You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
สภาคองเกรสผ่านมติจำกัดอำนาจการทำสงครามอิหร่านของทรัมป์เป็นครั้งแรก มีนัยสำคัญอย่างไร
- Author, ซารีน ฮาเบเชียน
- Published
- เวลาอ่าน: 6 นาที
วุฒิสภาสหรัฐที่ส่วนใหญ่ครองโดยสว.จากพรรครีพับลิกันอนุมัติมาตรการที่สั่งให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ยุติสงครามในอิหร่านหรือขออนุมัติจากสภาคองเกรสก่อนที่จะดำเนินการทางทหารต่อไป
สมาชิกของพรรครีพับลิกันจำนวนหนึ่งเข้าร่วมกับพรรคเดโมแครตลงมติ 50 เสียง ต่อ 48 เสียง เมื่อวานนี้ (23 มิ.ย.) โดยมาตรการเดียวกันนี้ได้รับการอนุมัติจากสภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐฯ เมื่อต้นเดือนนี้แล้ว
แต่มติดังกล่าวมักเป็นเพียงเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น เพราะแม้ว่าจะผ่านทั้งสองสภาของรัฐสภาแล้ว มติดังกล่าวก็จะไม่ถูกส่งไปถึงทรัมป์เพื่อพิจารณา และไม่มีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่สมาชิกพรรครีพับลิกันในสภาคองเกรสแสดงความเคลือบแคลงสงสัยถึงแผนสันติภาพที่ทรัมป์ตกลงกับอิหร่าน และความขัดแย้งที่ไม่มีคนสนับสนุนนักก็กำลังลากยาวเข้าใกล้เดือนที่ห้าแล้ว
การลงคะแนนเสียงครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ทั้งสองสภาของรัฐสภาสหรัฐฯ ได้อนุมัติมติร่วมกันเพื่อสั่งการให้ประธานาธิบดียุติการดำเนินการทางทหารนับตั้งแต่มีการประกาศใช้ข้อมติว่าอำนาจการทำสงคราม (War Powers Resolution) ปี 1973 มีผลบังคับใช้
การมีมติร่วมกันแสดงถึงความรู้สึกหรือเจตจำนงของรัฐสภา ซึ่งแตกต่างจากกฎหมายรูปแบบอื่น ๆ ที่ประธานาธิบดีต้องลงนามให้เป็นกฎหมาย นอกจากนี้ ในปี 2019 ทรัมป์ได้คัดค้านมติร่วมที่เรียกร้องให้ถอนกำลังทหารออกจากการสู้รบในสงครามกลางเมืองเยเมน
ลอรา บลูเมนเฟลด์ นักวิเคราะห์เกี่ยวกับภูมิภาคตะวันออกกลาง เรียกมตินี้ว่า "เป็นการตบที่ข้อมือมากกว่าการใส่กุญแจมือ เพราะมันไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย"
แต่เธอบอกกับบีบีซีว่าเธอคิดว่าสิ่งที่ "มันสะท้อนออกมาคือความรู้สึกของคนอเมริกัน"
การผ่านมติร่วมฉบับนี้มีความสำคัญเนื่องจากเป็นการเพิ่มแรงกดดันต่อทำเนียบขาวให้หาทางยุติสงครามในอิหร่าน ซึ่งเป็นสงครามที่ไม่ได้รับความนิยมจากสาธารณชนหลังจากราคาเชื้อเพลิงพุ่งสูงขึ้น
มาตรการเดียวกันนี้ได้ผ่านการเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา โดยมีสมาชิกพรรครีพับลิกัน 4 คนเข้าร่วมกับสมาชิกพรรคเดโมแครตทุกคนในการลงมติเห็นชอบ 215 ดเสียง ต่อ 208 เสียง
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวรายหนึ่งกล่าวกับบีบีซีว่า เนื่องจากมีการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงเมื่อวันที่ 7 เม.ย. จึงไม่มีการสู้รบใด ๆ ที่ต้องถอนกำลังทหารอเมริกันออกมา
เจ้าหน้าที่ผู้นี้ยังกล่าวด้วยว่ามาตรการดังกล่าวผ่านไปได้ก็เพราะวุฒิสมาชิกจากพรรครีพับลิกัน 2 คนไม่ได้อยู่ในที่ประชุม ได้แก่ มิตช์ แมคคอนเนลล์ และเดฟ แมคคอร์มิค
สำหรับวุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกัน 4 คนที่ลงมติสนับสนุนมติดังกล่าวร่วมกับพรรคเดโมแครต ได้แก่ แรนด์ พอล, ลิซ่า เมอร์คาวสกี้, ซูซาน คอลลินส์ และบิล แคสสิดี้
ทั้งนี้ วุฒิสมาชิกจอห์น เฟตเตอร์แมน จากพรรคเดโมแครต เป็นสมาชิกเพียงคนเดียวในพรรคที่ลงมติคัดค้านมตินี้
นี่ถือเป็นสัญญาณล่าสุดที่แสดงถึงความแตกแยกในหมู่คณะของพรรครีพับลิกันของทรัมป์ ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งกลางเทอมจะมีขึ้นในเดือน พ.ย. ซึ่งจะตัดสินว่าพรรคจะสามารถรักษาเสียงข้างมากที่มีอยู่อย่างน้อยนิดในสภาคองเกรสทั้งสองสภาไว้ได้หรือไม่
สมาชิกพรรครีพับลิกันบางส่วนได้ขัดขวางประธานาธิบดีในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงการปฏิเสธแผนการสร้างกองทุน "ต่อต้านการใช้อาวุธ" มูลค่า 1.8 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 6 หมื่นล้านบาท) และการอนุมัติความช่วยเหลือแก่ยูเครน
การลงมติเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาถือเป็นครั้งที่ 10 แล้วที่สมาชิกพรรคเดโมแครตในวุฒิสภาพยายามผลักดันให้มีการลงมติเรื่องอำนาจในการทำสงคราม นับตั้งแต่สงครามตะวันออกกลางเริ่มต้นขึ้น
การลงมติดังกล่าวเกิดขึ้นในวันเดียวกันกับที่ เพนตากอน หรือกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ ร้องขอเงินทุนจากสภาคองเกรสประมาณ 8 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 2.6 ล้านล้านบาท) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการนำไปใช้จ่ายในสงครามกับอิหร่าน
กฎหมายของรัฐบาลกลางกำหนดให้ต้องได้รับอนุมัติจากสภาคองเกรสหากจะดำเนินปฏิบัติการทางทหารต่อเนื่องเกิน 60 วัน โดยการโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ-อิสราเอลเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ. แม้ว่าฝ่ายบริหารของทรัมป์จะโต้แย้งว่าการหยุดยิงในเดือน เม.ย. เป็นการเริ่มนับเวลาใหม่ก็ตาม
นอกจากนี้ ทำเนียบขาวยังสามารถขยายกำหนดเส้นตายออกไปได้อีก 30 วันโดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงของชาติ
ในปัจจุบัน สหรัฐฯ และอิหร่านตกลงที่จะดำเนินการหยุดยิงต่อไปและกำลังทำงานเพื่อยุติการสู้รบภายใต้บันทึกความเข้าใจที่ประธานาธิบดีของทั้งสองประเทศได้ลงนามไว้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
ภายใต้บันทึกความเข้าใจดังกล่าว ทางการของทางการสหรัฐฯ และอิหร่านมีเวลา 60 วันในการเจรจาทำข้อตกลงที่ครอบคลุมมากขึ้นเกี่ยวกับการยุติโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน
สหประชาชาติเตรียมอพยพลูกเรือที่ติดค้างอยู่ในช่องแคบฮอร์มุซออกมาพร้อมกัน
อีกความเคลื่อนไหวหนึ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ คือ องค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (International Maritime Organization - IMO) ของสหประชาชาติ เตรียมดำเนินการอพยพลูกเรือกว่า 11,000 คนที่ติดค้างอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย เนื่องจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน
อาร์เซนิโอ โดมิงเกซ เลขาธิการองค์การทางทะเลระหว่างประเทศ กล่าวว่า "ปฏิบัติการขนาดใหญ่" นี้จะดำเนินการโดยได้รับความร่วมมือจากอิหร่าน, โอมาน, สหรัฐฯ, รัฐชายฝั่งอื่น ๆ ในภูมิภาค และภาคอุตสาหกรรมการเดินเรือ
"เราได้รับหลักประกันด้านความปลอดภัยที่จำเป็น และได้ตรวจสอบเงื่อนไขต่าง ๆ สำหรับการเดินเรืออย่างปลอดภัยเพื่อสนับสนุนปฏิบัติการเหล่านี้อย่างถี่ถ้วนแล้ว" เขากล่าว
ทั้งนี้ สหรัฐฯ และอิหร่านยังคงขัดแย้งกันอยู่ในรายละเอียดของบันทึกความเข้าใจที่เพิ่งลงนามไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
สหรัฐฯ กล่าวว่าบันทึกความเข้าใจดังกล่าวรวมถึงการรับประกันว่าโครงการอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่านจะอยู่ภายใต้การตรวจสอบของสำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency - IAEA)
ประธานาธิบดีโดนัลด์ โพสต์บนโซเชียลมีเดียเมื่อวันอังคารว่า "อิหร่านตกลงอย่างเต็มที่และสมบูรณ์ที่จะรับการตรวจสอบนิวเคลียร์ระดับสูงสุดต่อไปในอนาคต (ตลอดกาล!!!) นี่จะรับประกัน 'ความซื่อสัตย์ทางนิวเคลียร์'"
ไม่นานก่อนที่ทรัมป์จะโพสต์ อิหร่านกล่าวว่าหน่วยงานตรวจสอบของสหประชาชาติจะไม่สามารถตรวจสอบสถานที่นิวเคลียร์ที่สหรัฐฯ และอิสราเอลทิ้งระเบิดเมื่อปีที่แล้วได้
เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ กล่าวตอบกลับไปว่า "ชาวอิหร่านตกลงที่จะรับการตรวจสอบอย่างเข้มงวดจาก IAEA เกี่ยวกับส่วนที่เหลือของโครงการอาวุธนิวเคลียร์ของพวกเขา รัฐบาลอิหร่านจะพูดในสิ่งที่พวกเขาต้องพูดเพื่อผู้ชมภายในประเทศของพวกเขา"
ด้านประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน ของอิหร่าน กล่าวระหว่างการเยือนปากีสถานเมื่อวันอังคารว่า อิหร่าน "จะไม่เจรจากับใคร ไม่ว่าด้วยสถานการณ์ใด ๆ เกี่ยวกับขีดความสามารถในการป้องกันประเทศของเรา"
ขณะที่ นายกรัฐมนตรีเชห์บาซ ชารีฟ ของปากีสถาน กล่าวในการแถลงข่าวร่วมกับเปเซชเคียนว่า ขีปนาวุธไม่ได้ถูกหารือระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน และ "ไม่ได้อยู่ในวาระการเจรจาเลย"
เขากล่าวเสริมว่าไม่มีการกล่าวถึงขีปนาวุธในบันทึกความเข้าใจ และว่าเขาต้องการทำให้เรื่องนี้ "ชัดเจนโดยไม่มีความคลุมเครือใด ๆ"
มาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ เริ่มต้นการเดินทางเยือนอ่าวเปอร์เซียเมื่อวันอังคารที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และจะเดินทางเยือนคูเวตและบาห์เรน ซึ่งทั้งสองประเทศเป็นที่ตั้งของฐานทัพสหรัฐฯ เพื่อหารือเกี่ยวกับข้อตกลงกับทางการอิหร่าน
รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวเตือนเมื่อวันอังคารว่า ไม่มีประเทศใดได้รับอนุญาตให้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอิหร่านกำลังผลักดันให้มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากเรือที่แล่นผ่าน
"นี่คือเส้นทางน้ำระหว่างประเทศ ไม่มีประเทศใดได้รับอนุญาตให้เรียกเก็บค่าผ่านทางหรือค่าธรรมเนียมใดๆ บนเส้นทางน้ำระหว่างประเทศ นั่นเป็นกฎหมายระหว่างประเทศที่มีอยู่แล้ว" เขากล่าวขณะเดินทางมาถึงสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
"ผมไม่คิดว่าเราต้องไปโน้มน้าวใครในแถบนี้ในเรื่องนี้ ผมคิดว่าทุกประเทศในภูมิภาคนี้จะเห็นด้วยกับเรา"
การอพยพลูกเรือที่ติดค้างอยู่ขึ้นอยู่กับการเปิดของช่องแคบฮอร์มุซ
เลขาธิการองค์การทางทะเลระหว่างประเทศกล่าวว่า ข้อตกลงช่วยเหลือลูกเรือเหล่านี้ถือเป็น "ก้าวสำคัญในการฟื้นฟูความมั่นคงทางทะเลและยุติการโจมตีเรือพลเรือนซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่สามารถยอมรับได้"
เขากล่าวว่า "หลังจากความยากลำบากและความทุกข์ทรมานหลายเดือนสำหรับลูกเรือผู้บริสุทธิ์หลายพันคน และผลกระทบเชิงลบต่อทั่วโลก ผมยินดีเป็นอย่างยิ่งกับข้อตกลงสันติภาพที่สรุปได้ระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน"
ตามแผนการอพยพขององค์การทางทะเลระหว่างประเทศ เส้นทางชั่วคราวสองเส้นทางผ่านช่องแคบอาจถูกนำมาใช้ โดยเรือแต่ละลำจะได้รับการติดต่อเพื่อขอคำแนะนำเพิ่มเติม ตามประกาศของโอมานสำหรับชาวเรือที่องค์การจัดทำขึ้น
องค์การทางทะเลระหว่างประเทศกล่าวด้วยว่าจะออกรายงานรายวันเกี่ยวกับจำนวนเรือที่ออกจากภูมิภาคอย่างปลอดภัย
จนถึงขณะนี้ มีเรืออย่างน้อย 172 ลำแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่เปิดใหม่แล้ว ซึ่งรวมถึงเรือ 42 ลำในวันเสาร์วันเดียว ตามข้อมูลใหม่จากบริษัทข่าวกรองทางทะเล เคปเลอร์ (Kpler)
ทั้งนี้ จำนวนเรือที่แล่นผ่านช่องแคบตั้งแต่วันที่ 18 มิ.ย. ซึ่งมีการลงนามข้อตกลง ยังคงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยก่อนเกิดความขัดแย้งซึ่งอยู่ที่ประมาณ 138 ลำต่อวัน
ข้อมูลการติดตามเรือที่วิเคราะห์โดย บีบีซี เวริฟาย แสดงให้เห็นว่ามีเรือบรรทุกน้ำมันมากกว่า 200 ลำที่ดูเหมือนจะรออยู่ภายในช่องแคบในวันอังคารที่ผ่านมา