หยุดภาวะ "ดีเด่นเฟ้อ" ข้าราชการต้อง "เอ๊ะเก่ง" โฉมหน้าราชการไทยที่ ก.พ. อยากเห็นในยุคปฏิรูป

การปฏิรูประบบราชการให้เป็น "ราชการทันใจ" เป็นหนึ่งในนโยบายของรัฐบาล "อนุทิน 2" ที่แถลงต่อรัฐสภาเมื่อ 9 มี.ค.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, การปฏิรูประบบราชการให้เป็น "ราชการทันใจ" เป็นหนึ่งในนโยบายของรัฐบาล "อนุทิน 2" ที่แถลงต่อรัฐสภาเมื่อ 9 มี.ค.
    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • Published
  • เวลาอ่าน: 12 นาที

ระบบราชการไทยจะเปลี่ยนโฉมหน้าไปอย่างไรภายใต้แผนปฏิรูปราชการปี 2569 น่าจะเป็นคำถามแรก ๆ ที่สังคมฉุกคิดหลังได้ยินข่าว-ได้ยินคำสำคัญจากคนในรัฐบาล "อนุทิน 2" ทั้งกลางรัฐสภาและในหน้าสื่อ

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นทั้ง 3 ประธาน - คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.), คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.), คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) - ไม่ต้องการใช้คำว่า "ปฏิรูประบบราชการ" โดยให้เหตุผลว่า "เป็นภาพจำของความล้มเหลว มีการตั้งคณะกรรมการ ตั้งคณะทำงาน แต่ไม่ลงมือทำ จึงขอใช้คำว่า 'การพัฒนาประสิทธิภาพระบบราชการ' แทน"

เป้าหมายสำคัญของการปฏิรูประบบราชการระลอกนี้ เป็นไปเพื่อถอดสลัก "ระเบิดเวลาทางการคลัง" โดยหวังลดงบประมาณรายจ่ายประจำลง แล้วเพิ่มสัดส่วนงบลงทุนและพัฒนาจากราว 20% เป็น 30%

ในปีงบประมาณ 2570 รัฐบาลต้องกันเงิน 1.24 ล้านล้านบาท จากงบประมาณแผ่นดิน 2.78 ล้านล้านบาทของรายจ่ายประจำไปใช้จ่ายเกี่ยวกับบุคลากรภาครัฐที่มีอยู่ 3 ล้านคน แบ่งเป็น งบบุคลากรโดยตรง 6.7 แสนล้านบาท เพื่อจ่ายเงินเดือน, ค่าตอบแทน, ค่าจ้าง และงบกลาง 5.72 แสนล้านบาท เพื่อจ่ายเบี้ยหวัดบำนาญ, ค่ารักษาพยาบาล, เงินสำรองและเงินสมทบ, เงินเลื่อนขั้นและปรับวุฒิ, เงินช่วยเหลือ, เงินสมทบ

นี่จึงกลายเป็นเงื่อนไขบังคับที่ทำให้ราชการไทยไม่ปฏิรูปไม่ได้ และถูกมองว่าเป็นการเขย่าแวดวงราชการครั้งใหญ่ในรอบ 25 ปีนับจากการปฏิรูปราชการในยุครัฐบาล "ทักษิณ" เมื่อปี 2545

"ผมไม่กล้าพูดว่าใหญ่ที่สุดหรือเปล่า แต่ผมคิดว่ามัน comprehensive (ครอบคลุมทุกมิติ/กินวงกว้าง) มันมีความใหญ่ของมันมาก จริง ๆ ต้องให้เครดิตท่านรองนายกฯ ปกรณ์ ต้องให้เครดิตรัฐบาลที่สนับสนุนให้มีการปรับปรุงระบบข้าราชการในระดับนี้ เพราะถ้าปราศจากเจตจำนงทางการเมือง ทุกที่ในโลกการปรับปรุงระบบราชการขนานใหญ่ มันเกิดขึ้นไม่ได้แน่นอน" นายปิยวัฒน์ ศิวรักษ์ เลขาธิการ ก.พ. กล่าวกับบีบีซีไทย

เริ่มจากวิเคราะห์ลักษณะงาน ไม่ได้เอา 11 สายงานเป็นตัวตั้ง

คำถามต่อมาคือ เมื่อรัฐบาลอนุทิน "พูดแล้ว" หน่วยปฏิบัติที่รับผิดชอบเรื่องการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐอย่างสำนักงาน ก.พ. จะ "ทำ" ให้เกิดผลได้อย่างไร

"ถ้าเราเห็นข่าวตามหน้าสื่อ กำลังคนเป็น pain point (จุดเจ็บปวด/ปัญหาที่ต้องแก้) ไม่ใช่แค่ระบบราชการ แต่เป็น pain point ของประเทศ เพราะค่าใช้จ่ายด้านกำลังคนเป็นสัดส่วนที่สูงในงบประมาณแต่ละปี" นายปิยวัฒน์บอก ก่อนไล่เลียงแผนปฏิบัติการของสำนักงาน ก.พ. ภายใต้เป้าหมายลดกรอบอัตรากำลังลงไม่น้อยกว่า 15% จากฐานข้าราชการพลเรือนที่มีอยู่ปัจจุบัน 4.1 แสนคน ภายในปีงบประมาณ 2575

ข้อมูลข้าราชการ

แนวทางการปฏิรูประบบราชการที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อ 11 ส.ค. อยู่ภายใต้ 3 หลักการสำคัญ ดังนี้

  • ตรึงอัตรากำลังไว้เท่าเดิม "เราพยายามไม่ให้มันโตมากไปกว่านี้ และระงับคำขอเพิ่มตำแหน่งใหม่"
  • ยุบเลิกตำแหน่งที่ไม่ได้ใช้ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2567 และตำแหน่งที่ว่างจากการเกษียณอายุราชการในปีงบประมาณ 2570 ซึ่งเดิมเคยทดแทนด้วยการจ้างงานรูปแบบพนักงานราชการ (ยกเว้นสายงานแพทย์และทันตแพทย์ของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข และผู้ปฏิบัติงานในเรือนจำ) ซึ่งเลขาธิการ ก.พ. ระบุว่ามีกว่า 1 หมื่นตำแหน่ง
  • ทยอยยุบเลิกตำแหน่งใน 11 สายงานสนับสนุนเมื่อข้าราชการเกษียณอายุตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570 ซึ่งเลขาธิการ ก.พ. ย้ำว่า ไม่ได้ยุบสายงาน แต่เปลี่ยนไปใช้รูปแบบการจ้างงานอื่นแทน

"เราไม่ได้เริ่มต้นจากว่าต้องเอา 11 สายงานนี้เป็นตัวตั้ง แต่มาจากการวิเคราะห์ลักษณะงานและความจำเป็นที่ต้องใช้อำนาจหน้าที่นั้นด้วยสถานะข้าราชการหรือไม่" นายปิยวัฒน์ชี้แจง

เขาขยายความว่า 2 กลุ่มงานที่ ก.พ. จะ "ไม่เข้าไปแตะต้อง" คือ กลุ่มงานที่ต้องใช้เทคนิคหรือใช้องค์ความรู้เฉพาะ เช่น ช่างโยธา และกลุ่มงานที่ต้องใช้อำนาจรัฐ ควบคุมกฎหมายและระเบียบ เช่น นิติกร บัญชี พัสดุ แต่สำหรับงานสนับสนุนที่สามารถปรับรูปแบบการจ้างงานได้โดยไม่จำเป็นต้องมีสถานะเป็นข้าราชการ จัดกลุ่มได้ 11 สายงาน

"ก.พ. ไม่ได้จะยกเลิกวิชาชีพบรรณารักษ์ เพียงแต่ปรับรูปแบบการจ้างงาน บรรณารักษ์ของกรมศิลปากร (สังกัดกระทรวงวัฒนธรรม) เราก็ไม่ได้ยุบ ไม่ได้ด้อยค่างานของเขาเลย แต่มันมีโจทย์ที่ใหญ่กว่าคือต้องบริหารจัดการระบบราชการในภาพรวมให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อทั้งหมดของประเทศ ยืนยันว่าเคารพทุกวิชาชีพ" เลขาธิการ ก.พ. ระบุ

สมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทยฯ ยื่นหนังสือถึงนายกฯ ผ่านศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ทำเนียบฯ เมื่อ 24 ส.ค. เพื่อขอให้ทบทวนการยุบตำแหน่งบรรณารักษ์เมื่อผู้ดำรงตำแหน่งเกษียณอายุตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570 เป็นต้นไป

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, สมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทยฯ ยื่นหนังสือถึงนายกฯ ผ่านศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ทำเนียบฯ เมื่อ 24 ส.ค. เพื่อขอให้ทบทวนการยุบตำแหน่งบรรณารักษ์เมื่อผู้ดำรงตำแหน่งเกษียณอายุตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570 เป็นต้นไป

ก่อนหน้านี้ สมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทยฯ ได้ยื่นหนังสือถึงรัฐบาลขอให้ทบทวนมาตรการยุบเลิกตำแหน่งบรรณารักษ์ในภาครัฐเอาไว้ก่อน จนกว่าจะศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้าน เพราะ "ไม่มีประเทศใดในโลกทำเช่นนี้" จึงน่าสนใจว่าเหตุใดวิชาชีพเฉพาะอย่างบรรณารักษ์ถึงเป็น 1 ในกลุ่ม 11 สายงานที่จะทยอยยุบเลิกตำแหน่ง-เลิกบรรจุเป็นข้าราชการ

เลขาธิการ ก.พ. ทวนคำถาม "ทำไมบรรณารักษ์ถึงอยู่ในกลุ่ม 11 สายงาน ด้วยรูปแบบของห้องสมุด มันกําลังเปลี่ยนไป มันใช้เทคโนโลยีมาแทนได้ แม้กระทั่งการเซ็ตระบบจัดเก็บข้อมูล ผมคิดว่าเราต้องปรับ"

ก.พ. เคาะหลักการเออร์ลีรีไทร์แล้ว หาทางให้วิน-วิน

อีกมาตรการที่รัฐบาลเตรียมนำมาใช้เพื่อลดคน-ปรับโครงสร้างคือ มาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนด หรือเออร์ลีรีไทร์ (early retirement) โดยกำหนดกลุ่มเป้าหมายเอาไว้ 2 กลุ่มคือ 1. กลุ่มข้าราชการอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือมีอายุราชการตั้งแต่ 25 ปีขึ้นไป 2. กลุ่มข้าราชการอายุ 40-49 ปี และมีอายุราชการตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป โดยผู้เข้าร่วมมาตรการจะได้รับเงินก้อนสูงสุดไม่เกิน 12 เท่า

เงื่อนไขสำหรับข้าราชการที่สมัครใจออกคือ ห้ามกลับเข้ารับราชการ หรือกลับมาเป็นพนักงานประจำในหน่วยงานภาครัฐทุกประเภท

ส่วนเงื่อนไขของส่วนราชการต้นสังกัดคือ ต้องยุบเลิกตำแหน่งเท่ากับจำนวนผู้เข้าร่วมมาตรการ ทว่าไม่จำเป็นต้องยุบตามตำแหน่งเดิมของผู้เข้าร่วมมาตรการ โดยให้บริหารจัดการว่าจะนำตำแหน่งใดมายุบตามความเหมาะสมของภารกิจและโครงสร้างองค์กร

นายปิยวัฒน์เปิดเผยว่า ที่ประชุม ก.พ. เห็นด้วยในหลักการของมาตรการเออร์ลีรีไทร์แล้ว แต่ให้สำนักงาน ก.พ. ไปทบทวนเล็กน้อยเกี่ยวกับประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับตัวข้าราชการ เช่น จะเปิดช่องให้คนอายุน้อยกว่า 50 ปีที่ไม่สบาย หรือคนที่ต้องการไปดูแลพ่อแม่ที่เป็นผู้ป่วยติดเตียงหรือสมองเสื่อม จะออกได้ด้วยมาตรการนี้หรือไม่ หรือกลุ่มคนอายุ 40-49 ปี จะให้ออกด้วยเหตุผลอะไร เพราะ "ที่ประชุม ก.พ. เป็นห่วงว่าเขาจะออกไหมนะ เขายังเด็กอยู่นะ อายุ 40 ปีสมัยนี้ถือว่ายังเด็กอยู่ จะวิน-วิน (Win Win – ได้ประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย) ได้อย่างไร" ทั้งนี้สำนักงาน ก.พ. จะจัดทำหลักเกณฑ์และเสนอเข้าสู่การพิจารณาของบอร์ด คปร. ในเดือน ต.ค.

นายกฯ และ ขรก.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

ไม่แน่ใจงบดูแลข้าราชการหัวละ 40 ล้านอยู่ภายใต้สมมติฐานใด

อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตจาก รศ.ดร.สามชาย ศรีสันต์ ประธานบริหารหลักสูตรบัณฑิตศึกษา วิทยาลัยพัฒนาศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) บนเวทีเสวนา "ปฏิรูปข้าราชการ Firming Thailand?" เมื่อ 5 ก.ย. ว่า การประกาศว่าจะลดรายจ่ายประจำลงให้เหลือ 30% จาก 70% ด้วยการทำโครงการเกษียณก่อนกำหนด 30,000 ตำแหน่ง อาจไม่สามารถลดค่าใช้จ่ายลงได้สักเท่าไร ขณะเดียวกันรัฐบาลเตรียมการว่าจะนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้แทน และจ้างเหมาบริการจากภายนอก (outsource) เข้ามาทดแทนอัตรากำลังที่จะออกไปซึ่งจะต้องมีการวางระบบและจ้างผู้ดูแลระบบ (admin) ดังนั้นอาจเป็นเพียงการเปลี่ยนหมวดงบประมาณไปเป็นงบด้านอื่นจากเดิมเป็นงบรายจ่ายด้านบุคลากรหรือไม่

ในเวทีเดียวกันนี้ รศ.ดร.สุนิสา ช่อแก้ว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มธ. ได้นำเสนอข้อมูลวงเงินที่รัฐต้องจ่ายให้ข้าราชการ 1 คนตลอดช่วงชีวิต ตั้งแต่วันแรกที่บรรจุถึงวันเกษียณ ได้บำนาญ ได้เงินสวัสดิการ จนกระทั่งเสียชีวิต ในบริบทสังคมสูงวัยที่อายุเฉลี่ยยืดออกไป

"รัฐต้องใช้เงินสูงถึงประมาณ 40 ล้านบาทต่อคน เมื่อคูณด้วยตัวเลข 1.7 ล้านคน (จำนวนข้าราชการทุกประเภททั้งประเทศ) นี่คือตัวเลขที่ไปกินพื้นที่ทางการคลังอย่างมหาศาล" รศ.ดร.สุนิสากล่าว

ต่อมา รศ.ดร.สุนิสาได้อธิบายเพิ่มเติมว่า ตัวเลขดังกล่าวคิดจากฐานตำแหน่งประเภทวิชาการ เพราะเป็นแท่งที่มีคนส่วนใหญ่อยู่เยอะสุด บางคนอาจได้มากกว่าหรือน้อยกว่านี้ และย้ำว่า "ไม่ได้ดูหมิ่นข้าราชการ มีแต่พูดเรื่องคุณค่าของอาชีพนี้"

ผลจากการเปิดประเด็นของนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ในภาครัฐ ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางจากคนในแวดวงราชการ ซึ่งเลขาธิการ ก.พ. เห็นว่า "เป็นเรื่องดีที่ทําให้สังคมเอ๊ะ" และสํานักงาน ก.พ. เองก็ต้องเอ๊ะด้วยว่ามันสูงเกินไปหรือไม่ อย่างไรก็ตามเขาชี้ว่าการคำนวณขึ้นอยู่กับสมมติฐาน ทั้งสมมติฐานอายุขัยของชีวิต, เงินเดือนเฉลี่ยที่ตรงไหน, เกษียณด้วยเงินเดือนเฉลี่ยเท่าไร เพียงแค่ 2-3 สมมติฐานนี้ ตัวเลขก็เปลี่ยนแล้ว

"ถ้าเลือกหยิบมาจากแท่งวิชาการ สมมติโมเดลที่ 1 บอกว่าโดยเฉลี่ยข้าราชการจะเกษียณที่ระดับชํานาญการ กับโมเดลที่ 2 บอกว่าเกษียณที่ระดับชํานาญการพิเศษ เพียงเท่านี้ตัวเลขก็ต่างกันมากแล้ว เพราะฉะนั้นสมมติฐานของอาจารย์คืออะไร คงต้องลงไปดูกัน" นายปิยวัฒน์กล่าว

ข้อมูลจากจากสำนักงาน ก.พ. ระบุว่า ข้าราชการพลเรือนสามัญส่วนใหญ่ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับชำนาญการ 40.09% รองลงมาคือประเภทวิชาการ ระดับปฏิบัติการ 24.98% และประเภททั่วไป ระดับชำนาญงาน 13.64% ขณะที่ระดับที่มีผู้ดำรงตำแหน่งน้อยที่สุดคือ ประเภททั่วไป ระดับทักษะพิเศษ มีเพียง 0.001% ในขณะที่ประเภทบริหาร ระดับต้น และระดับสูง มีผู้ดำรงตำแหน่ง 0.14% และ 0.13% ตามลำดับ

วีระ ธีระภัทรานนท์ ยอมรับว่า ข้อเสนอของเขาอาจทำให้ข้าราชการไม่พอใจ “รัฐบาลที่กำลังจะมีปัญหาค่อนข้างวิกฤต คนที่อยู่ในหน่วยราชการก็เหมือนลูกจ้างของบริษัทที่กำลังจะล้มละลายหรืออยู่ในฐานะที่ต้องฟื้นฟูกิจการ ก็ต้องเสียสละด้วย”

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, วีระ ธีระภัทรานนท์ ยอมรับว่า ข้อเสนอของเขาอาจทำให้ข้าราชการไม่พอใจ "รัฐบาลที่กำลังจะมีปัญหาค่อนข้างวิกฤต คนที่อยู่ในหน่วยราชการก็เหมือนลูกจ้างของบริษัทที่กำลังจะล้มละลายหรืออยู่ในฐานะที่ต้องฟื้นฟูกิจการ ก็ต้องเสียสละด้วย"

เรื่อง "เงิน" กับ "คน" ในภาคราชการยังถูกหยิบยกมาอภิปรายกลางสภาผู้แทนราษฎรในระหว่างพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วาระที่ 2 เมื่อ 7 ก.ย. โดยนายวีระ ธีระภัทรานนท์ กรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 เสนอให้ตัดงบประมาณที่ใช้เลื่อนเงินเดือนและเงินปรับวุฒิข้าราชการ 13,000 ล้านบาททั้งก้อนที่อยู่ในงบกลาง โดยให้เหตุผลว่าขณะนี้ไม่ใช่สถานการณ์ปกติ ฝ่ายราชการควรใช้หลักร่วมทุกข์ร่วมสุขกับประชาชน ใช้หลักสมานัตตตา (แปลได้ว่าการวางตนเสมอกัน)

"ตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2527 และปี 2540 ข้าราชการหรือคนที่เกี่ยวข้องกับราชการที่รับเงินเดือนกับงบประมาณไม่เคยได้รับผลกระทบ ไม่เคยถูกปรับลด ไม่เคยอะไรเลย ทีนี้ครั้งต่อไปที่มันจะเกิดหรืออาจจะเกิด ผมคิดว่าถ้าทางหน่วยราชการจะร่วมทุกข์ร่วมสุขกับประชาชน ปีหน้าถ้าเป็นไปได้ ผมเสนอให้ freeze (แช่แข็ง/ระงับ) เงินเดือนและการขึ้นเงินเดือนข้าราชการสัก 1-2 ปี เพื่อให้เราเหลือพื้นที่ที่จะใช้เงินที่มีน้อยอยู่แล้วให้มันเกิดประโยชน์ที่สุด" นายวีระอภิปรายกลางสภาเมื่อ 7 ก.ย.

กมธ.งบประมาณผู้นี้เข้าไปดำรงตำแหน่งในสัดส่วนของ ครม. โดยเจ้าตัวระบุว่าที่พูดเรื่องนี้เพราะต้องการส่งสัญญาณให้เห็นความจำเป็น แม้ในความเป็นจริงเข้าใจว่างบก้อนนี้ไม่สามารถตัดได้ก็ตาม

ปรับการประเมินผลงานใหม่-นำร่อง 3 กรม หลังพบ "ดีเด่นเฟ้อ"

นักวิชาการหลายคนระบุตรงกันว่า การปฏิรูประบบราชการไม่ควรพูดถึงแค่รายจ่ายที่จะต้องลดลง แต่ควรพูดถึงการทำงานที่มีคุณภาพของข้าราชการและสิ่งที่ประชาชนจะได้จากการให้บริการที่ดีขึ้น

การเพิ่มคุณภาพของข้าราชการจึงเป็นหนึ่งในโจทย์ที่สำนักงาน ก.พ. หยิบยกมาพิจารณาอย่างจริงจัง หลังวิเคราะห์การประเมินผลการปฏิบัติราชการของข้าราชการแล้วพบว่าอยู่ในสถานการณ์ที่นายปิยวัฒน์ใช้คำว่า "ดีเด่นเฟ้อ"

"สถานการณ์ 'ดีเด่นเฟ้อ' คือมีข้าราชการราว 70% ได้รับการประเมินว่าอยู่ในระดับดีเด่น จากเกณฑ์ประเมิน 5 ระดับ บางกรมดีเด่นเกือบทั้งกรม ดังนั้นเราต้องการให้มาตรฐานในการประเมินผลการปฏิบัติงานเป็นมืออาชีพจริง ๆ... ไม่อย่างนั้น สมมติมีเงิน 100 บาท ดีเด่นไป 70 คน หรือ 90 คน ทำแทบตายได้เลื่อนขั้นนิดเดียว มันเลยกลายเป็นสิทธิ ไม่ใช่ความสามารถ เราต้องการเพิ่มคุณค่าของคำว่า 'ดีเด่น' ให้มันศักดิ์สิทธิ์" นายปิยวัฒน์กล่าว

ในการประเมินผลงานของข้าราชการ จะพิจารณาจากผลสัมฤทธิ์ของการปฏิบัติราชการ และพฤติกรรมการปฏิบัติราชการหรือสมรรถนะ ซึ่งสำนักงาน ก.พ. ได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินเอาไว้เป็นแนวทาง โดยแต่ละปีจะประเมินกัน 2 รอบคือ ช่วง 1 ต.ค.-31 มี.ค. ของปีถัดไป และช่วง 1 เม.ย.-30 ก.ย. เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาความดีความชอบ การเลื่อนตำแหน่ง และการเลื่อนขั้นเงินเดือน

สำหรับคะแนนการประเมินผลแบ่งออกเป็น 5 ระดับ ได้แก่ ดีเด่น (มากกว่า 90-100 คะแนน) ดีมาก (มากกว่า 80-90 คะแนน) ดี (มากกว่า 70-80 คะแนน) พอใช้ (60-70 คะแนน) ต้องปรับปรุง (น้อยกว่า 60 คะแนน)

ทว่าเมื่อเกิดสถานการณ์ "ดีเด่นเฟ้อ" ขึ้น ที่ประชุมบอร์ด ก.พ. เมื่อเดือน ก.ย. จึงมีมติเห็นชอบให้ทดลองปรับการประเมินผลการปฏิบัติราชการใน 3 กรมนำร่อง โดยใช้ระบบ Forced distribution/Managed ranking คือการจัดลำดับข้าราชการและจัดสัดส่วนคะแนนที่ชัดเจน โดยกำหนดให้ผลการประเมินระดับดีเด่นไม่เกิน 15% ของคนในกรมนั้น และดีมากไม่เกิน 35% ของคนในกรมนั้น เพื่อจะได้รู้ว่าใครเก่ง ใครควรพัฒนา

"มันไม่ได้แปลว่าตัดสินเพื่อให้เอามาประจานใคร แต่ต้องรู้ว่าใครสมควรจะได้รับการส่งเสริม ใครสมควรจะได้รับการพัฒนา ไม่อย่างนั้นเวลาเราคัดเลือกแต่งตั้งคนให้ไปอยู่ในระดับที่สูงขึ้น มันก็จะเกิดคําที่ว่าไม่รู้จะเลือกใครดี เพราะว่าเก่งกันหมด ไม่รู้จะพัฒนาใครดี เพราะว่าเก่งกันหมด" เลขาธิการ ก.พ. กล่าว

สำหรับ 3 หน่วยงานนำร่องคือ 3 หน่วยงานกลาง ได้แก่ สำนักงาน ก.พ., สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.), และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) ซึ่งนายปิยวัฒนบอกว่าหากปรับวิธีการและเกิดความชัดเจนแล้ว ก็จะขยายผลไปใช้กับทุกส่วนราชการต่อไป

ประเทศไทยตั้งเป้าหมายเข้าเป็นสมาชิกเต็มรูปแบบขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือโออีซีดี (Organisation for Economic Co-operation and Development – OECD) ให้ได้ในปี 2571 ซึ่งเลขาธิการ ก.พ. ระบุว่า มีรายงานของ OECD วิเคราะห์ประเทศในกลุ่มเขา ปรากฏว่าเจอปัญหา "ดีเด่นเฟ้อ" เช่นกัน "เราจึงจำเป็นต้องปรับตรงนี้ เพราะเราคงไม่อยากให้วันหนึ่งข้างหน้า เราต้องไปอยู่ในรายงานแบบนั้น"

ข้าราชการยุคใหม่ต้อง "เอ๊ะเก่ง"

"หากถามว่าราชการยุคต่อไป หน้าตาจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับว่าข้าราชการเราจะหน้าตาเป็นอย่างไร สำหรับผมคิดว่าข้าราชการไทยต้อง 'เอ๊ะเก่ง' เพราะเราอยู่ในโลกที่ผันผวน สลับซับซ้อน และมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ส่วนราชการจึงต้องพร้อมรับมือกับอนาคตซึ่งมีหลายปัญหา" นายปิยวัฒน์กล่าว

คำว่า "เอ๊ะ" ของเลขาธิการ ก.พ. ไม่ใช่แค่ "เอ๊ะ" เดียว แต่มีถึง 3 เอ๊ะ

  • เอ๊ะในเชิงยุทธศาสตร์: ต้องตระหนักตลอดเวลาว่าสิ่งที่เคยทำได้ดี มันยังเป็นสิ่งนั้นอยู่หรือไม่ เมื่อการค้าเปลี่ยน กำแพงภาษีเปลี่ยน สิ่งแวดล้อมและสภาพอากาศเปลี่ยน ภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยน งานที่ทำต้องปรับอย่างไร "ไม่อย่างนั้นเราจะภูมิใจกับสิ่งเดิม ๆ เปรียบเหมือนคนขับรถที่มองแต่กระจกหลัง ไม่ได้มองกระจกหน้า"
  • เอ๊ะตัวเอง: ถ้างานเปลี่ยน เราทำได้หรือไม่ เตรียมพร้อมอย่างไร
  • เอ๊ะคนอื่น: เข้าใจเพื่อนร่วมงาน เพราะราชการยุคใหม่ต้องทำงานเป็นทีม และเข้าใจประชาชนในฐานะลูกค้า
3 คำสำคัญของปิยวัฒน์ ศิวรักษ์ ต่อการปฏิรูประบบราชการรอบนี้คือ ลดปริมาณ เพิ่มคุณภาพ สร้างความยั่งยืน

ที่มาของภาพ, OCSC

คำบรรยายภาพ, 3 คำสำคัญของปิยวัฒน์ ศิวรักษ์ เลขาธิการ ก.พ. ต่อการปฏิรูประบบราชการรอบนี้คือ ลดปริมาณ เพิ่มคุณภาพ สร้างความยั่งยืน

ย้อนไปในช่วงการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือโควิด-19 เมื่อปี 2562 ผู้คนทั่วโลกต้องปรับรูปแบบการใช้ชีวิต จนเกิดคำศัพท์ใหม่ new normal หรือ "ความปกติใหม่" ซึ่งในสายตาของนายปิยวัฒน์มองเห็นหลาย new อยู่ในนั้นและยังต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน ส่งผลให้ระบบราชการต้องปรับตัวขนานใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น new challenge ความท้าทายใหม่จากปัญหาใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา, new stakeholder ผู้มีส่วนได้เสียหน้าใหม่ที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ เขาบอกว่าประเทศไทยมีภาคประชาชนที่แข็งแรงขึ้น มีหน่วยงานคอยตรวจสอบมากมาย และยังมีต่างประเทศเข้ามาเกี่ยวข้อง, new technology เทคโนโลยีใหม่ที่ทำให้ราชการต้องปรับตัว, และ new generation ทั้งคนรุ่นใหม่ที่เป็นลูกค้าของราชการ และคนรุ่นใหม่ที่เข้ามารับราชการ

นอกจากการเปลี่ยนแปลงในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ นายปิยวัฒน์ชี้ว่าสิ่งที่ทำทั้งหมดจะยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อเกิดความเชื่อถือศรัทธาต่อระบบราชการ

เขาอุปมาการออกแบบระบบราชการเป็นเหมือนกับสวนสาธารณะใจกลางกรุงอย่างสวนลุมพินี ซึ่งมีผู้คนแยกกันเดินทาง-ไปใช้บริการด้วยวัตถุประสงค์ที่แตกต่าง บ้างก็ไปรำไทเก็ก, เต้นแอโรบิค, ชมการแสดงดนตรีวงรอยัลแบงค์คอกซิมโฟนีออร์เคสตร้า ทว่าจุดประสงค์ร่วมที่เหมือนกันคือต้องการมีคุณภาพชีวิตที่ดี ดังนั้นคนที่เข้ามารับราชการอาจมาด้วยหลากหลายเหตุผล บางคนอยากเป็นนิติกร, เป็นนักวิทยาศาสตร์, บางคนอยากรับราชการทํางานอะไรก็ได้, บางคนเข้ามาเพื่อทําให้คุณพ่อคุณแม่ภูมิใจ

"สํานักงาน ก.พ. จะทําให้สังคมมั่นใจไม่ว่าใครก็ตาม มาด้วยวัตถุประสงค์อะไรก็ตามที่มารับราชการ เขาเป็นคนเก่ง คนดี และทําสิ่งที่เกิดประโยชน์ให้กับประชาชนและประเทศ แล้วคนที่อยู่ในสวนของสํานักงาน ก.พ. มีความสุข" นายปิยวัฒน์กล่าว

ความท้าทายในการ "รีดไขมัน"

แต่ถึงกระนั้นการปฏิรูประบบที่มีผู้คนหลักล้านเข้าไปเกี่ยวข้องย่อมก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมมหาศาล โดยมีความเคลื่อนไหวของชาวบรรณารักษ์เป็นภาพสะท้อนแรก

มีการคาดการณ์กันว่าหากเริ่มดำเนินการขั้นต่อไปด้วยการยุบเลิกราชการส่วนกลางในส่วนภูมิภาค ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 10,010 หน่วยงาน มีบุคลากรส่วนราชการปฏิบัติงานในภูมิภาคถึง 4.3 แสนคน น่าจะเกิดแรงต้านมหาศาล

เกี่ยวกับเรื่องนี้ เลขาธิการ ก.พ. ตอบในเชิงหลักการว่าเมื่อต้องมีการรีดไขมัน ก็ต้องดูว่ามีกี่วิธีในการโยกย้าย-ถ่ายโอน-เข้ามาตรการบำนาญเหตุทดแทน ซึ่งสำนักงาน ก.พ. ต้องออกแบบร่วมกับกรมบัญชีกลาง

"มันก็เป็นความยาก แต่ต้องมองเป็น positive tension (ความตึงเครียดเชิงบวก) เพื่อประเทศ แล้วมันต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่แบบบางประเทศที่แบบเอาออก 2 แสนคนเลย เราไม่ทําแบบนั้น เราต้องมีความเป็นมนุษย์อยู่ในนั้นด้วย" นายปิยวัฒน์กล่าว

ในทัศนะของเลขาธิการ ก.พ. ความท้าทายในการแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติ ทำให้เป้าหมายการปฏิรูปราชการบรรลุผลสำเร็จจึงอยู่ที่การสื่อสาร