยู่ เมื่อเก่งเริ่มหาจากตรงนั้นแต่ไม่พบว่าเป็นต้นเหตุของกลิ่นไหม้ เขาจึงย้ายไปตรวจสอบไฟอีกดวงซึ่งตั้งอยู่ทางซ้ายมือของเวที
หลังจากนั้นไม่ถึงหนึ่งนาที มือกีตาร์วงทศกัณฐ์ผู้นี้บอกว่าเขาเริ่มเห็นควันแล้ว โดยเท่าที่เขาจำได้ กลุ่มควันเริ่มลอยมาจากฝั่งซ้ายของเวที ตอนแรกเขานึกว่าเป็นควันที่เกิดขึ้นจากน้ำแข็งแห้งซึ่งนิยมใช้สำหรับงานแสดงบนเวที อย่างไรก็ตาม เมื่อเห็นว่าลักษณะควันเป็นม้วน ๆ เขาจึงรู้จากประสบการณ์ได้โดยทันทีว่านั่นไม่ใช่ควันจากการแสดง เพราะหากเป็นควันจากน้ำแข็งแห้งจริงจะต้องมีลักษณะกระจายตัว
ทันใดนั้น "ผมก็ถอดกีตาร์ออก ถอดสายอินเอียร์ออก ผมก็วิ่ง" ชเนศ เล่า
ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง อธิภัทร วิจารณ์ ซึ่งเป็นหัวหน้าวงทศกัณฐ์และอยู่ในเหตุการณ์หนีตายครั้งนี้ด้วยเล่าว่า ช่วงวินาทีที่กำลังจะเกิดเหตุ เขากำลังเขียนสคริปต์เพลงต่าง ๆ ให้กับวงอยู่ด้านหลังจอมอร์นิเตอร์ แล้วอยู่ดี ๆ จอก็ดับลง
ตอนแรกอธิภัทรคิดว่าเป็นเพราะปลั๊กหลุด จึงเรียกให้ทีมงานแถวนั้นไปดู แต่แล้วเขาก็ได้ยิงเสียงบอกให้ "หนี" จากหนึ่งในมือคีย์บอร์ด ที่เริ่มสังเกตเห็นว่ามีควันขึ้นอย่างผิดปกติเช่นเดียวกับที่ชเนศเห็น และทันทีที่อธิภัทรได้ยินคำว่า "หนี" เขาเล่าว่าไฟในร้านได้ดับลงในเวลาเดียวกัน
ด้านชเนศที่รู้ตัวค่อนข้างเร็ว และเริ่มวิ่งออกมาแล้ว เล่าว่าหลังจากเริ่มออกวิ่งได้ไม่กี่ก้าว ควันก็ปกคลุมไปทั่วร้าน พร้อมกับกลิ่นไหม้ที่รุนแรง "แสบจมูกมาก เหมือนไฟไหม้พลาสติก" และไฟก็ดับลง
เขาอธิบายเส้นทางหนีตายของตัวเองว่า เขาวิ่งไปตามทาง มุ่งหน้าไปยังประตูปกติซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับฝั่งขวาของเวที ซึ่งเป็นที่ที่เขายืนเล่นกีตาร์อยู่ก่อนหน้านี้ และเขายังโชคดีที่พอเห็นแสงไฟจากด้านนอกของประตูที่ตั้งอยู่ไม่ไกล
กลับมาที่ฝั่งของอธิภัทร ทันทีที่เขาเริ่มปะติดปะต่อคำเตือนบอกให้หนี ควัน และไฟที่ดับลง เขาจึงตะโกนเรียกหาแฟนของตัวเองซึ่งก็คือนักร้องหญิงของวงอย่าง ณหทัย สัจจะเลิศ แต่เพราะสถานการณ์ตอนนั้นผู้คนในร้านต่างลุกขึ้นและแตกตื่นกันหมดจนไม่รู้ว่าใครเป็นใคร เขาจึงทำได้แค่ควานหาทางออกไปเรื่อย ๆ เท่านั้น เพราะภายในร้านมืดจนมองไม่เห็นอะไร
"ควานจนมาเจอปากทางประตู แล้วพอเจอตรงปากทางปุ๊บ ก็มีไฟพุ่งออกมาพอดี… เกือบไม่ทัน เพราะว่าแรงอัดของของไฟมันดันผมออกมาด้วย กระเด็นออกมา" อธิภัทรเล่าให้บีบีซีไทยฟัง
เมื่อทั้งคู่รอดชีวิตออกมาจากเหตุเพลิงไหม้ได้แล้ว สิ่งที่ทั้งคู่ทำพร้อม ๆ กันคือการเดินตามหาสมาชิกในวงทั้ง 11 คน
ชเนศเล่าว่าหลังจากที่ออกมาได้ เขาเดินตามหาเพื่อน ๆ ก่อนที่จะมาเจออธิภัทรที่ได้รับบาดเจ็บอยู่ แล้วก็เดินไล่ตามหาเพื่อน ๆ คนอื่น หลังจากนั้นเมื่อเขากำลังจะเดินไปทางหลังร้านเพื่อนำกีตาร์ของตัวเองไปเก็บ เขาจึงถามหาสมาชิกคนอื่น ๆ ที่ยังไม่พบ
หนึ่งในคนที่เขายังหาไม่พบคือ "จ่ากวาง" ฉายาที่ตัวเขาและคนในวงใช้เรียก พ.อ.อ.พฤฒิพงษ์ พุดมอญ มือคีย์บอร์ดของวง
เขาย้อนกลับไปเล่าถึงช่วงเวลาวิกฤตว่า ตอนนั้นเขาเห็นว่า พ.อ.อ.พฤฒิพงษ์ เหมือนกำลังหันซ้ายหันขวา "แบบทำอะไรไม่ถูกอยู่" แต่เขาก็ไม่แน่ใจว่าตอนนั้น พ.อ.อ.พฤฒิพงษ์ กำลังทำอะไร เนื่องจากเขาเห็นแค่จากปลายหางตาขณะที่กำลังถอดกีตาร์ออก
"ตอนที่ผมวิ่งออกมา ผมก็นึกว่าจ่าจะวิ่งตามมา แต่พอผมออกมาจากร้านแล้วจ่าก็ไม่ได้วิ่งตามมา" ชเนศเล่า
เมื่อเราถามเพิ่มเติมว่า ภาพสุดท้ายที่มือกีตาร์คนนี้เห็นจากบนเวทีคืออะไร คำตอบกลับมาสั้น ๆ ว่า "รอยยิ้มของลูกค้า"
ฝั่งอธิภัทร เมื่อรอดชีวิตออกมาได้แม้จะได้รับบาดเจ็บ ได้เล่าว่าความคิดแรกคือรู้ตัวว่าเกิดเหตุขึ้นแล้วแน่ ๆ "แฟนผมจะเป็นอะไรบ้าง คนในวงผมจะเป็นอะไรบ้าง เพราะว่ามันบึ้มไปแล้ว ผมคิดว่าต้องโดนคลอกเหมือนเหตุการณ์อื่น ๆ ที่มันเคยผ่านมาครับ จิตตอนนั้นก็คิดแล้วว่าต้องเป็นอันตราย แต่เราก็ยังมีความหวัง คนที่รอดก็วิ่งมาหากันแล้วก็มาตะโกนตามหาคนที่เรายังไม่เจอ"
ทว่าเสียงที่ตอบกลับหัวหน้าวงผู้นี้คือความเงียบ "พอตะโกนไปก็คือเงียบไม่มีเสียงเลย ใจเสียมากครับ"
ณ วันที่ 15 ก.ค. พล.ต.ต.วิรุฬห์ ศุภสิงห์ศิริปรีชา ผู้บังคับการสถาบันนิติเวชวิทยา เปิดเผยว่าขณะนี้มีผู้เสียชีวิตจากเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว แล้วทั้งสิ้น 32 ราย โดยในจำนวนนี้ มีสมาชิกของวงทัศกัณฐ์ 3 ราย ประกอบไปด้วย ณหทัย สัจจะเลิศ (ชื่อเล่น บรีส) นักร้องหญิง, พ.อ.อ.พฤฒิพงษ์ พุดมอญ หรือจ่ากวาง มือคีย์บอร์ด และณฐพรรษ ธรรมนิทา (ชื่อเล่น บิว) มือกลอง
อย่างไรก็ดี เมื่อเวลา 17.56 น. ของวันนี้ (15 ก.ค.) บัญชีเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของวงทศกัณฐ์ โพสต์ว่า ฐิติวัฒน์ แก้วกัณหา (ชื่อเล่น ดิน) นักร้องชาย ซึ่งก่อนหน้านี้อยู่ระหว่างการรักษาตัวได้เสียชีวิตลงแล้วเช่นเดียวกัน
ชเนศเล่าว่าปกติตัวเขาเองกับ ณฐพรรษ ธรรมนิทา มือกลอง มักจะยิ้มให้กันเวลาทำการแสดง ตนจึง "ใจหาย… เพราะเมื่อวานก็ยังเล่นด้วยกันอยู่เลย เมื่อวานก็เล่นอยู่ร้านเดิม"
สำหรับหัวหน้าวงผู้สูญเสียเพื่อนร่วมวงและคนรักไป อธิภัทรเปิดใจอย่างจุกอกกับบีบีซีไทยว่า เขาอยากพูดขอโทษต่อคนรักที่จากไปว่า "อยากขอโทษที่พาเข้ามาอยู่ในวง... กูไม่น่าพามึงเข้ามาอยู่ในวงเลย กูไม่น่าพามึงมาอยู่ด้วยเลย"
เขายังอยากขอโทษเพื่อนสมาชิกในวงที่ต้องสังเวยชีวิตอีกสองรายด้วย โดยเขาเล่าว่า แม้คนรอบตัวจะบอกว่าไม่ให้โทษตัวเอง แต่ทุกอย่างยังทำให้เขารู้สึก "คาใจ" อยู่ดี
อธิภัทรเล่าว่า เขาเพิ่งชวนให้มือกลองอย่างณฐพรรษเข้ามาร่วมวงได้เพียงประมาณหนึ่งเดือน ขณะที่ความจริงแล้วมือคีย์บอร์ด 'จ่ากวาง' นั้นก็มีแผนว่าจะออกจากวงตอนสิ้นเดือน ก.ค. นี้แล้ว
"เขาก็มีวางแผนชีวิตเขาแล้วว่าออกจากเราไป เขาจะไปทำอะไร มันก็ยังอยู่ติดค้างอยู่ในใจ และอย่างดิน เขาก็บอกว่าเดี๋ยวรอวันเกิดพี่ วันที่ 19 กลายเป็นแทนที่เราจะได้ฉลองวันเกิด กลายเป็นต้องมาจัดงานศพ" อธิภัทรเล่า
ความรัก ความฝัน และความสูญเสีย
ในช่วงค่ำของวันที่ 14 ก.ค. บีบีซีไทยเดินทางไปยังศาลา 2 วัดเอี่ยมประชามิตร (วัดแหลมฟ้าผ่า) ต.แหลมฟ้าผ่า อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ ซึ่งเป็นที่ตั้งศพของณหทัย และเป็นสถานที่ที่สมาชิกของวงทศกัณฐ์หลายคนมารวมตัวกัน
เยื้องออกไปไม่ไกลจากเก้าพลาสติกสีแดงที่อธิภัทรนั่งให้สัมภาษณ์กับเรา คือโลงศพของณหทัย ท่ามกลางบรรยากาศของความโศกเศร้าและเสียงร้องไห้จากผู้คนในงาน อธิภัทรเล่าจุดเริ่มต้นของวงทศกัณฐ์ที่เขาสร้างมากับมือให้บีบีซีไทยฟัง
อธิภัทรเล่าว่า ตอนแรกนั้นพ่อของเขาทำงานอยู่ที่ผับแห่งหนึ่ง ซึ่งกำลังจะมีการสร้างร้านใหม่ และต้องการวงดนตรี ตัวเขาเองที่ร้องเพลงได้และคลุกคลีอยู่กับนักดนตรีมานานจึงเริ่มต้นรวบรวมสมาชิกและตั้งวงขึ้นมาในวัยย่าง 20 ปี
ส่วนที่มาของชื่อวงนั้น เป็นเพราะตนเองชื่นชอบศิลปะและวรรณกรรมไทยเรื่องรามเกียรติ์ จึงเลือกตั้งชื่อวงว่า 'ทศกัณฐ์'
ความฝันแรกของเขาคือการทำวงให้ยืนระยะให้ครบ 5 ปี จึงจะถือว่าประสบความสำเร็จ และเมื่อความฝันแรกเป็นจริง เขาจึงตัดสินใจพักวงไว้ราวครึ่งปี โดยระหว่างนี้เขาไปร่วมงานกับอีกวงดนตรีหนึ่ง ซึ่งต่อมามีปัญหา จึงได้หันกลับมารวบรวมเพื่อนฝูงนักดนตรีและกลายเป็น 'วงทศกัณฐ์เฟสสอง' ซึ่งในช่วงนี้เองเป็นตอนที่สมาชิกในวงยุคปัจจุบันทยอยเข้ามาร่วมงานกัน และในการกลับมารอบนี้สมาชิกทุกคนก็โหวตให้เขาขึ้นเป็นหัวหน้าวง
นับตั้งแต่จุดเริ่มต้น วงทศกัณฐ์จึงมีอายุวงมาแล้วราว 12 ปี
บีบีซีไทยถามอธิภัทรต่อว่าตอนไหนที่ ณหทัย ได้กลายมาเป็นนักร้องหญิงของวง
อธิภัทรเล่าว่าตอนแรกนั้นทั้งคู่เจอกันที่ร้านแห่งหนึ่ง และเป็น ณหทัย ที่เดินเอาเครื่องดื่มไปให้เข้า จากนั้นบทสนทนาและการเชื่อมความสัมพันธ์ก็เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ โดยที่เขาไม่รู้มาก่อนเลยว่าคนรักของตัวเองนั้นไม่เพียงแค่ร้องเพลงได้ แต่เคยเป็นนักร้องมาก่อน
"ตอนแรกผมไม่รู้ว่าเขาเป็นนักร้อง ไปกินร้านอาหารร้านเพื่อนก็เลยร้องคาราโอเกะกันเล่น ๆ เอ้าร้องเพลงได้นี่ ผมยังมีคลิปเขาตอนนั้นที่เขาร้องเพลงเล่นอยู่เลย ร้องเพลงได้นี่ ขนาดเมา ก็ยังร้องแบบนี้ได้แสดงว่าร้องเพลงได้ ผมก็เลยลองเอามาร้องดู แล้วเขาค่อยมาบอกทีหลังว่าเขาเคยเป็นนักร้องมาก่อน" อธิภัทรเล่า
ณหทัยเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวงและเริ่มร้องเพลงกับวงทศกัณฐ์ได้ราวปีกว่า ๆ ตามคำบอกเล่าจากแฟนหนุ่มผู้เป็นหัวหน้าวง
อธิภัทรยอมรับอย่างอ่อนแรงว่า เขาไม่เคยคิดว่าโศกนาฏกรรมเช่นนี้จะเกิดขึ้นกับตัวเอง เพราะมองว่าเหตุระเบิดหลาย ๆ ครั้งไม่ได้เกิดขึ้นในร้านที่วงของเขาขึ้นแสดง
"แต่พอมาเจอกับตัวเราเอง ผมคิดว่าชีวิตเรามันสั้นมาก ๆ เลย ผมยังคิดว่าแฟนผมจะอยู่กับผมได้ยันแก่ จะให้แฟนผมด่ายันแก่ แต่ตอนนี้ผมไม่ได้ยินเสียงเขาแล้ว"
"ผมอยากขอโทษแล้วก็อยากบอกว่าผมรักเขามาก ๆ แล้วก็จะรักในทุก ๆ วัน ไม่ไม่ต้องกลัวว่าจะมีคนใหม่ ยังไงก็จะขออยู่อย่างนี้ก่อน จะขออยู่กับพวกเพื่อน ๆ ก่อน อยู่กับวงก่อน"
ณ ศาลางานศพแห่งนี้ หลังพระสวดเสร็จ บีบีซีไทยพบว่าสมาชิกของวงต่างมาล้อมวงกันเพื่อปรึกษาว่าพวกเขาจะเดินกันอย่างไรต่อจากนี้
สำหรับชเนศ เขาบอกกับบีบีซีไทยว่า ใจจริงนั้นเขายังอยากกลับไปเล่นดนตรีเหมือนเดิม แต่ก็ยังต้องทบทวนดูก่อน เพราะตัวเองมีครอบครัว และลูกในวัย 1 ขวบ 7 เดือน ที่จะต้องดูแล
"ถ้าถามว่าผมรักไหม ผมรักมันนะ ผมลาออกจากงานประจำเลยเพื่อที่จะมาเล่นดนตรีเป็นหลัก… [แต่]มันต้องคิดอีกรอบหนึ่ง ผมก็เชื่อว่าความกลัวมันมีหมดทุกคน" มือกีตาร์ผู้รอดชีวิตกล่าว
ขณะที่ผู้เป็นหัวหน้าวงอย่างอธิภัทรเสริมว่า เขาอยากให้ร้านต่าง ๆ ตระหนักถึงความปลอดภัยของเหล่านักดนตรีและลูกค้ามากขึ้น เนื่องจากสภาพความปลอดภัยในความเป็นจริงยังต้องบอกว่าบกพร่องอยู่
"ผมก็อยากให้ร้านมีมาตรฐานความปลอดภัยที่ดีกว่านี้ เพื่อที่ว่าเวลาที่เราไปเล่นเราจะได้มีความสุขเหมือนแต่ก่อนที่เราไม่ต้องมากังวล ทุกวันนี้ ผมเชื่อว่าถ้าผมขึ้นเวทีหรือคนในทีมผมขึ้นเวที เขาต้องนึกถึงภาพนั้นแล้วเขาต้องรู้สึกตระหนก แล้วก็รู้สึกไม่โอเค" อธิภัทร กล่าว
ส่วนอนาคตของวงทศกัณฐ์นั้น เขาเปรยว่าอาจมีการจัดคอนเสิร์ตการกุศลขึ้นมาให้กับครอบครัวของผู้เสียชีวิต หรือสมาชิกในวงอาจกลับมาเดินหน้าทำวงกันต่อ และขอให้แฟนคลับหรือผู้ใดก็ตามที่คอยสนับสนุนพวกเขาอยู่นั้น รอฟังและรอสนับสนุนว่าเส้นทางเดินต่อไปของวงนี้จะเป็นอย่างไร
"ถ้าเราไปต่อผมก็อยากให้แฟนคลับที่เคยดูพวกเรา หรือว่าแฟน ๆ ที่เมตตาสงสารพวกเราโอบกอดพวกเราด้วย เพราะตอนนี้พวกเราสูญเสียครับ เราอาจจะเสียศูนย์นิดนึงแต่เดี๋ยวเราจะตั้งศูนย์ใหม่ให้มันตรงให้ได้ครับ" อธิภัทร ทิ้งท้าย