สภาคองเกรสผ่านมติจำกัดอำนาจการทำสงครามอิหร่านของทรัมป์เป็นครั้งแรก มีนัยสำคัญอย่างไร

Donald Trump President of the United States of America US on his arrival ahead of a dinner with the President of the French Republic and his wife organised to celebrate the 250th anniversary of the independence of the United States at the Chateau de Versailles in Versailles France on June 17, 2026.

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images

    • Author, ซารีน ฮาเบเชียน
  • Published
  • เวลาอ่าน: 6 นาที

วุฒิสภาสหรัฐที่ส่วนใหญ่ครองโดยสว.จากพรรครีพับลิกันอนุมัติมาตรการที่สั่งให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ยุติสงครามในอิหร่านหรือขออนุมัติจากสภาคองเกรสก่อนที่จะดำเนินการทางทหารต่อไป

สมาชิกของพรรครีพับลิกันจำนวนหนึ่งเข้าร่วมกับพรรคเดโมแครตลงมติ 50 เสียง ต่อ 48 เสียง เมื่อวานนี้ (23 มิ.ย.) โดยมาตรการเดียวกันนี้ได้รับการอนุมัติจากสภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐฯ เมื่อต้นเดือนนี้แล้ว

แต่มติดังกล่าวมักเป็นเพียงเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น เพราะแม้ว่าจะผ่านทั้งสองสภาของรัฐสภาแล้ว มติดังกล่าวก็จะไม่ถูกส่งไปถึงทรัมป์เพื่อพิจารณา และไม่มีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่สมาชิกพรรครีพับลิกันในสภาคองเกรสแสดงความเคลือบแคลงสงสัยถึงแผนสันติภาพที่ทรัมป์ตกลงกับอิหร่าน และความขัดแย้งที่ไม่มีคนสนับสนุนนักก็กำลังลากยาวเข้าใกล้เดือนที่ห้าแล้ว

การลงคะแนนเสียงครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ทั้งสองสภาของรัฐสภาสหรัฐฯ ได้อนุมัติมติร่วมกันเพื่อสั่งการให้ประธานาธิบดียุติการดำเนินการทางทหารนับตั้งแต่มีการประกาศใช้ข้อมติว่าอำนาจการทำสงคราม (War Powers Resolution) ปี 1973 มีผลบังคับใช้

การมีมติร่วมกันแสดงถึงความรู้สึกหรือเจตจำนงของรัฐสภา ซึ่งแตกต่างจากกฎหมายรูปแบบอื่น ๆ ที่ประธานาธิบดีต้องลงนามให้เป็นกฎหมาย นอกจากนี้ ในปี 2019 ทรัมป์ได้คัดค้านมติร่วมที่เรียกร้องให้ถอนกำลังทหารออกจากการสู้รบในสงครามกลางเมืองเยเมน

ลอรา บลูเมนเฟลด์ นักวิเคราะห์เกี่ยวกับภูมิภาคตะวันออกกลาง เรียกมตินี้ว่า "เป็นการตบที่ข้อมือมากกว่าการใส่กุญแจมือ เพราะมันไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย"

แต่เธอบอกกับบีบีซีว่าเธอคิดว่าสิ่งที่ "มันสะท้อนออกมาคือความรู้สึกของคนอเมริกัน"

การผ่านมติร่วมฉบับนี้มีความสำคัญเนื่องจากเป็นการเพิ่มแรงกดดันต่อทำเนียบขาวให้หาทางยุติสงครามในอิหร่าน ซึ่งเป็นสงครามที่ไม่ได้รับความนิยมจากสาธารณชนหลังจากราคาเชื้อเพลิงพุ่งสูงขึ้น

มาตรการเดียวกันนี้ได้ผ่านการเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา โดยมีสมาชิกพรรครีพับลิกัน 4 คนเข้าร่วมกับสมาชิกพรรคเดโมแครตทุกคนในการลงมติเห็นชอบ 215 ดเสียง ต่อ 208 เสียง

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวรายหนึ่งกล่าวกับบีบีซีว่า เนื่องจากมีการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงเมื่อวันที่ 7 เม.ย. จึงไม่มีการสู้รบใด ๆ ที่ต้องถอนกำลังทหารอเมริกันออกมา

เจ้าหน้าที่ผู้นี้ยังกล่าวด้วยว่ามาตรการดังกล่าวผ่านไปได้ก็เพราะวุฒิสมาชิกจากพรรครีพับลิกัน 2 คนไม่ได้อยู่ในที่ประชุม ได้แก่ มิตช์ แมคคอนเนลล์ และเดฟ แมคคอร์มิค

สำหรับวุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกัน 4 คนที่ลงมติสนับสนุนมติดังกล่าวร่วมกับพรรคเดโมแครต ได้แก่ แรนด์ พอล, ลิซ่า เมอร์คาวสกี้, ซูซาน คอลลินส์ และบิล แคสสิดี้

ทั้งนี้ วุฒิสมาชิกจอห์น เฟตเตอร์แมน จากพรรคเดโมแครต เป็นสมาชิกเพียงคนเดียวในพรรคที่ลงมติคัดค้านมตินี้

นี่ถือเป็นสัญญาณล่าสุดที่แสดงถึงความแตกแยกในหมู่คณะของพรรครีพับลิกันของทรัมป์ ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งกลางเทอมจะมีขึ้นในเดือน พ.ย. ซึ่งจะตัดสินว่าพรรคจะสามารถรักษาเสียงข้างมากที่มีอยู่อย่างน้อยนิดในสภาคองเกรสทั้งสองสภาไว้ได้หรือไม่

สมาชิกพรรครีพับลิกันบางส่วนได้ขัดขวางประธานาธิบดีในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงการปฏิเสธแผนการสร้างกองทุน "ต่อต้านการใช้อาวุธ" มูลค่า 1.8 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 6 หมื่นล้านบาท) และการอนุมัติความช่วยเหลือแก่ยูเครน

การลงมติเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาถือเป็นครั้งที่ 10 แล้วที่สมาชิกพรรคเดโมแครตในวุฒิสภาพยายามผลักดันให้มีการลงมติเรื่องอำนาจในการทำสงคราม นับตั้งแต่สงครามตะวันออกกลางเริ่มต้นขึ้น

การลงมติดังกล่าวเกิดขึ้นในวันเดียวกันกับที่ เพนตากอน หรือกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ ร้องขอเงินทุนจากสภาคองเกรสประมาณ 8 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 2.6 ล้านล้านบาท) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการนำไปใช้จ่ายในสงครามกับอิหร่าน

กฎหมายของรัฐบาลกลางกำหนดให้ต้องได้รับอนุมัติจากสภาคองเกรสหากจะดำเนินปฏิบัติการทางทหารต่อเนื่องเกิน 60 วัน โดยการโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ-อิสราเอลเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ. แม้ว่าฝ่ายบริหารของทรัมป์จะโต้แย้งว่าการหยุดยิงในเดือน เม.ย. เป็นการเริ่มนับเวลาใหม่ก็ตาม

นอกจากนี้ ทำเนียบขาวยังสามารถขยายกำหนดเส้นตายออกไปได้อีก 30 วันโดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงของชาติ

ในปัจจุบัน สหรัฐฯ และอิหร่านตกลงที่จะดำเนินการหยุดยิงต่อไปและกำลังทำงานเพื่อยุติการสู้รบภายใต้บันทึกความเข้าใจที่ประธานาธิบดีของทั้งสองประเทศได้ลงนามไว้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

ภายใต้บันทึกความเข้าใจดังกล่าว ทางการของทางการสหรัฐฯ และอิหร่านมีเวลา 60 วันในการเจรจาทำข้อตกลงที่ครอบคลุมมากขึ้นเกี่ยวกับการยุติโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน

สหประชาชาติเตรียมอพยพลูกเรือที่ติดค้างอยู่ในช่องแคบฮอร์มุซออกมาพร้อมกัน

อีกความเคลื่อนไหวหนึ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ คือ องค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (International Maritime Organization - IMO) ของสหประชาชาติ เตรียมดำเนินการอพยพลูกเรือกว่า 11,000 คนที่ติดค้างอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย เนื่องจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน

อาร์เซนิโอ โดมิงเกซ เลขาธิการองค์การทางทะเลระหว่างประเทศ กล่าวว่า "ปฏิบัติการขนาดใหญ่" นี้จะดำเนินการโดยได้รับความร่วมมือจากอิหร่าน, โอมาน, สหรัฐฯ, รัฐชายฝั่งอื่น ๆ ในภูมิภาค และภาคอุตสาหกรรมการเดินเรือ

"เราได้รับหลักประกันด้านความปลอดภัยที่จำเป็น และได้ตรวจสอบเงื่อนไขต่าง ๆ สำหรับการเดินเรืออย่างปลอดภัยเพื่อสนับสนุนปฏิบัติการเหล่านี้อย่างถี่ถ้วนแล้ว" เขากล่าว

ทั้งนี้ สหรัฐฯ และอิหร่านยังคงขัดแย้งกันอยู่ในรายละเอียดของบันทึกความเข้าใจที่เพิ่งลงนามไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

สหรัฐฯ กล่าวว่าบันทึกความเข้าใจดังกล่าวรวมถึงการรับประกันว่าโครงการอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่านจะอยู่ภายใต้การตรวจสอบของสำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency - IAEA)

ประธานาธิบดีโดนัลด์ โพสต์บนโซเชียลมีเดียเมื่อวันอังคารว่า "อิหร่านตกลงอย่างเต็มที่และสมบูรณ์ที่จะรับการตรวจสอบนิวเคลียร์ระดับสูงสุดต่อไปในอนาคต (ตลอดกาล!!!) นี่จะรับประกัน 'ความซื่อสัตย์ทางนิวเคลียร์'"

ไม่นานก่อนที่ทรัมป์จะโพสต์ อิหร่านกล่าวว่าหน่วยงานตรวจสอบของสหประชาชาติจะไม่สามารถตรวจสอบสถานที่นิวเคลียร์ที่สหรัฐฯ และอิสราเอลทิ้งระเบิดเมื่อปีที่แล้วได้

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ กล่าวตอบกลับไปว่า "ชาวอิหร่านตกลงที่จะรับการตรวจสอบอย่างเข้มงวดจาก IAEA เกี่ยวกับส่วนที่เหลือของโครงการอาวุธนิวเคลียร์ของพวกเขา รัฐบาลอิหร่านจะพูดในสิ่งที่พวกเขาต้องพูดเพื่อผู้ชมภายในประเทศของพวกเขา"

.

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, ข้อมูลการติดตามเรือที่วิเคราะห์โดย บีบีซี เวริฟาย (BBC Verify) แสดงให้เห็นว่ามีเรือบรรทุกน้ำมันมากกว่า 200 ลำที่ดูเหมือนจะรออยู่ภายในช่องแคบ เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 2026

ด้านประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน ของอิหร่าน กล่าวระหว่างการเยือนปากีสถานเมื่อวันอังคารว่า อิหร่าน "จะไม่เจรจากับใคร ไม่ว่าด้วยสถานการณ์ใด ๆ เกี่ยวกับขีดความสามารถในการป้องกันประเทศของเรา"

ขณะที่ นายกรัฐมนตรีเชห์บาซ ชารีฟ ของปากีสถาน กล่าวในการแถลงข่าวร่วมกับเปเซชเคียนว่า ขีปนาวุธไม่ได้ถูกหารือระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน และ "ไม่ได้อยู่ในวาระการเจรจาเลย"

เขากล่าวเสริมว่าไม่มีการกล่าวถึงขีปนาวุธในบันทึกความเข้าใจ และว่าเขาต้องการทำให้เรื่องนี้ "ชัดเจนโดยไม่มีความคลุมเครือใด ๆ"

มาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ เริ่มต้นการเดินทางเยือนอ่าวเปอร์เซียเมื่อวันอังคารที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และจะเดินทางเยือนคูเวตและบาห์เรน ซึ่งทั้งสองประเทศเป็นที่ตั้งของฐานทัพสหรัฐฯ เพื่อหารือเกี่ยวกับข้อตกลงกับทางการอิหร่าน

รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวเตือนเมื่อวันอังคารว่า ไม่มีประเทศใดได้รับอนุญาตให้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอิหร่านกำลังผลักดันให้มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากเรือที่แล่นผ่าน

"นี่คือเส้นทางน้ำระหว่างประเทศ ไม่มีประเทศใดได้รับอนุญาตให้เรียกเก็บค่าผ่านทางหรือค่าธรรมเนียมใดๆ บนเส้นทางน้ำระหว่างประเทศ นั่นเป็นกฎหมายระหว่างประเทศที่มีอยู่แล้ว" เขากล่าวขณะเดินทางมาถึงสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

"ผมไม่คิดว่าเราต้องไปโน้มน้าวใครในแถบนี้ในเรื่องนี้ ผมคิดว่าทุกประเทศในภูมิภาคนี้จะเห็นด้วยกับเรา"

การอพยพลูกเรือที่ติดค้างอยู่ขึ้นอยู่กับการเปิดของช่องแคบฮอร์มุซ

เลขาธิการองค์การทางทะเลระหว่างประเทศกล่าวว่า ข้อตกลงช่วยเหลือลูกเรือเหล่านี้ถือเป็น "ก้าวสำคัญในการฟื้นฟูความมั่นคงทางทะเลและยุติการโจมตีเรือพลเรือนซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่สามารถยอมรับได้"

เขากล่าวว่า "หลังจากความยากลำบากและความทุกข์ทรมานหลายเดือนสำหรับลูกเรือผู้บริสุทธิ์หลายพันคน และผลกระทบเชิงลบต่อทั่วโลก ผมยินดีเป็นอย่างยิ่งกับข้อตกลงสันติภาพที่สรุปได้ระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน"

ตามแผนการอพยพขององค์การทางทะเลระหว่างประเทศ เส้นทางชั่วคราวสองเส้นทางผ่านช่องแคบอาจถูกนำมาใช้ โดยเรือแต่ละลำจะได้รับการติดต่อเพื่อขอคำแนะนำเพิ่มเติม ตามประกาศของโอมานสำหรับชาวเรือที่องค์การจัดทำขึ้น

องค์การทางทะเลระหว่างประเทศกล่าวด้วยว่าจะออกรายงานรายวันเกี่ยวกับจำนวนเรือที่ออกจากภูมิภาคอย่างปลอดภัย

จนถึงขณะนี้ มีเรืออย่างน้อย 172 ลำแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่เปิดใหม่แล้ว ซึ่งรวมถึงเรือ 42 ลำในวันเสาร์วันเดียว ตามข้อมูลใหม่จากบริษัทข่าวกรองทางทะเล เคปเลอร์ (Kpler)

ทั้งนี้ จำนวนเรือที่แล่นผ่านช่องแคบตั้งแต่วันที่ 18 มิ.ย. ซึ่งมีการลงนามข้อตกลง ยังคงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยก่อนเกิดความขัดแย้งซึ่งอยู่ที่ประมาณ 138 ลำต่อวัน

ข้อมูลการติดตามเรือที่วิเคราะห์โดย บีบีซี เวริฟาย แสดงให้เห็นว่ามีเรือบรรทุกน้ำมันมากกว่า 200 ลำที่ดูเหมือนจะรออยู่ภายในช่องแคบในวันอังคารที่ผ่านมา