"เหตุใดเด็กถึงฆ่าคน": บีบีซีไทยสัมภาษณ์พิเศษ 'ปีเตอร์ แลงแมน' นักวิจัยระดับโลกด้าน 'ผู้ก่อเหตุกราดยิงในโรงเรียน'

Getty Images/Thai News Pix

ที่มาของภาพ, Getty Images/Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, ดร.ปีเตอร์ แลงแมน นักวิจัยประเด็น 'ผู้ก่อเหตุกราดยิงในโรงเรียน' ที่ศึกษาหัวข้อนี้มากว่า 20 ปี และเขียนหนังสือเกี่ยวกับผู้ก่อเหตุวัยเยาว์เหล่านี้มาแล้วถึง 3 เล่ม
    • Author, ปณิศา เอมโอชา
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • Published
  • เวลาอ่าน: 16 นาที

คำเตือน: เนื้อหามีรายละเอียดที่อาจทำให้รู้สึกสะเทือนใจ

หลังเกิดเหตุเด็กชายวัย 14 ปี สังหารปู่และย่าตนเองตั้งแต่ช่วงเช้ามืดของวันที่ 7 ส.ค. ก่อนจะเดินทางไปโรงเรียนตามปกติ และเปิดฉากยิงครูและนักเรียน ภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ในช่วงเวลาประมาณ 10.00 น. จนมีผู้เสียชีวิตรวมทั้งหมดอย่างน้อย 9 ราย นับรวมตัวผู้ก่อเหตุที่จบชีวิตตัวเองลงด้วย

โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นทำให้สังคมไทยกลับมาตั้งคำถามและตามหาคำตอบกันอย่างหนักว่ามูลเหตุจูงใจของ 'มือปืนโรงเรียน' ผู้นี้คืออะไร และเราจะป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยเช่นนี้ได้หรือไม่ เพราะเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ในเดือน ก.พ. ก็มีเหตุชายวัย 18 ปี บุกเข้าไปในโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา จับตัวนางศศิพัชร สินสโมสร ผู้อำนวยการโรงเรียนและนักเรียนเป็นตัวประกัน ก่อนลงท้ายด้วยการที่ ผอ.โรงเรียนถูกยิงเสียชีวิต

ย้อนหลังไป 3 ปีก่อนหน้า ณ ห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน ใจกลางกรุงเทพมหานคร ได้เกิดเหตุเด็กชายวัย 14 ปี ก่อเหตุกราดยิงจนมีผู้เสียชีวิต 3 ราย แม้เหตุการณ์นั้นไม่ได้เกิดขึ้นในโรงเรียน ทว่าหัวใจสำคัญที่สุดของคำถามอาจไม่ได้แตกต่างกันมากนัก

ในบทความนี้ บีบีซีไทยสัมภาษณ์พิเศษ ดร.ปีเตอร์ แลงแมน นักวิจัยประเด็น 'ผู้ก่อเหตุกราดยิงในโรงเรียน' ที่ศึกษาหัวข้อนี้มากว่า 20 ปี และเขียนหนังสือเกี่ยวกับผู้ก่อเหตุวัยเยาว์เหล่านี้มาแล้วถึง 3 เล่ม ได้แก่:

  • Why Kids Kill: Inside the Minds of School Shooters (เหตุใดเด็กถึงฆ่าคน: เจาะลึกความคิดของผู้ก่อเหตุกราดยิงในโรงเรียน)
  • School Shooters: Understanding High School, College, and Adult Perpetrators (มือปืนในโรงเรียน: ทำความเข้าใจผู้กระทำผิดในระดับมัธยมศึกษา ระดับอุดมศึกษา และวัยผู้ใหญ่)
  • Warning Signs: Identifying School Shooters Before They Strike (สัญญาณเตือน: ระบุตัวตนผู้ก่อเหตุกราดยิงในโรงเรียนก่อนที่พวกเขาจะลงมือ)

"ไม่มีเหตุผลเพียงข้อเดียว"

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, เหตุกราดยิงช่วงเดือน ก.ย.-ต.ค. 2006 ที่เกิดขึ้นถึงสามครั้งในสหรัฐฯ และแคนาดา เป็นจุดที่ทำให้ ดร.แลงแมน รู้สึกว่าต้องทำการศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง และเริ่มเขียนหนังสือ

สำหรับ ดร.แลงแมน ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาของผู้ก่อเหตุกราดยิงในโรงเรียน ให้สัมภาษณ์กับเว็บไซต์ ForensicsColleges.com เมื่อปี 2013 ว่า เขาเริ่มต้นเส้นทางสายนี้ในปี 1999 หลังเกิดเหตุกราดยิงโรงเรียนมัธยมโคลัมไบน์ เมื่อวันที่ 20 เม.ย. 1999

ตอนนั้นผู้ก่อเหตุเป็นวัยรุ่นอายุ 17 และ 18 ปี เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 13 ราย (นักเรียน 12 คนและครู 1 คน) ส่วนผู้ก่อเหตุทั้งสองคนยิงตัวตาย ต่อมาในปี 2025 ผู้รอดชีวิตรายหนึ่งที่เป็นอัมพาตจากเหตุการณ์ดังกล่าวได้เสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อน การเสียชีวิตผู้รอดชีวิตรายนี้ได้รับการระบุว่าเป็นการฆาตกรรม ซึ่งส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการจากเหตุกราดยิงในโรงเรียนมัธยมแห่งนี้เพิ่มขึ้นเป็น 14 ราย

ตอนนั้นเขายังทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง และไม่กี่วันหลังเกิดเหตุกราดยิงที่โรงเรียนมัธยมโคลัมไบน์ ก็มีเด็กอายุ 16 ปี ถูกส่งตัวมาให้เขาประเมินว่า เด็กชายคนนี้มีความเสี่ยงจะก่อเหตุเลียนแบบโศกนาฏกรรมที่เพิ่งเกิดขึ้นหรือไม่

หลังจากเหตุการณ์นั้น เขาก็เริ่มต้นเข้าสู่แวดวงจิตวิทยาของผู้ก่อเหตุกราดยิงในโรงเรียน โดยในช่วงแรก เขามุ่งความสนใจไปที่ลักษณะของผู้ก่อเหตุ ทว่าสิ่งที่สะดุดใจเขาในเวลาต่อมาไม่ใช่ความเหมือนหรือลักษณะที่คล้ายคลึงกันของคนเหล่านี้ "แต่คือความแตกต่างที่พวกเขามี"

ทว่ากว่าเขาจะตัดสินใจลงมือเขียนหนังสือในประเด็นนี้อย่างจริงจัง เวลาก็ล่วงเลยมาจนถึงปี 2006 แล้ว

วันที่ 13 ก.ย. 2006 เกิดเหตุกราดยิงขึ้นที่วิทยาลัยดอว์สัน ใกล้เมืองมอนทรีออล รัฐควิเบก ประเทศแคนาดา โดย คิมเวียร์ ซิงห์ กิลล์ ผู้ก่อเหตุ ซึ่งภายหลังได้ฆ่าตัวตาย เหตุการณ์นั้นมีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บ 19 ราย

ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์หลังจากนั้น ก็เกิดเหตุกราดยิงขึ้นอีกครั้งที่โรงเรียนมัธยมแพลตต์แคนยอน (Platte Canyon High School) ในรัฐโคโลราโด โดยคนร้ายยิ่งหนึ่งในตัวประกัน ก่อนยิงตัวเองเสียชีวิต

ต่อมา ในวันที่ 2 ต.ค. 2006 เกิดเหตุกราดยิงที่โรงเรียนของชุมชนอามิช (Amish) ทางตะวันออกเฉียงใต้ของรัฐเพนซิลเวเนีย ซึ่งมีเด็กหญิงเสียชีวิต 5 ราย และมือปืนฆ่าตัวตาย โดยเหตุกราดยิงในโรงเรียนทั้งสามครั้งนี้เกิดขึ้นห่างกันเพียงไม่กี่เดือน

"แล้วผมก็ตัดสินใจว่า เอาล่ะ พวกเราในฐานะสังคมต้องทำอะไรมากกว่านี้ เพื่อทำความเข้าใจและป้องกันการก่อเหตุเหล่านี้" ดร.แลงแมน ให้สัมภาษณ์ไว้เมื่อ 13 ปีก่อน

PETER LANGMAN

ที่มาของภาพ, PETER LANGMAN

คำบรรยายภาพ, หนังสือเรื่อง Why Kids Kill: Inside the Minds of School Shooters (อาจแปลเป็นภาษาไทยว่า 'เหตุใดเด็กถึงฆ่าคน: เจาะลึกความคิดของผู้ก่อเหตุกราดยิงในโรงเรียน') ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2019

สำหรับกรณีที่เกิดขึ้นในไทยล่าสุด ดร.แลงแมน ซึ่งปัจจุบันพำนักอยู่ในรัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา ได้ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยทางโทรศัพท์ในวันที่ 10 ส.ค. ที่ผ่านมา โดยเราได้เล่าเรื่องราวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์ให้เขาฟัง เพื่อสอบถามความเห็นของเขาในฐานะผู้เชี่ยวชาญและศึกษาเกี่ยวกับผู้ก่อเหตุกราดยิงในโรงเรียน

เขาอธิบายว่า โดยพื้นฐานแล้ว "ผู้ก่อเหตุกราดยิงในโรงเรียนมีความแตกต่างกันอย่างมาก ทั้งในด้านสภาพจิตใจ ประวัติชีวิต และแรงจูงใจในการก่อเหตุ… ไม่มีคำตอบที่ชัดเจน… และไม่มีเหตุผลเพียงข้อเดียว"

ดร.แลงแมน อธิบายว่า งานเขียนช่วงแรก ๆ ของเขา เช่นในหนังสือเรื่อง 'เหตุใดเด็กถึงฆ่าคน: เจาะลึกความคิดของผู้ก่อเหตุกราดยิงในโรงเรียน' ซึ่งตีพิมพ์ออกมาครั้งแรกเมื่อปี 2009 เขาแบ่งผู้ก่อเหตุกราดยิงในโรงเรียนออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ผู้มีลักษณะทางจิตแบบไซโคพาธ (psychopathic), ผู้มีอาการทางจิต (psychotic) และผู้ที่มีประสบการณ์บอบช้ำทางจิตใจ (traumatised)

เขาอธิบายเพิ่มเติมกับบีบีซีไทยว่า โดยทั่วไปแล้วผู้ก่อเหตุทั้งสามประเภทนั้นไม่ได้แยกขาดจากกันอย่างสิ้นเชิง หมายความว่า ผู้ก่อเหตุอาจมีลักษณะของแต่ละแบบผสมกันได้ ทว่าจากประสบการณ์ของเขา เขาพบว่าผู้ก่อเหตุที่มีอายุน้อย มักมีลักษณะเข้าข่ายเพียงประเภทใดประเภทหนึ่ง ขณะที่ผู้ก่อเหตุที่เป็นผู้ใหญ่มีแนวโน้มจะมีลักษณะที่ซ้อนทับกันมากกว่า

  • ประเภทที่มีลักษณะทางจิตแบบไซโคพาธ (psychopathic):

"ประเภทแรกคือสิ่งที่ผมเรียกว่า ผู้ก่อเหตุกราดยิงในโรงเรียนที่มีลักษณะทางจิตแบบไซโคพาธ คนที่มีลักษณะเช่นนี้มักหลงตัวเองอย่างมาก ไม่มีความเห็นอกเห็นใจและไม่สามารถเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่นได้ พวกเขาไม่มีจิตสำนึกในแบบที่คนส่วนใหญ่มี และไม่มีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีหรือศีลธรรม ดังนั้นพวกเขาจึงไม่สนใจคนอื่น เราเรียกคนเหล่านี้ว่าเป็นคนเลือดเย็น… เป็นคนใจเหี้ยมด้านชา ถึงพวกเขาทำร้ายใคร พวกเขาก็ไม่สนใจ และยิ่งไปกว่าการไร้ความรู้สึก บางคนยังมีลักษณะซาดิสม์ด้วย ก็คือ พวกเขารู้สึกสนุกกับการมีอำนาจที่จะทำร้ายหรือฆ่าผู้อื่น" ดร.แลงแมน อธิบาย

  • ประเภทที่มีอาการทางจิต (psychotic):

"ประเภทที่สองคือสิ่งที่ผมเรียกว่า ผู้ก่อเหตุกราดยิงในโรงเรียนที่มีอาการทางจิต และอาการทางจิตก็มีได้หลายรูปแบบ รวมถึงอาการประสาทหลอน ผู้คนอาจได้ยินเสียงในหัวที่บอกให้พวกเขาฆ่าคนอื่น พวกเขาอาจมีอาการหลงผิด เช่น ความหลงผิดแบบหวาดระแวง โดยคิดว่ามีใครบางคนหรือบางสิ่งกำลังจะทำร้ายหรือฆ่าพวกเขา ดังนั้นจึงต้องลงมือก่อนเพื่อป้องกันตัวเอง พวกเขาอาจมีความหลงผิดว่าตนเองยิ่งใหญ่เหนือคนอื่น และคิดว่าตัวเองเป็นสิ่งมีชีวิตที่สูงส่ง เป็นมนุษย์เหนือมนุษย์ หรือเป็นเหมือนพระเจ้า ดังนั้น พวกเขาจึงไม่ได้อยู่กับความเป็นจริงอย่างเต็มที่ หรืออาการที่เราเรียกว่าการหลุดออกจากความเป็นจริง ซึ่งอาจเกิดขึ้นผ่านอาการประสาทหลอนหรืออาการหลงผิด" เขากล่าว

  • ประเภทที่มีประสบการณ์บอบช้ำทางจิตใจ (traumatised):

"โดยทั่วไป ผู้ก่อเหตุที่มีลักษณะทางจิตแบบไซโคพาธและผู้ที่มีอาการทางจิตมักมาจากครอบครัวที่ค่อนข้างมั่นคง ส่วนผู้ก่อเหตุประเภทที่สาม คือคนที่ไม่ได้เติบโตมาในครอบครัวที่มั่นคง และนี่คือประเภทที่ผมเรียกว่า ผู้ก่อเหตุกราดยิงในโรงเรียนที่มีประสบการณ์บอบช้ำทางจิตใจ พ่อแม่ของพวกเขาใช้ความรุนแรงต่อกันหรือต่อลูก พ่อแม่อาจติดสุราหรือยาเสพติด พ่อแม่อาจมีประวัติการก่ออาชญากรรม เด็ก ๆ ถูกทำร้ายหรือถูกทารุณกรรม พวกเขาเห็นความรุนแรงในครอบครัว ดังนั้นจึงเป็นชีวิตครอบครัวที่ไม่มีความมั่นคงและเต็มไปด้วยความรุนแรง" ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา กล่าว

ดร.แลงแมน เสริมว่า ผู้ก่อเหตุในประเภทที่สามนี้ซึ่งมักมาจาก "ครอบครัวที่ไม่มั่นคง หรืออาจมีบาดแผลทางใจบางอย่างเกิดขึ้น และมันก็อาจเกิดจากการสูญเสียด้วยเช่นกัน เช่น พ่อแม่ของเขาอาจจะเสียชีวิตไปแล้ว การสูญเสีย ไม่ว่าจะผ่านการตายจาก หรือผ่านความห่างเหินกรณีที่พ่อแม่หย่าร้างแล้วย้ายออกไป ถือเป็นปัจจัยที่พบได้บ่อย มันไม่ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้ใครสักคนลุกขึ้นมาก่อคดีฆาตกรรมโดยตรง แต่มันอาจเป็นปัจจัยเสริมอีกประการหนึ่ง หากใครสักคนกำลังเผชิญกับความเครียดและเต็มไปด้วยความโกรธแค้น ยิ่งมีสิ่งต่างๆ ในชีวิตผิดพลาดมากเท่าไร ก็ยิ่งมีแนวโน้มที่เขาอาจจะก่อความรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น"

Valeria Mongelli/Anadolu via Getty Images

ที่มาของภาพ, Valeria Mongelli/Anadolu via Getty Images

คำบรรยายภาพ, "การสูญเสีย ไม่ว่าจะผ่านการตายจาก หรือผ่านความห่างเหินกรณีที่พ่อแม่หย่าร้างแล้วย้ายออกไป ถือเป็นปัจจัยที่พบได้บ่อย มันไม่ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้ใครสักคนลุกขึ้นมาก่อคดีฆาตกรรมโดยตรง แต่มันอาจเป็นปัจจัยเสริมอีกประการหนึ่ง" ดร.แลงแมน ชี้

ดร.แลงแมน อธิบายเพิ่มว่า "ผู้ก่อเหตุทั้งสามประเภทนี้ไม่ได้แยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด คน ๆ หนึ่งอาจมีอาการทางจิตและกำลังพัฒนาไปสู่โรคจิตเภท ขณะเดียวกันก็อาจเติบโตมาในครอบครัวที่มีความรุนแรงและมีประสบการณ์บอบช้ำทางจิตใจด้วย โดยปกติแล้ว จากประสบการณ์ของผม เมื่อพูดถึงผู้ก่อเหตุกราดยิงในโรงเรียนที่อายุน้อยหรือเป็นเยาวชน พวกเขามักเข้าข่ายประเภทใดประเภทหนึ่งในสามประเภทนี้ได้อย่างชัดเจนกว่า ส่วนผู้ก่อเหตุที่อายุมากกว่า หรือผู้ที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว มักจะจำแนกได้ไม่ชัดเจนนัก"

ปัจจัยแวดล้อมอื่น ๆ นอกเหนือ ปัจจัยทางด้านจิตวิทยา

เขาชี้ต่อไปว่า แม้ตัวเขาเองจะมีการจำแนกประเภทของผู้ก่อเหตุออกมาเป็นกลุ่ม แต่การจำแนกประเภทเพียงอย่างเดียวไม่สามารถอธิบายปัญหาทั้งหมดได้

"คนส่วนใหญ่ที่มีลักษณะทางจิตแบบไซโคพาธ มีอาการทางจิต หรือมีประสบการณ์บอบช้ำทางจิตใจ ไม่เคยฆ่าใคร คนส่วนใหญ่ที่อยู่ในกลุ่มเหล่านี้ไม่ได้ก่อเหตุเช่นนี้ ดังนั้น การจำแนกประเภทจึงเป็นเพียงคำอธิบายส่วนหนึ่ง แต่ไม่ใช่คำอธิบายทั้งหมด" ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาของผู้ก่อเหตุกราดยิงในโรงเรียน กล่าว

นอกจากปัจจัยทางด้านจิตวิทยาข้างต้นแล้ว งานวิจัยของเขายังระบุถึงปัจจัยที่มีส่วนทำให้เกิดเหตุยิงในโรงเรียนอีก 3 ประการ คือ ปัจจัยด้านชีวภาพ ปัจจัยด้านสังคม และปัจจัยด้านวัฒนธรรม

  • ปัจจัยด้านชีวภาพ

สำหรับปัจจัยด้านชีวภาพ เขาอธิบายว่า มี 3 ประเด็นที่เกี่ยวข้องและอาจส่งผลต่อการก่อเหตุ ประกอบด้วย

1. ประเด็นด้านพันธุกรรม เพราะมิติหลายด้านของมนุษย์นั้น เช่น บุคลิกภาพ สติปัญญา และปัญหาสุขภาพจิต ล้วนมีองค์ประกอบทางพันธุกรรม

2. ปัญหาด้านพัฒนาการตั้งแต่ช่วงก่อนและหลังคลอดที่ส่งผลเสียต่อพัฒนาการของเด็ก

3. ปัญหาเกี่ยวกับร่างกาย เขาชี้ว่าปัญหานี้เป็นประเด็นที่ยากต่อการสรุปเมื่อเทียบกับประเด็นอื่น ๆ

ดร.แลงแมน ชี้ว่า จุดเน้นหลักของหมวดนี้คือปัจจัยทางร่างกายที่ขัดขวางไม่ให้บุคคลนั้นสร้างความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองในทางบวก และ "เนื่องจากผู้ก่อเหตุส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ปัญหานี้จึงมักปรากฏออกมาในรูปแบบของความเป็นชายที่ถูกทำลาย"

ส่วนปัญหาทางร่างกายที่พบในกลุ่มผู้ก่อเหตุยิงในโรงเรียน ได้แก่ ความพิการแต่กำเนิด ภาวะโรคอ้วน รูปร่างผอมเกินไป ส่วนสูงน้อย มีสิวขั้นรุนแรง การรู้สึกว่าตนเองไร้เสน่ห์ หรือการถูกล้อเลียนว่าไม่น่ามอง นอกจากนี้ ปัญหาทางร่างกายยังรวมถึงอาการบาดเจ็บที่ส่งผลให้ร่างกายทำงานบกพร่อง และ/หรือ ก่อให้เกิดอาการปวดเรื้อรัง

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, "เนื่องจากผู้ก่อเหตุส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ปัญหานี้จึงมักปรากฏออกมาในรูปแบบของความเป็นชายที่ถูกทำลาย" ดร.แลงแมน อธิบาย
  • ปัจจัยด้านสังคม

สำหรับมิติด้านสังคมนั้น ดร.แลงแมน สรุปว่ามีประเด็นที่ค่อนข้างหลากหลายไล่มาตั้งแต่ความมั่นคงและความอบอุ่นของครอบครัว ความสัมพันธ์กับเพื่อนหรือคนรักซึ่งรวมถึงการถูกกลั่นแกล้ง (bullying)

สำหรับมิติเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนนั้น เขาชี้ว่า หนึ่งในประเด็นที่มักถูกมองข้ามคือ การที่ผู้ก่อเหตุรู้สึกว่าเพื่อนของเขาเองก็เห็นด้วยกับแนวคิดของเขา ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่เพื่อนไม่ได้พูดออกมาตรง ๆ หรือกรณีที่เพื่อนออกมาสนับสนุนให้ก่อเหตุเลยก็ได้

ผู้เชี่ยวชาญรายนี้ยังเสริมว่า ยังมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับโรงเรียนโดยตรง คือปัญหาด้านการเรียนรู้หรือการถูกลงโทษทางวินัย อย่างไรก็ตาม ผู้ก่อเหตุยิงในโรงเรียนบางรายกลับไม่มีประวัติเรื่องผลการเรียนตกต่ำเรื้อรังหรือปัญหาพฤติกรรมใด ๆ ทั้งยังมีมิติเรื่องของความยากจน ปัญหาทางการเงิน หรือแม้แต่การสูญเสีย ซึ่งครอบคลุมทั้งการสูญเสียบุคคล การสูญเสียความหมาย เป้าหมาย หรืออนาคตที่เคยคาดฝันไว้

ดร.แลงแมน ชี้ว่า คำถามที่ต้องถามต่อผู้ก่อเหตุเหล่านี้ เมื่อมองผ่านเลนส์ของสังคมคือ "พวกเขาล้มเหลวบ่อยไหม เจอเรื่องขัดข้องหมองใจมาเยอะหรือเปล่า ถูกปฏิเสธบ่อยไหม หรือมีชีวิตด้านไหนที่ประสบความสำเร็จบ้างไหม พวกเขามีเพื่อนหรือเปล่า มีแฟนไหม เรียนหนังสือได้ดีหรือเปล่า เล่นกีฬาเก่งไหม มีพรสวรรค์อะไรบ้างไหม"

เขาเสริมว่า จากการศึกษามักพบว่าผู้ก่อเหตุยิงในโรงเรียนนั้น จะรู้สึกว่าตัวเองล้มเหลวในทุก ๆ ด้านสำคัญของชีวิต แม้ความเป็นจริงอาจไม่เป็นเช่นนั้น คนเหล่านี้อาจรู้สึกว่าตัวเองไม่มีเพื่อน หรือเข้ากับคนอื่นไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่พวกเขาก็มีเพื่อนในชีวิตจริง

"นอกจากนี้ยังอาจมีภาวะซึมเศร้า มักมีความคิดอยากฆ่าตัวตาย และอาจมีความวิตกกังวลอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องการหาเพื่อน การผสานตัวเข้ากับสังคม การออกเดต อาจมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ผิดพลาดเกิดขึ้นในชีวิต พวกเขาอาจกำลังมีปัญหาเรื่องการเรียน โดนลงโทษทางวินัยที่โรงเรียน... มักจะมีหลาย ๆ อย่างในชีวิตของพวกเขาที่ไม่เป็นไปได้ด้วยดี"

  • ปัจจัยด้านวัฒนธรรม

สำหรับมิติด้านสุดท้ายอย่างปัจจัยด้านวัฒนธรรม ซึ่งเป็นปัจจัยที่ใหญ่กว่าระดับสังคมที่ตัวผู้ก่อเหตุเผชิญ แต่เป็นพลังในระดับที่ใหญ่กว่าซึ่งมีอิทธิพลต่อผู้ก่อเหตุ ดร.แลงแมน ยกตัวอย่างประเด็น "การจมอยู่กับความรุนแรง" (violence immersion) โดยอธิบายว่า การเสพสื่อที่มีความรุนแรงอย่างเข้มข้น ทั้งจากหนังสือ บทความ ภาพยนตร์ และวิดีโอเกม อาจทำให้ผู้ก่อเหตุด้านชา/ชินชาต่อความรุนแรง (desensitize) จนลงมือก่อเหตุได้ง่ายขึ้น หรือการเล่นวิดีโอเกมรุนแรงอาจทำหน้าที่เป็นการ "ซ้อม" หรือฝึกสำหรับการโจมตีที่กำลังจะเกิด

อย่างไรก็ตามเขาย้ำอย่างหนักแน่นว่า "ปัจจัยเหล่านี้เพียงลำพังไม่ได้ก่อให้เกิดความเสี่ยงเป็นพิเศษ การเล่นเกมที่มีความรุนแรง หรือการชมภาพยนตร์ที่มีความรุนแรง ไม่ได้เปลี่ยนให้คนเรากลายเป็นฆาตกร"

เขาเสริมว่าการผูกตัวเองกับต้นแบบความรุนแรงและอุดมการณ์แห่งอำนาจ ความเกลียดชัง หรือความเหนือกว่า เช่น การเอาอย่าง อดอล์ฟ ฮิตเลอร์และพรรคนาซี มือปืนโรงเรียนหรือผู้ก่อเหตุคนก่อน ๆ ลัทธิคนขาวเหนือกว่า (White Supremacy) ซาตานนิยม (Satanism)และการเกลียดผู้หญิง (Misogyny) ก็เป็นปัญหาเช่นเดียวกัน

"พวกเขามักจะมองหาคนที่เป็นแบบอย่าง แต่พวกเขากลับไม่เจอแบบอย่างที่ดีและเหมาะสม พวกเขาจึงหันไปเอาอย่างผู้ก่อเหตุยิงในโรงเรียนคนก่อน ๆ หรือฆาตกรคนอื่นมาเป็นไอดอล พวกเขาเลียนแบบพฤติกรรม หยิบยกคำพูดมาใช้ ใช้คำพูดที่ผู้ก่อเหตุรุ่นก่อนเคยพูด ใช้ชื่อบัญชีออนไลน์หรือฉายาตามคนเหล่านั้น ซึ่งนั่นชี้ให้เห็นว่า หากพวกเขากำลังมองหาใครสักคนเพื่อเจริญรอยตาม พวกเขากลับเลือกคนที่เคยทำเรื่องเลวร้ายมาเป็นแบบอย่าง"

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ดร.แลงแมน กล่าวว่า ผู้ก่อเหตุกราดยิงในโรงเรียนมักผูกยึดตัวเองกับแนวคิดที่เต็มไปด้วยความรุนแรงหรือความเกลียดชัง และมักมองหาแบบอย่างจากตัวอย่างที่ไม่เหมาะสม

"พวกเขายังถูกดึงดูดด้วยอุดมการณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอุดมการณ์แห่งความเกลียดชัง ความถือว่าตนเองเหนือกว่า หรืออุดมการณ์ที่สร้างความชอบธรรมให้กับความรุนแรง ดังนั้น ผู้ก่อเหตุจำนวนมากจึงหลงใหลในตัวอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ และพรรคนาซี เพราะพวกเขากำลังไขว่คว้าหาความรู้สึกมีอำนาจ พวกเขาอินและรับเอาอุดมการณ์ของคนที่เคยมีอำนาจและใช้อำนาจนั้นไปทำร้ายผู้อื่น บางคนก็นิยมชมชอบอุดมการณ์เรื่องผิวขาวเป็นใหญ่ (White Supremacy) อย่างน้อยก็ในประเทศนี้ [สหรัฐอเมริกา] ซึ่งเป็นอุดมการณ์เหยียดเชื้อชาติ"

"ในแง่หนึ่ง คุณอาจพูดได้ว่า ชายหนุ่มเหล่านี้จำนวนมากกำลังหลงทางอย่างหนัก และพยายามค้นหาที่ทางของตัวเองในโลกใบนี้ ค้นหาสิ่งที่จะยึดเหนี่ยวจิตใจที่บอกว่าตัวเขานั้นมีความพิเศษ แล้วพวกเขาก็ไปพบแบบอย่าง รวมถึงอุดมการณ์ที่เข้ามาตอบสนองความต้องการนั้นให้แก่พวกเขา"

เขายังทิ้งท้ายต่อประเด็นนี้ว่า ผู้ก่อเหตุเหล่านี้บางส่วนยังมีลักษณะ "การแสวงหาชื่อเสียง พวกเขาอยากสร้างชื่อให้ตัวเองรู้จัก อยากได้รับการจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ อยากเปลี่ยนตัวเองจาก 'คนไม่มีตัวตน' ให้กลายเป็น 'คนสำคัญ' พวกเขาอยากให้โลกรับรู้ว่าพวกเขาเป็นใคร และทางเดียวที่พวกเขาคิดออกว่าจะทำแบบนั้นได้ ก็คือการลงมือก่อความรุนแรง"

กรณีเด็กชาย 14 ปี รร.เทพศิรินทร์ นนทบุรี

Lillian SUWANRUMPHA / AFP via Getty Images

ที่มาของภาพ, Lillian SUWANRUMPHA / AFP via Getty Images

คำบรรยายภาพ, "มีผู้ก่อเหตุยิงในโรงเรียนน้อยคนมากที่หวังว่าจะหลบหนีไปได้ ส่วนใหญ่พวกเขาก้าวเข้าไปโดยรู้อยู่แล้วว่าจุดจบหลังจากนั้น คือถ้าไม่ตาย ก็ต้องไปอยู่ในเรือนจำ" ดร.แลงแมน กล่าว

ดร.แลงแมน กล่าวอย่างระมัดระวังต่อข้อมูลที่มีอย่างจำกัดต่อผู้ก่อเหตุรายนี้ว่า เขาไม่สามารถตอบได้โดยปราศจากข้อมูลที่ครบถ้วนว่า เหตุใดผู้ก่อเหตุความรุนแรงในโรงเรียนรายนี้ถึงตัดสินใจทำอย่างนั้น อย่างไรก็ดีต่อหลาย ๆ คำถามที่บีบีซีไทยยกขึ้นมา เขาสามารถใช้ข้อมูลที่รวบรวมจากกรณีอื่น ๆ ในสหรัฐฯ มาอธิบายเหตุการณ์นี้ ดังนี้

  • การสังหารคนในครอบครัว

ดร.แลงแมน บอกว่า พฤติกรรมสังหารคนในครอบครัวของผู้ก่อเหตุนั้นไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย แท้จริงแล้ว "ผู้ก่อเหตุยิงในโรงเรียนอีกหลายรายก็เคยสังหารคนในครอบครัวก่อนจะออกไปลงมือก่อเหตุเช่นกัน ผมรวบรวมไว้ได้อย่างน้อย 9 ราย"

ตัวอย่างหนึ่งคือ คิป คินเคิล ผู้ก่อเหตุวัย 15 ปี ในปี 1998 ที่ลงมือสังหารพ่อและแม่ของตัวเองในบ้าน ก่อนที่วันรุ่งขึ้น เขาจะไปโรงเรียนและได้ก่อเหตุกราดยิง ซึ่งส่งผลให้เพื่อนวัยเดียวกันเสียชีวิต 2 ราย และได้รับบาดเจ็บอีก 25 ราย

อีกตัวอย่างหนึ่งคือ แอดัม แลนซา วัย 20 ปี ผู้ก่อเหตุกราดยิงในโรงเรียนประถมศึกษาแซนดีฮุก (Sandy Hook Elementary School) รัฐคอนเนคทิคัต สหรัฐฯ เมื่อปี 2012 ตามรายงานโดยสำนักงานพิทักษ์สิทธิเด็ก ในวันก่อเหตุเขาได้สังหาร แนนซี แลนซา แม่ของเขา วัย 52 ปี เสียชีวิตในบ้านพัก โดยการยิงเธอด้วยอาวุธปืนยาว ทั้งหมด 4 นัด ซึ่งนั่นเป็นปืนที่เธอเป็นคนซื้อ ก่อนจะเดินทางไปยังโรงเรียนประถมศึกษาแซนดีฮุก และยิงเปิดทางเพื่อบุกเข้าไปในตัวอาคารที่ล็อกอยู่

รายงานดังกล่าว ยังระบุว่าภายในเวลาเพียง 8 นาที ผู้ก่อเหตุซึ่งพกปืนไปหลายกระบอกและหลากหลายประเภท ได้สังหารเด็กนักเรียนอายุระหว่าง 6 ถึง 7 ขวบไปจำนวน 20 ราย และบุคลากรของโรงเรียนอีก 6 ราย ซึ่งประกอบด้วย ครูใหญ่ นักจิตวิทยาประจำโรงเรียน ครูผู้สอน และผู้ช่วยครู และในขณะที่เจ้าหน้าที่เผชิญเหตุฉุกเฉินกำลังเข้าใกล้ตัวโรงเรียน เขาได้ใช้ปืนสั้นกึ่งอัตโนมัติยิงตัวเองเสียชีวิต

ต่อประเด็นเรื่องความรู้สึกผิดนั้น ดร.แลงแมน บอกว่า "ผู้ก่อเหตุที่มีอาการทางจิต (psychotic) ซึ่งสังหารคนในครอบครัว สัมผัสถึงความรู้สึกผิดและความเสียใจอย่างลึกซึ้ง เพราะพวกเขายังคงมีสามัญสำนึกอยู่ เพียงแต่ ณ ขณะนั้นพวกเขามีอาการทางจิตรุนแรงเกินกว่าจะยับยั้งชั่งใจจากความรุนแรงได้ ส่วนผู้ที่มีลักษณะทางจิตแบบไซโคพาธ (psychopath) อาจไม่ได้รู้สึกผิด พวกเขาอาจรู้สึกว่าสิ่งที่ทำไปนั้นมีความชอบธรรม หรือเกิดความรู้สึกพึงพอใจด้วยซ้ำ บางทีพวกเขาก็อาจจะคิดว่าคนเหล่านั้นสมควรได้รับมันแล้ว อย่างที่บอก มันมีความหลากหลายและแตกต่างกันมาก และบางครั้งเราก็ไม่อาจรู้ได้เลย เพราะผู้ก่อเหตุก็ฆ่าตัวตาย หรือไม่ก็ถูกวิสามัญฆาตกรรมในระหว่างการโจมตี เราเลยไม่รู้เลยว่าพวกเขารู้สึกผิดบ้างหรือเปล่า"

  • การจบชีวิตตัวเอง

บีบีซีไทยถาม ดร.แลงแมน ว่า จากการศึกษาของเขา พบว่าผู้ก่อเหตุวางแผนที่จะฆ่าตัวตายไว้ตั้งแต่ก่อนก่อเหตุแล้วไหม โดยเขาตอบว่าโดยทั่วไป "มักจะพบว่าพวกเขามีเจตนาที่จะตายในระหว่างการลงมือก่อเหตุอยู่แล้ว ไม่ว่าจะด้วยการฆ่าตัวตายเอง หรือการกดดันให้ตำรวจวิสามัญฆาตกรรม"

"ราว ๆ ครึ่งหนึ่งของผู้ก่อเหตุยิงในโรงเรียนจบชีวิตลงในระหว่างเกิดเหตุ แต่นั่นก็หมายความว่าอีกครึ่งหนึ่งยังมีชีวิตรอด ทว่าบางครั้งพวกเขาก็มีเจตนาจะฆ่าตัวตายแต่ถูกระงับเหตุไว้ได้เสียก่อน ดังนั้น จำนวนคนที่มีความรู้สึกอยากฆ่าตัวตายจริงอาจจะมีมากกว่าจำนวนคนที่ทำสำเร็จ เพราะบางครั้งปืนเกิดขัดข้อง หรือไม่พวกเขาก็ถูกเข้าชาร์จจับกุม หรือแค่เปลี่ยนใจกะทันหันตอนที่ตำรวจปรากฏตัวขึ้นมา แต่โดยส่วนใหญ่แล้วพวกเขามุ่งหวังที่จะเสียชีวิตในเหตุการณ์นั้นอยู่แล้ว" เขาอธิบาย

"มีผู้ก่อเหตุยิงในโรงเรียนน้อยคนมากที่หวังว่าจะหลบหนีไปได้ ส่วนใหญ่พวกเขาก้าวเข้าไปโดยรู้อยู่แล้วว่าจุดจบหลังจากนั้น คือถ้าไม่ตาย ก็ต้องไปอยู่ในเรือนจำ"

ตามที่ ดร.แลงแมน เคยอธิบายไว้ก่อนหน้านี้ว่าผู้ก่อเหตุบางคนก็มีภาวะอยากฆ่าตัวตายอยู่แล้ว ในเคสของคิป คินเคิล ที่ถูกอ้างถึงก่อนหน้านี้ ใจความตอนหนึ่งที่เขาเขียนหลังจากสังหารพ่อแม่ของตัวเองแล้ว คือการตระหนักรู้ถึงสิ่งที่ตัวเองทำลงไป และเขียนบอกว่า "เขาอยากตาย"

ทุกอย่างแก้ไขได้หรือไม่ ?

PETER LANGMAN

ที่มาของภาพ, PETER LANGMAN

คำบรรยายภาพ, ดร.แลงแมน เขียนหนังสือเล่มนี้ Warning Signs: Identifying School Shooters Before They Strike (สัญญาณเตือน: ระบุตัวตนผู้ก่อเหตุกราดยิงในโรงเรียนก่อนที่พวกเขาจะลงมือ) เพราะเชื่อว่าทุกอย่างสามารถแก้ไขได้

ต่อคำถามสุดท้ายนี้ ดร.แลงแมน บอกว่า "คำตอบรวม ๆ คือ 'ได้' แต่สิ่งนั่นหมายถึงการกระทำในหลายรูปแบบมาก" ซึ่งเป็นเหตุผลให้เขาเขียนหนังสือเล่มล่าสุดออกมา นั่นคือหนังสือที่มีชื่อว่า 'สัญญาณเตือน: ระบุตัวตนผู้ก่อเหตุกราดยิงในโรงเรียนก่อนที่พวกเขาจะลงมือ'

อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญรายนี้ ย้ำถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับแนวคิด/พฤติกรรมที่เรียกว่า 'leakage' หรืออาจแปลเป็นภาษาไทยว่า 'รั่ว'

"หลายครั้งผู้ก่อเหตุจะแสดงพฤติกรรมที่เราเรียกว่า "leakage" คือพวกเขา "รั่ว(ไหล)" ความตั้งใจของตัวเองออกมา… พูดอีกอย่างคือ พวกเขาเผยออกมาว่ากำลังวางแผนจะทำอะไร และตรงนี้แหละ ถ้านักเรียนถูกสอนให้รายงานสิ่งที่ได้ยิน นั่นคือวิธีที่ดีที่สุดในการหยุดยั้งการก่อเหตุ เพราะบางครั้งนักเรียนคุยโวว่าตัวเองจะทำอะไร พวกเขาบอกเพื่อนว่ากำลังจะก่อเหตุกราดยิง บางครั้งก็เตือนเพื่อนไม่ให้มาโรงเรียน หรือไม่ให้อยู่ในบริเวณใดบริเวณหนึ่งของโรงเรียนในเวลาที่กำหนด เพราะกำลังจะมีการกราดยิง บางกรณีก็พยายามชักชวนเพื่อนให้เข้าร่วมก่อเหตุด้วยกัน บางทีก็โพสต์บางอย่างลงออนไลน์หรือโซเชียลมีเดีย ทั้งบอกตรง ๆ หรือบอกเป็นนัยว่ากำลังจะก่อเหตุกราดยิง เพราะฉะนั้นมันมีหลากหลายวิธีมากที่คนเผยความตั้งใจของตัวเองออกมา ดังนั้น ถ้าครู นักเรียน และผู้ปกครองถูกสอนให้มองเห็นสัญญาณเตือนเหล่านี้ และรู้ว่าควรรายงานให้ใคร เราก็จะสามารถระบุตัวนักเรียนที่มีความเสี่ยง และวางมาตรการช่วยเหลือเพื่อดึงพวกเขาออกจากเส้นทางความรุนแรงได้"

เขาปิดท้ายต่อประเด็นความหวังเรื่องการแก้ไขปัญหาการกราดยิงในโรงเรียนว่า อย่างน้อยที่สุดเขาคิดว่าสถานการณ์เริ่มดีขึ้นในสหรัฐฯ

Thai News Pix

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

นับตั้งแต่ปี 2018 เป็นต้นมา สหรัฐฯ เป็นประเทศที่ต้องเผชิญหน้ากับเหตุกราดยิงในโรงเรียน เกินกว่า 100 ครั้ง/ปี มาตลอด โดยพุ่งขึ้นไปแตะจุดสูงสุด 352 ครั้ง ในปี 2023 ตามข้อมูลจาก เว็บไซต์ฐานข้อมูลเหตุกราดยิงในโรงเรียนระดับอนุบาลถึงมัธยมศึกษาของสหรัฐฯ (K-12 School Shooting Database) ซึ่งก่อตั้งโดยเดวิด รีดแมน นักศึกษาระดับปริญญาเอกด้านกระบวนการยุติธรรมทางอาญา มหาวิทยาลัยเซ็นทรัลฟลอริดา ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่หน่วยงานรัฐบาลกลางของสหรัฐฯ ไปจนถึงระดับรัฐใช้อ้างอิงเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ดี ดูเหมือนว่ากราฟเริ่มจะปักหัวลงบ้างแล้ว นับตั้งแต่ปี 2024 เป็นต้นมา ที่ตัวเลขค่อย ๆ ลดลงอย่างต่อเนื่อง

"ผมคิดว่าอย่างน้อยในประเทศนี้ [สหรัฐฯ] เรากำลังเดินมาถูกทาง กระบวนการในการจับสัญญาณมือปืนโรงเรียนก่อนที่พวกเขาจะลงมือ เรียกว่า "การประเมินภัยคุกคาม" (threat assessment) คือถ้ามีคนรายงานความกังวลเกี่ยวกับนักเรียนคนหนึ่ง คุณก็สืบสวนภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นนั้น และประเมินดูว่ามันเป็นภัยคุกคามจริงหรือเป็นการเข้าใจผิด เป็นเรื่องล้อเล่น เป็นการหลอก หรืออะไรทำนองนั้น ในประเทศเรา รัฐต่างๆ กำหนดให้โรงเรียนต้องมีระบบประเมินภัยคุกคามมากขึ้นเรื่อย ๆ ฉะนั้นในอเมริกาจึงมีการให้ความสำคัญอย่างมากกับการระบุตัวนักเรียนก่อนที่พวกเขาจะก่อเหตุ

ผมเลยคิดว่าประเทศนี้กำลังเดินมาถูกทาง เราถูกสถานการณ์บีบให้ต้องทำเช่นนั้นเพราะจำนวนการก่อเหตุที่เราเผชิญ ส่วนในประเทศอื่น ๆ ที่การก่อเหตุเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก ผมก็ไม่รู้ว่าพวกเขากำลังดำเนินมาตรการอะไรอยู่ แต่มันมีมาตรการที่ทำได้และสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ อย่างที่ผมบอก คือการให้ความรู้แก่นักเรียน ผู้ปกครอง สมาชิกในครอบครัว และบุคลากรของโรงเรียน เกี่ยวกับสัญญาณเตือน และรู้ว่าจะติดต่อใครเมื่อมีความกังวลด้านความปลอดภัย"

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, "คุณก็รู้ว่าทุกชีวิตของมนุษย์ล้วนมีคุณค่า แต่ดูเหมือนมันจะยิ่งสร้างความเจ็บปวดเจียนตายเมื่อเหยื่อเหล่านั้นยังเด็กเสียเหลือเกิน" ดร.แลงแมน กล่าว

ดร.แลงแมน ปิดท้ายกับบีบีซีไทยว่า ตลอดการทำงานของเขา "จริงอยู่ว่าเหตุการณ์ทั้งหมดเป็นเรื่องที่เลวร้ายอย่างยิ่ง แต่บางเหตุการณ์ก็ทวีความสะเทือนใจยิ่งกว่านั้น ด้วยจำนวนผู้เสียชีวิต รวมถึงช่วงอายุของเหยื่อ… อย่างกรณีที่แซนดีฮุก ซึ่งเหยื่อส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุเพียงแค่ห้าถึงหกขวบเท่านั้น"

"คุณก็รู้ว่าทุกชีวิตของมนุษย์ล้วนมีคุณค่า แต่ดูเหมือนมันจะยิ่งสร้างความเจ็บปวดเจียนตายเมื่อเหยื่อเหล่านั้นยังเด็กเสียเหลือเกิน"

เขาบอกกับเราว่าสำหรับเขาการเดินหน้าศึกษาวิจัยประเด็นนี้ยังเป็นความปรารถนาของเขา และเป็นสาเหตุที่เขายังลงทุนใช้เงินตนเองดำเนินการเว็บไซต์ schoolshooters.info ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ยิงในโรงเรียนต่อไป

หากคุณต้องการปรึกษาปัญหาสุขภาพจิต สายด่วนสุขภาพจิตของไทย โทร 1323 ได้ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง ไม่เสียค่าบริการและเป็นความลับ