ฟุตบอลโลก 2026 เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแค่ไหน เหตุใดมันจึงอาจกลายเป็น "ฟุตบอลโลกที่ก่อมลพิษมากที่สุดในประวัติศาสตร์"

.

ที่มาของภาพ, BBC Sport

    • Author, เคที กอร์นอลล์
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีสปอร์ต
  • Published
  • เวลาอ่าน: 10 นาที

สำหรับแฟนฟุตบอลส่วนใหญ่ การได้ติดตามทีมโปรดไปชมการแข่งขันฟุตบอลโลกด้วยตนเองถือเป็นประสบการณ์ครั้งสำคัญในชีวิต

แต่ในปี 2026 การเดินทางดังกล่าวหมายถึงการต้องออกเดินทางไกลที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การแข่งขันทัวร์นาเมนต์ใหญ่ใด ๆ อีกทั้งยังเป็นการเดินทางที่ปล่อยคาร์บอนสูงอย่างยิ่ง

ฟีฟ่าตัดสินใจจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนี้โดยใช้สนามทั่วทวีปอเมริกาเหนือ และยังเพิ่มจำนวนทีมเป็น 48 ทีม ส่งผลให้แฟนบอลบางส่วนอาจต้องเดินทางทางอากาศหลายพันไมล์ โดยการประเมินของบีบีซีสปอร์ตชี้ว่า แฟนบอลหนึ่งคนอาจปล่อยก๊าซเรือนกระจกเทียบได้เป็นปริมาณหลายตัน

ตัวอย่างเช่น หากแฟนบอลทีมชาติอังกฤษคนหนึ่งบินจากกรุงลอนดอนเพื่อติดตามชมการแข่งขันของทีมชาติอังกฤษทุกนัดจนถึงรอบชิงชนะเลิศ คาดว่าเขาหรือเธออาจสร้างคาร์บอนฟุตปรินต์เป็นคาร์บอนไดออกไซด์ราว 3.5 ตัน ซึ่งเทียบเท่ากับการใช้พลังงานเพื่อทำความร้อนในบ้านโดยเฉลี่ยในสหราชอาณาจักรนานถึง 19 เดือน

ฟีฟ่าคาดการณ์ว่าจะมีแฟนบอลจากทั่วโลกเดินทางเข้าร่วมชมการแข่งขันมากกว่า 5 ล้านคน และในแง่สิ่งแวดล้อม นั่นย่อมต้องแลกมาด้วยต้นทุนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

England fans cheer during the 2014 FIFA World Cup Brazil Group D match between Uruguay and England at Arena de Sao Paulo on June 19, 2014 in Sao Paulo, Brazil.

ที่มาของภาพ, Julian Finney/Getty Images

คำบรรยายภาพ, แฟนบอลทีมชาติอังกฤษที่บินจากลอนดอนเพื่อติดตามชมการแข่งขันของทีมในทุกนัด อาจสร้างคาร์บอนฟุตปรินต์เทียบเท่ากับการใช้พลังงานเพื่อทำความร้อนในบ้านโดยเฉลี่ยในสหราชอาณาจักรเกือบสองปี

ติดตามทีมรักสู่รอบชิงชนะเลิศ อาจมีระยะทางไกลกว่าการเดินทางค่อนโลก

.

หากยึดตามตัวอย่างของแฟนบอลทีมชาติอังกฤษที่หวังจะติดตามทีมของ โธมัส ทูเคิล ตั้งแต่นัดแรกที่เมืองดัลลัสในวันที่ 17 มิ.ย. ไปจนถึงรอบชิงชนะเลิศที่รัฐนิวเจอร์ซีย์ในวันที่ 19 ก.ค. การต้องบินไปชมตามสนามแข่งขันต่าง ๆ ทุกสนามนั้น หมายความว่าพวกเขาจะต้องใช้เวลาอยู่บนเครื่องบินเป็นเวลานาน

โดยรวมแล้ว แฟนบอลที่เดินทางไป-กลับจากกรุงลอนดอน เพื่อเข้าชมทีมชาติอังกฤษเตะทุกนัดนั้นจะต้องเดินทางเป็นระยะทางเกือบสองในสามของเส้นรอบวงโลก

เฉพาะในรอบแบ่งกลุ่ม แฟนบอลอังกฤษที่ตามเชียร์ทีมรักอาจต้องเดินทางไกลกว่า 1,760 ไมล์ข้ามไปมาระหว่างเมืองต่าง ๆ ที่เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน

เมื่อรวมเที่ยวบินจากลอนดอน และหากรวมระยะทางในกรณีที่อังกฤษผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ระยะทางรวมก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก

หากอังกฤษคว้าแชมป์กลุ่มและเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ แฟนบอลจะต้องเดินทางอย่างน้อย 14,698 ไมล์ (ราว 23,650 กิโลเมตร) ซึ่งก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2e) ประมาณ 3.4 ตันต่อคน

แต่หากอังกฤษเข้ารอบในฐานะรองแชมป์กลุ่มและยังคงผ่านเข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศ ระยะทางการเดินทางจะเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 15,385 ไมล์ (ราว 24,758 กิโลเมตร) หรือเทียบได้กับการปล่อย CO2e ราว 3.5 ตันต่อแฟนบอลหนึ่งคน

ทีมชาติอังกฤษอาจยังสามารถผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้แม้จะจบอันดับสามในรอบแบ่งกลุ่ม อย่างไรก็ตาม เราไม่ได้คำนวณกรณีดังกล่าวในที่นี้ เนื่องจากมีความซับซ้อนเกี่ยวกับเงื่อนไขการเข้ารอบและเส้นทางการแข่งขันที่เป็นไปได้หลายแบบมาก

การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นตัน ๆ หมายถึงอะไร ?

การเดินทางโดยเครื่องบินถือเป็นรูปแบบการเดินทางที่ปล่อยคาร์บอนสูงที่สุด โดยก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกซึ่งสะสมอยู่ในชั้นบรรยากาศ และมีส่วนทำให้เกิดภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

องค์กรด้านสภาพภูมิอากาศ ธรัสต์ คาร์บอน (Thrust Carbon) ระบุว่า ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2e) ราว 3.4 ตัน ซึ่งเป็นปริมาณที่แฟนบอลทีมชาติอังกฤษหนึ่งคนอาจสร้างขึ้นจากการเดินทางไปชมการแข่งขันครบทุกนัดนั้น เทียบเท่ากับการผลิตถุงพลาสติก 34,000 ใบ หรือการให้ความร้อนแก่บ้านทั่วไปหนึ่งหลังในสหราชอาณาจักรนานถึง 19 เดือน

ดร.สจวร์ต พาร์กินสัน จากองค์กรนักวิทยาศาสตร์เพื่อความรับผิดชอบระดับโลก (Scientists for Global Responsibility - SGR) ระบุว่าการประเมินของบีบีซีตามที่ได้กล่าวไปนั้น "น่ากังวลอย่างยิ่ง"

"การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ปริมาณ 3.4 ตัน… ต่อแฟนบอลทีมชาติอังกฤษหนึ่งคน… เทียบได้กับการปล่อยมลพิษตลอดทั้งปีของประชากรโดยเฉลี่ยในประเทศกำลังพัฒนา เช่น เฮติ ถึงสองหรือสามเท่า" เขากล่าว

พาร์กินสันชี้ให้เห็นว่า ระดับการปล่อยมลพิษจากการเดินทางทางอากาศดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่โลกกำลังมุ่งหน้าสร้างมลพิษแซงเป้าหมายตามข้อตกลงปารีส ซึ่งตั้งเป้าจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกให้ไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับระดับก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม

"เมื่อเราพิจารณาถึงผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มันไม่มีเหตุผลเลยที่จะทำเช่นนี้ แต่เรากลับกำลังพุ่งแซงเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศไปอย่างรวดเร็ว" เขากล่าว

"เราแทบไม่สามารถแบกรับการปล่อยมลพิษในระดับนี้ได้… มันเป็นสิ่งที่โลกไม่อาจรองรับได้"

.
คำบรรยายภาพ, การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อแฟนบอลหนึ่งคนของทีมชาติต่าง ๆ หากชาตินั้น ๆ ทะลุไปถึงรอบชิงชนะเลิศ

แฟนบอลสกอตแลนด์เผชิญการปล่อยคาร์บอนในระดับใกล้เคียงกัน

สำหรับแฟนบอลทีมชาติสกอตแลนด์ที่ต้องการติดตามทีมของตน ระยะทางการเดินทางในรอบแบ่งกลุ่มจะน้อยกว่าของแฟนบอลอังกฤษ แต่หากทีมสามารถผ่านเข้ารอบต่อไปได้ ระยะทางรวมจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ในรอบแบ่งกลุ่ม กลุ่มแฟนบอลทาร์ทันอาร์มี (Tartan Army) จะต้องเดินทางรวมระยะทางราว 1,258 ไมล์ (ประมาณ 2,024 กิโลเมตร) ไปมาระหว่างเมืองเจ้าภาพต่าง ๆ

หากทีมสามารถคว้าแชมป์กลุ่มและผ่านไปถึงรอบชิงชนะเลิศได้ เมื่อรวมเที่ยวบินไป-กลับจากเอดินบะระทั้งก่อนและหลังการแข่งขัน ระยะทางการเดินทางจะเพิ่มขึ้นเกินกว่า 12,420 ไมล์ (ราว 19,988 กิโลเมตร) และก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2e) ประมาณ 2.8 ตัน

ขณะที่การผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศด้วยการเป็นรองแชมป์กลุ่ม จะทำให้ระยะทางเพิ่มขึ้นเป็น 13,771 ไมล์ (ราว 22,163 กิโลเมตร) หรือคิดเป็นการปล่อย CO2e ราว 3.3 ตัน

ทีมชาติสกอตแลนด์ได้เข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายอีกครั้งเป็นครั้งแรกในรอบ 28 ปี จึงเป็นที่คาดการณ์ว่าจะมีแฟนบอลสกอตแลนด์หลายหมื่นคนเดินทางไปยังสหรัฐอเมริกา

.

มุมมองของแฟนบอล: 'เปลี่ยนจากด้านลบให้เป็นด้านบวก'

พอล กูดวิน ผู้ร่วมก่อตั้งสมาคมผู้สนับสนุนฟุตบอลสกอตแลนด์ (Scottish Football Supporters' Association - SFSA) กล่าวว่า แฟนบอลนั้นมีความตระหนักรู้เรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

"ในฐานะแฟนบอลสกอตแลนด์ คุณย่อมอยากไปอยู่ตรงนั้นจริง ๆ คุณเลือกที่จะไม่เดินทางไม่ได้" เขากล่าว "และผมคิดว่าแฟนบอลจำนวนไม่น้อยก็รู้สึกลำบากใจอยู่บ้าง"

กูดวินระบุว่า SFSA กำลังหามาตรการเพื่อให้ความรู้เรื่องความยั่งยืนแก่แฟนบอล

"เราตระหนักดีว่าฟุตบอลต้องมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม" เขากล่าว

"เรากำลังจัดทำแผนเพื่อให้แน่ใจว่าทาร์ทันอาร์มีตระหนักถึงผลกระทบที่พวกเขาสร้างขึ้น และรับผิดชอบต่อสิ่งนั้นอย่างจริงจัง

"ประเด็นสำคัญคือทำอย่างไรให้สามารถลดผลกระทบให้เหลือน้อยที่สุด และเปลี่ยนสิ่งที่เป็นด้านลบให้กลายเป็นด้านบวก"

ฟีฟ่ากล่าวว่าอย่างไร

FIFA President Gianni Infantino holds the FIFA World Cup winner's trophy while speaking during the FIFA World Cup 2026 International Broadcast Center Grand Opening ceremony on June 01, 2026 in Dallas, Texas.

ที่มาของภาพ, Sam Hodde/Getty Images

คำบรรยายภาพ, ฟีฟ่าระบุว่า ยินดีต่อ "การตรวจสอบที่มีข้อมูลครบถ้วน"

ในแถลงการณ์ฉบับยาวที่ฟีฟ่าส่งให้บีบีซี ฟีฟ่าระบุว่าพวกเขาตระหนักถึงความสำคัญของผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ และยินดีต่อ "การตรวจสอบที่มีข้อมูลครบถ้วน"

"ฟีฟ่ายังตระหนักด้วยว่า ในงานขนาดใหญ่ใด ๆ ก็ตาม การเดินทางทางอากาศเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดรอยเท้าคาร์บอนโดยรวม และเป็นที่ชัดเจนว่าการลดการปล่อยมลพิษจากเที่ยวบินเป็นหนึ่งในความท้าทายด้านความยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดสำหรับผู้จัดงานมหกรรมระดับโลก" แถลงการณ์ฟีฟ่าระบุ

โฆษกฟีฟ่าได้กล่าวเพิ่มเติมถึงมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม "จำนวนมาก" ที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนี้ ซึ่งดำเนินการโดยฟีฟ่าและเมืองเจ้าภาพ ได้แก่

  • การใช้สนามกีฬาที่มีอยู่เดิม
  • รูปแบบการจัดการแข่งขันในภูมิภาค ซึ่งช่วยลด "ไม่ให้ผู้เข้าชมจำนวนมากต้องพึ่งพาการเดินทางระยะไกลทางอากาศ"
  • ความพยายามเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในการดำเนินงานของทัวร์นาเมนต์ ผ่านการส่งเสริมการอนุรักษ์น้ำ การใช้ระบบขนส่งสาธารณะ และการใช้ยานพาหนะที่ใช้ไฟฟ้า

ฟีฟ่ายังระบุด้วยว่า มีการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องเพื่อ "ส่งเสริมการรีไซเคิลและลดขยะอาหารในพื้นที่จัดการแข่งขันหลัก" ขณะที่กำลังจะเริ่มโครงการปลูกต้นไม้เพิ่มทั่วทวีปอเมริกาเหนือ

South Africa fans enjoy the atmosphere ahead of the 2010 FIFA World Cup South Africa Group A match between South Africa and Uruguay at Loftus Versfeld Stadium on June 16, 2010 in Tshwane/Pretoria, South Africa.

ที่มาของภาพ, Shaun Botterill - FIFA/FIFA via Getty Images

คำบรรยายภาพ, เป็นที่คาดการณ์ว่าแฟนบอลแอฟริกาใต้จะเป็นกลุ่มที่ต้องเดินทางไกลที่สุด

ทีมใดต้องเดินทางไกลที่สุด ?

ฟุตบอลโลกปี 2026 จะมีทั้งหมด 48 ทีม โดยระยะทางการเดินทางจะแตกต่างกันไปตามตำแหน่งสนามแข่งขันในรอบแบ่งกลุ่มและเส้นทางในรอบน็อกเอาต์

แม้ว่าฟีฟ่าจะพยายามจัดการแข่งขันรอบแบ่งกลุ่มในลักษณะตามภูมิภาคเพื่อลดการเดินทางข้ามฝั่งประเทศ แต่หากทีมต่าง ๆ สามารถผ่านเข้าสู่รอบลึกในรอบน็อกเอาต์ได้ ระยะทางการเดินทางของแฟนบอลบางกลุ่มก็มีแนวโน้มจะเกินกว่า 12,000 ไมล์ (ราว 19,312 กิโลเมตร)

ภาระการเดินทางที่หนักที่สุดในรอบแบ่งกลุ่มจะตกอยู่กับทีมจากรอบเพลย์ออฟจากยูฟ่าในกลุ่มบี ซึ่งได้แก่บอสเนีย-เฮอร์เซโกวีนา โดยแฟนบอลที่เดินทางไปชมครบทั้งสามนัดในโทรอนโต ลอสแอนเจลิส และซีแอตเทิล จะต้องเดินทางรวมมากกว่า 3,140 ไมล์ (ราว 5,053 กิโลเมตร)

When return flights from the competing country are included, South Africa fans face the largest travel burden - both for the group stage and an admittedly unlikely run to the final:

เมื่อรวมเที่ยวบินไป-กลับจากประเทศต้นทาง แฟนบอลแอฟริกาใต้จะเป็นกลุ่มที่ต้องเผชิญภาระการเดินทางสูงที่สุด ทั้งในรอบแบ่งกลุ่มและในเส้นทางสู่รอบชิงชนะเลิศซึ่งแม้มีโอกาสเกิดขึ้นไม่มากนัก ได้แก่

  • รอบแบ่งกลุ่ม: อย่างน้อย 21,090 ไมล์ (ราว 33,938 กิโลเมตร)
  • กรณีเป็นแชมป์กลุ่มและเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ: อย่างน้อย 22,764 ไมล์ (ราว 36,627 กิโลเมตร)
  • กรณีเป็นรองแชมป์กลุ่มและเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ: อย่างน้อย 26,834 ไมล์ (ราว 43,176 กิโลเมตร)

การเดินทางดังกล่าวก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2e) ราว 4.7 ตันต่อแฟนบอลหนึ่งคนในรอบแบ่งกลุ่ม และอาจเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 5.9 ตันต่อคนในกรณีที่ทีมผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศในฐานะรองแชมป์กลุ่ม

ทั้งนี้ สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่า การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โดยเฉลี่ยต่อปีของประชากรแอฟริกาใต้อยู่ที่ราว 5.8 ตัน CO2e

ในบรรดาทีมชาติตัวเต็ง ทีมที่คาดว่าแฟนบอลจะมีภาระการเดินทางสูงที่สุดคือเยอรมนี โดยมีตัวเลขดังนี้

  • กรณีเป็นแชมป์กลุ่มและเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ: อย่างน้อย 17,935 ไมล์ หรือราว 28,862 กิโลเมตร (ประมาณ 3.2 ตัน CO2e)
  • กรณีเป็นรองแชมป์กลุ่มและเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ: อย่างน้อย 19,770 ไมล์ หรือราว 31,817 กิโลเมตร (ประมาณ 3.5 ตัน CO2e)

ในทางตรงกันข้าม ฝรั่งเศสเป็นทีมที่มีแฟนบอลมีภาระการเดินทางในรอบแบ่งกลุ่มต่ำที่สุด โดยมีระยะทางเพียงประมาณ 370 ไมล์ หรือราว 595 กิโลเมตร (ไม่รวมเที่ยวบินระหว่างประเทศ) และยังสามารถเดินทางระหว่างสองเมืองเจ้าภาพได้ด้วยรถไฟ

South Africa's players arrive at the Mexico City Felipe Angeles International Airport in Zumpango, Mexico on June 2, 2026, ahead of the FIFA 2026 World Cup football tournament.

ที่มาของภาพ, Alfredo ESTRELLA / AFP via Getty Images

ฟุตบอลโลกที่ก่อมลพิษมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา

รายงานปี 2025 ขององค์กร SGR ประเมินว่า คาร์บอนฟุตปรินต์รวมของฟุตบอลโลก 2026 อาจสูงเทียบเท่าการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 9 ล้านตัน

SGR ระบุว่าตัวเลขดังกล่าวเกือบมากกว่าค่าเฉลี่ยจากฟุตบอลโลก 4 ครั้งหลังสุดถึงสองเท่า และจะทำให้ทัวร์นาเมนต์นี้กลายเป็นการแข่งขันที่ก่อมลพิษมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา

"นั่นสูงกว่า [การปล่อยคาร์บอนของ] ประเทศจำนวนมากในโลก... เทียบเท่ากับการใช้รถยนต์ในสหราชอาณาจักรกว่า 6 ล้านคันตลอดหนึ่งปี" พาร์กินสันกล่าว

พาร์กินสันระบุว่า การเดินทางทางอากาศมีส่วนสร้างมลพิษมากที่สุด คิดเป็นราว 80-90% ของคาร์บอนฟุตปรินต์ของฟุตบอลโลก

"การลดการเดินทางทางอากาศเป็นหนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการลดคาร์บอนฟุตปรินต์" เขากล่าว

พาร์กินสันยังมองว่า การตัดสินใจของฟีฟ่าในการขยายจำนวนทีมที่เข้าร่วมฟุตบอลโลก "กำลังบั่นทอนความมุ่งมั่นใด ๆ ที่ประกาศไว้ในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างสิ้นเชิง"

"พวกเขาควรพิจารณาลดขนาดทัวร์นาเมนต์ให้เล็กลง ไม่ใช่ขยายมัน" เขากล่าว

อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าวดูไม่น่าจะเกิดขึ้น

ฟุตบอลโลกครั้งหน้าในปี 2030 จะจัดขึ้นร่วมกันโดยโมร็อกโก โปรตุเกส และสเปน และเนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปีของการแข่งขัน จะมีการจัดการแข่งขัน 3 นัดในอุรุกวัย อาร์เจนตินา และปารากวัยด้วย

ส่วนในฟุตบอลโลกปี 2034 การแข่งขันจะจัดขึ้นที่ซาอุดีอาระเบีย โดยมีสนามแข่งขันทั้งหมด 11 แห่ง ซึ่งในขณะนี้ยังไม่มีสนามใดถูกก่อสร้างขึ้น

เกิดอะไรขึ้นในฟุตบอลโลกครั้งก่อน ๆ ?

People walk near the 2022 FIFA World Cup countdown clock along the waterfront at the Doha corniche facing the high-rise buildings in the West Bay district on April 16, 2024.

ที่มาของภาพ, KARIM JAAFAR/AFP via Getty Images

คำบรรยายภาพ, ฟุตบอลโลก 2022 ที่กาตาร์ถือเป็นการแข่งขันที่มีความกระชับมากที่สุดเท่าที่เคยจัดมา โดยมีการเดินทางภายในประเทศน้อย สนามแข่งขันตั้งอยู่ในพื้นที่ศูนย์กลาง และสามารถเข้าถึงได้ผ่านระบบขนส่งสาธารณะ

ฟุตบอลโลก 2022 ที่กาตาร์ถือเป็นการแข่งขันที่มีความกระชับมากที่สุดเท่าที่เคยจัดมา โดยมีการเดินทางภายในประเทศน้อย สนามแข่งขันตั้งอยู่ในพื้นที่ศูนย์กลาง และสามารถเข้าถึงได้ด้วยระบบขนส่งสาธารณะ ทีมส่วนใหญ่มักพักอยู่ในสถานที่เดียว ขณะที่แฟนบอลสามารถเข้าชมการแข่งขันได้หลายนัดภายในวันเดียวกัน

ขณะที่สำหรับเจ้าภาพในประเทศขนาดใหญ่อย่างบราซิลในปี 2014 และรัสเซียในปี 2018 ย่อมนำมาซึ่งระยะทางการเดินทางที่ยาวไกลกว่า โดยในบางกรณีต้องเดินทางหลายพันไมล์แม้จะอยู่เพียงในรอบแบ่งกลุ่ม อย่างไรก็ตาม การแข่งขันเหล่านั้นยังคงจัดขึ้นภายในประเทศเดียว และมีจำนวนทีมเข้าร่วมที่น้อยกว่า (32 ทีม) จึงมีจำนวนแมตช์แข่งขันน้อยกว่าฟุตบอลโลกครั้งนี้ด้วย

วิธีการคำนวณตัวเลข

บีบีซีสปอร์ตใช้วิธีคำนวณระยะทางระหว่างเมืองเจ้าภาพโดยอ้างอิงจากสนามบินที่ใกล้ที่สุด และตั้งสมมติฐานว่าแฟนบอลจากประเทศต่าง ๆ จะบินตรงไปยังเมืองที่มีการแข่งขันนัดแรกในรอบแบ่งกลุ่ม และบินกลับจากเมืองที่จัดการแข่งขันนัดสุดท้ายของทัวร์นาเมนต์ หากมีเที่ยวบินตรงระหว่างประเทศให้บริการ

ในกรณีที่ไม่มีเที่ยวบินตรง เราเลือกใช้เส้นทางบินต่อเครื่องที่สั้นที่สุดในการคำนวณ

สำหรับเส้นทางระยะสั้น ยังมีการนำการเดินทางด้วยรถไฟมานับรวมด้วย เช่น กรณีแฟนบอลฝรั่งเศสที่เดินทางระหว่างอีสต์รัทเทอร์ฟอร์ดในนิวเจอร์ซีย์ กับฟิลาเดลเฟีย

การคำนวณเที่ยวบินใช้เครื่องมือคำนวณไมล์การบิน (air miles calculator) ขณะที่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกคำนวณจากค่าเฉลี่ยต่อผู้โดยสาร และปรับค่าน้ำหนักตามเกณฑ์การแปลงก๊าซเรือนกระจกของรัฐบาลสหราชอาณาจักร

ทั้งนี้ การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อไมล์จะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับประเภทของเที่ยวบินด้วย เช่น เที่ยวบินภายในประเทศ เที่ยวบินระยะสั้นเข้า-ออกสหราชอาณาจักร เที่ยวบินระยะไกลเข้า-ออกสหราชอาณาจักร หรือเที่ยวบินระหว่างประเทศที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสหราชอาณาจักร

ตัวเลขทั้งหมดจึงใช้เพื่อเป็นเพียงตัวชี้วัดด้านระยะทางการเดินทางและการปล่อยมลพิษเท่านั้น โดยในความเป็นจริง ตัวเลขอาจแตกต่างกันไปตามประเภทของเครื่องบิน จำนวนผู้โดยสาร ชั้นโดยสาร และเส้นทางการบิน

รายงานเพิ่มเติมโดย เดล จอห์นสัน