'ฉันไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า แฟนหนุ่มแอบข่มขืนฉันตอนที่ฉันกำลังหลับ'

ที่มาของภาพ, Adelle Overton
- Author, แคโรไลน์ โลว์บริดจ์
- Role, ผู้สื่อข่าวประจำภูมิภาคอีสต์มิดแลนส์ของอังกฤษ
- Published
- เวลาอ่าน: 8 นาที
"ในสายตาของฉัน อาจจนถึงวันที่เขายอมรับกับฉันว่าเขาทำอะไรลงไป นี่คือความสัมพันธ์ที่ดีที่สุดเท่าที่ฉันเคยมีมา"
สำหรับอะเดล โอเวอร์ตัน แฟนหนุ่มของเธอที่ชื่อสตีเวน ยูเดน ซึ่งคบหากันมา 13 ปี ดูเหมือนจะเป็นคนรักที่สมบูรณ์แบบ
ทั้งคู่พบกันในกองถ่ายภาพยนตร์ซอมบี้เรื่องหนึ่ง และมีความสนใจร่วมกันหลายอย่าง โดยโอเวอร์ตันบอกว่ายูเดนเป็นคนใจดีและน่ารัก อีกทั้งยังยอมทิ้งงานของตัวเองเพื่อมาดูแลเธอในตอนที่เธอช่วยเหลือตัวเองไม่ได้
"เขาสุดยอดเลยล่ะ ฉันรักเขามากจริง ๆ และฉันคิดว่าฉันก็ยังคงหลงเหลือความรักต่อเขาอยู่บ้าง" โอเวอร์ตันบอกกับเราขณะที่เธอนั่งอยู่บนโซฟาที่บ้านของเธอในเมืองดาร์บี
เธอเชื่อใจยูเดน แต่ความเชื่อใจนั้นถูกฉีกออกเป็นชิ้น ๆ เมื่อเขายอมรับว่าได้ข่มขืนเธอในขณะที่เธอกำลังหลับ
"ฉันรู้สึกเหมือนถูกทรยศในทันที ฉันไม่เคยรู้สึกปลอดภัยในความสัมพันธ์ไหนมากเท่านั้นมาก่อนเลยจนกระทั่งถึงตอนนั้น" โอเวอร์ตันกล่าว
ยูเดนคอยดูแลโอเวอร์ตันในขณะที่เธอเข้ารับการรักษาโรคมะเร็งเต้านม แต่หลังจากนั้นเขาสารภาพกับตำรวจว่าเขาได้ข่มขืนเธอในขณะที่เธอกำลังอยู่ภายใต้ฤทธิ์ยาที่เธอรักษา
"ความรู้สึกถูกหักหลังนั้น มันเหมือนฉันคิดว่าฉันรู้จักเขา แต่จริง ๆ แล้วฉันไม่รู้เลยว่าเขาเป็นใคร" โอเวอร์ตันบอก
"และความคิดที่ว่าเขาอยู่กับฉันมาตลอด 13 ปี เขาช่วยฉันเลี้ยงดูลูก ๆ"
"ฉันคิดว่าเขาปลอดภัยที่จะอยู่ด้วย แต่จริง ๆ แล้วไม่เลย"
ตอนนี้ยูเดนถูกคุมขังในเรือนจำ และโอเวอร์ตันตัดสินใจออกมาบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นด้วยความหวังว่ามันอาจจะช่วยคนอื่น ๆ ได้

โอเวอร์ตันและยูเดนเจอกันในปี 2009 ระหว่างการถ่ายทำภาพยนตร์ซอมบี้เรื่องหนึ่งที่เมืองนอตติงแฮม ตอนนั้นเธออายุ 29 ปี ส่วนเขาอายุ 27 ปี
ยูเด็นเป็นช่างแต่งหน้าและนักแสดง ส่วนโอเวอร์ตันก็เป็นหนึ่งในนักแสดงเช่นกัน ตอนนั้นต่างคนต่างก็คบหาดูใจอยู่กับคนอื่น แต่ก็ยังติดต่อกันและกันในฐานะเพื่อน
ก่อนจะเริ่มคบกันในฐานะแฟนเมื่อวันที่ 13 ม.ค. 2012 ซึ่งเธอจดจำวันที่ได้เพราะวันนั้นเธอและเขาไล่ดูหนังเรื่อง "ศุกร์ 13 ฝันหวาน" (Friday the 13th) ด้วยกันแบบมาราธอน
โอเวอร์ตันเล่าว่า การคบหากับยูเดนให้ความรู้สึกแตกต่างไปจากความสัมพันธ์ครั้งก่อน ๆ ที่เธอเคยมีในอดีต
"เขาเป็นตลกและเอาใจใส่ และฉันรู้สึกได้รับความรักจากเขา" เธอกล่าว

ที่มาของภาพ, Adelle Overton
การพบกันของทั้งคู่ไม่ธรรมดา และพวกเขาใช้ชีวิตคู่ร่วมกันอย่างไม่ธรรมดาด้วย ทั้งสองคนทำงานเป็นคนที่รับบทและแต่งตัวเป็นซอมบี้ให้กับบริษัทที่จัดกิจกรรมให้คนมาทดลองเอาชีวิตรอดจากซอมบี้แบบในหนังสยองขวัญ
การรับบทเป็นซอมบี้ต้องใช้แรงกายมาก ในที่สุดโอเวอร์ตันก็เลิกอาชีพนี้ไปในปี 2017 หลังจากที่เธอได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคหนังยืดผิดปกติ (Ehlers-Danlos syndrome) ซึ่งเป็นกลุ่มอาการของโรคทางพันธุกรรมอย่างหนึ่ง
นับตั้งแต่เริ่มต้นปี 2018 ยูเดนกลายมาเป็นผู้ดูแลเธอ
"เขาทำแทบทุกอย่างให้ฉัน" เธอบอก
เมื่อมองย้อนกลับไป โอเวอร์ตัน (หรือที่มีชื่อเล่นว่า เดล) บอกว่าตอนนั้นเองที่ยูเดนเริ่มมีพฤติกรรมควบคุมเธอ
"เขาชอบบอกคนอื่นว่าฉันทำอะไรได้หรือไม่ได้" เธอบอก
"เมื่อมีใครสักคนมาแนะนำให้ทำอะไรบางอย่าง เขามักจะบอกว่า 'ผมไม่คิดว่าเดลจะทำได้นะ ลองหาอย่างอื่นแทนเถอะ'"

ที่มาของภาพ, Adelle Overton
แต่ตอนนี้โอเวอร์ตันรู้แล้วว่า พฤติกรรมของยูเดนนั้นชั่วร้ายเกินกว่าที่เธอจะจินตนาการออก
เธอเริ่มสงสัยคลางแคลงใจในปี 2020 ขณะที่กำลังรับเคมีบำบัดรักษามะเร็งเต้านม
"ฉันไม่รู้ว่าเป็นเพราะฉันรู้สึกไม่สบายตัวมากขึ้นหรือเปล่า แต่ฉันตื่นขึ้นมาในระหว่างที่เขากำลังทำมัน" เธอเล่า
"เขาอ้างสารพัด เช่น 'ผมคิดว่าคุณตื่นอยู่ และคุณก็ส่งเสียงเหมือนปกติ'"
"ตอนนั้นฉันคิดถึงความตึงเครียดทั้งหมดที่พวกเรากำลังเผชิญอยู่ และเขาก็บอกว่าเขาทำไปโดยไม่ได้ตั้งใจ"
ดังนั้นโอเวอร์ตันจึงพยายามปัดความกังวลเหล่านั้นทิ้งไป
"ฉันคิดว่าการเชื่อคำโกหกง่ายกว่าการต้องคิดถึงสิ่งที่อาจเป็นความจริง"

แต่หลังจากนั้นโอเวอร์ตันก็เริ่มมีปัญหาเรื่องการนอนหลับ
"ฉันคิดว่าลึก ๆ แล้ว สมองของฉันไม่รู้สึกปลอดภัยเวลาที่ฉันหลับ" เธอบอก
โอเวอร์ตันบอกด้วยว่าเธอยังลำบากใจที่จะมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับยูเดน และเริ่มฝันร้ายถึงประสบการณ์การถูกล่วงละเมิดทางเพศในอดีตมากขึ้น
"ตอนนั้นฉันคิดว่าฉันกำลังเชื่อมโยงสิ่งที่เกิดขึ้นกับบาดแผลทางใจของตัวเอง และฉันก็กำลังตัดสินเขาและตัดสินสิ่งที่เขากระทำว่าเป็นเรื่องที่รุนแรงกว่าที่มันเป็น เพราะบาดแผลภายในจิตใจของตัวเอง" เธอกล่าว
"ฉันเริ่มรู้สึกผิดและตำหนิตัวเองอยู่ในใจสำหรับเรื่องราวทั้งหมด"
คำสารภาพของยูเดน
ยูเดนเก็บงำเรื่องนี้อยู่ห้าปี กระทั่งเขาสารภาพมันออกมาในปี 2025 ในขณะที่ตัวเขาเองเข้ารับการรักษาโรคมะเร็งลำไส้
"ฉันคิดว่าต้องมีบางอย่างที่ค้างคาอยู่ในใจเขา เพราะตอนนี้เขาได้เห็นอีกมุมหนึ่งแล้วว่าฉันเคยผ่านอะไรมา" โอเวอร์ตันบอก
"เขาพูดถึงอยู่บ่อย ๆ ว่าเขาดูแลฉันได้ไม่ดีนักตอนที่ฉันกำลังรักษาตัว"
คำพูดของเขาทำให้โอเวอร์ตันนึกถึงเหตุการณ์เมื่อห้าปีก่อนที่เธอตื่นขึ้นมาและพบว่ายูเดนกำลังมีเพศสัมพันธ์กับเธอ
"ฉันกดดันเขา 'คุณหมายความว่ายังไง ที่ว่าดูแลฉันไม่ดีหมายถึงอะไร ในแง่ไหน?'" โอเวอร์ตันกล่าว

ที่มาของภาพ, Derbyshire Police
ช่วงหนึ่งของการสนทนาที่โอเวอร์ตันบอกว่ากินเวลาสองวัน ยูเดนโทรหาเพื่อนคนหนึ่งและยอมรับในสิ่งที่เขาได้กระทำลงไป ก่อนจะกลับบ้านและสารภาพกับโอเวอร์ตัน
เธอรู้สึกเหมือนถูกหักหลังและขยะแขยง แต่ก็ไม่ได้จบความสัมพันธ์ลงในทันที เธอรู้สึกว่าตัวเองยังคงพึ่งพายูเดนและเธอก็รักเขาด้วย
ตอนนั้นโอเวอร์ตันเข้ารับการบำบัดแบบกลุ่มอยู่แล้ว จากประสบการณ์เคยถูกล่วงละเมิดทางเพศในอดีต และเธอพูดถึงเรื่องนี้ในระหว่างการบำบัดครั้งหนึ่งหลังยูเดนเอ่ยคำสารภาพ
"หนึ่งในนักจิตวิทยาการปรึกษา หนึ่งในนักบำบัดนั่นแหละที่เป็นคนดึงสติฉันกลับมา เพราะตอนนั้นฉันแตกสลาย ฉันร้องไห้จนน้ำตาไหลเป็นสายน้ำและพูดว่า 'ฉันจะทำยังไงดี ฉันจะหยุดเขาไม่ให้ทำแบบนั้นได้ยังไง'" โอเวอร์ตันเล่า
"แล้วเธอก็บอกว่า 'คุณต้องเตะเขาออกไปและเรียกตำรวจ' และต่อมาในวันเดียวกันเธอก็บอกฉันว่าทีมเพิ่งได้ประชุมคุ้มครองสวัสดิภาพ และพวกเธอจะแจ้งตำรวจเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น ซึ่งเมื่อถึงจุดนั้นฉันก็รู้แล้วว่าเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในมือฉันอีกต่อไป"

คดีนี้ถูกมอบหมายไปถึงมือสารวัตรสืบสวนหญิง เอเลนอร์ คีร์ตัน ของสถานีตำรวจดาร์บีเชอร์
"สิ่งแรกที่ฉันทำคือติดต่ออะเดล" เธอบอก
"มันเข้าใจได้เลยว่าเธอกำลังทุกข์ใจอย่างมากต่อสิ่งที่เกิดขึ้น"
หลังจากสอบปากคำโอเวอร์ตัน ตำรวจก็จับกุมตัวยูเดน
"เมื่อฉันสอบปากคำเขา เขาก็สารภาพในทันทีว่าเขาได้ทำอะไรลงไป" เอเลนอร์กล่าว
"เขายอมรับโดยทันทีว่าเขาได้ข่มขืนเธอ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ปกติมากที่การสืบสวนสอบสวนดำเนินไปทางนั้นอย่างรวดเร็ว"
ยูเดนถูกตั้งข้อหาข่มขืนสองกระทง และถูกศาลตัดสินความผิดในเวลาต่อมาให้ต้องโทษจำคุก 6 ปี 8 เดือน
คีร์ตีนบอกว่า สิ่งที่โอเวอร์ตันทำได้ช่วยปกป้องผู้หญิงคนอื่น ๆ
"ความกล้าหาญและความเข้มแข็งของเธอได้ช่วยให้เราสามารถปกป้องคนอื่น ๆ อีกมากที่บุคคลนี้อาจก่อเหตุซ้ำแบบนี้ต่อไป" เธอกล่าว
"ถ้าใครรู้สึกว่าเรื่องแบบนี้อาจกำลังเกิดขึ้นกับตัวเอง ฉันอยากสนับสนุนให้พวกเธอเข้ามาพูดคุยกับเรา เพราะมีสิ่งต่าง ๆ ที่เราช่วยได้ และคดีนี้ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้ว"

ที่มาของภาพ, Adelle Overton
แต่โอเวอร์ตันยังคงพยายามทำความเข้าใจว่าเหตุใดคนรักที่เธอเชื่อว่ารักเธอมาตลอด 13 ปี จึงข่มขืนเธอในขณะที่เธอกำลังหลับ
"ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมบางคนถึงมีความสุขสมได้จากใครอีกคนที่ไม่มีการตอบสนองใด ๆ เลย สำหรับฉันมันคือสิ่งที่ไม่สมเหตุสมผลเลย" เธอกล่าว
"เขามีรสนิยมชื่นชอบบางอย่างต่อผู้หญิงที่กำลังหลับใหลซึ่งฉันไม่รู้ว่าจะอธิบายมันยังไง"
"เขาต้องการให้ฉันหลับสนิทและเขาอยากให้ฉันไม่รู้สึกตัวเลยว่าเขากำลังทำอะไร"
โอเวอร์ตันสงสัยว่ายูเดนอาจวางยาเธอด้วยยารักษาของเธอเองเนื่องจากเขาเป็นผู้ควบคุมการใช้ยาของเธอทั้งหมด
"ฉันมีกล่องแบ่งยากล่องเล็ก ๆ และเขาจะจัดยาทั้งหมดให้กับฉัน" เธอบอก
"ตอนนี้ฉันเหลือยาที่มีฤทธิ์กดประสาทน้อยกว่ายาตัวอื่นมาก ฉันก็เลยสงสัยมากว่าเขาให้ยาเกินขนาดเพื่อพยายามทำให้ฉันหลับต่อไปหรือเปล่า"
คีร์ตันบอกว่าตำรวจเรียกคดีนี้ว่าเป็น "คดีที่เกิดขึ้นในอดีต" ทำให้หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์และพิษวิทยาไม่อาจยืนยันได้ว่ามีการให้ยาเกินขนาดจริงหรือไม่
นอกจากนี้ก็ไม่มีการนำหลักฐานในข้อสันนิษฐานนี้เข้าสู่การพิจารณาในศาลด้วย
แต่ยูเดนยอมรับกับตำรวจว่า เขาได้ข่มขืนโอเวอร์ตันครั้งหนึ่งในขณะที่เธอกำลังรับเคมีบำบัด ซึ่งทำให้เธอเหนื่อยล้ากว่าปกติ
"ฉันคิดว่าจริง ๆ แล้วเขาเป็นฝ่ายพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาก่อนด้วย โดยบอกว่าเธอกำลังรับเคมีบำบัด และเขายอมรับว่าเธออยู่ภายใต้ฤทธิ์ยาในช่วงเวลาที่เกิดเหตุ"

ในขณะที่ยูเดนถูกตั้งข้อหาข่มขืนโอเวอร์ตันรวมสองครั้ง แต่โอเวอร์ตันเชื่อว่าเขาข่มขืนเธอมากครั้งกว่านั้น
"เขาบอกฉันว่าเขาทำมัน 7-8 ครั้ง" โอเวอร์ตันบอก
ชารี โอเวอร์ตัน ลูกสาวของเธอ บอกว่าเป็นเรื่องยากที่ต้องเห็นผลกระทบที่เกิดขึ้นกับแม่จากอาชญากรรมที่ยูเดนก่อ
"ตอนนี้เธอเปลี่ยนไปมาก ฉันเห็นได้ว่าความมั่นใจของเธอลดลงไปมาก" ชารีกล่าว
"และฉันก็ภูมิใจในตัวเธอมากที่เดินหน้าในเรื่องนี้ คุยกับตำรวจ คุยกับศาล และยืนหยัดปกป้องตัวเอง"
โอเวอร์ตันหวังว่าเรื่องราวของเธอจะทำให้ผู้ที่มีความเปราะบางคนอื่น ๆ เห็นว่า พวกเธอไม่จำเป็นต้องอดทนต่อการล่วงละเมิดที่เกิดขึ้นจากน้ำมือของคนที่เรียกตัวเองว่าเป็นผู้ดูแล
"ฉันรู้สึกว่าฉันต้องพูดมันออกมา เพราะมันทำให้ฉันคิดว่ามีผู้ที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้อีกกี่คนที่กำลังตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน เมื่อมีบางคนมีอำนาจควบคุมพวกเธอ" เธอกล่าว
"ในช่วงไม่กี่เดือนแรกหลังรู้ความจริงทุกอย่าง ฉันเคยคิดว่าบางทีมันอาจจะเป็นการจ่ายค่าดูแลตอบแทนให้กับเขา บางทีการชดใช้ด้วยสัมพันธ์ลึกซึ้งอาจเป็นสิ่งที่ฉันติดค้างเขา แต่ฉันไม่ได้ติดค้างอะไรเลย และไม่มีใครติดค้างด้วยเช่นกัน"































