ถึงคราวที่สไปเดอร์แมนในเวอร์ชัน "ทอม ฮอลแลนด์" จะต้องเติบโต หรือว่า เขาควรแขวนชุดสไปเดอร์แมนได้แล้ว

สไปเดอร์แมน

ที่มาของภาพ, Sony Pictures

    • Author, นิโคลัส บาร์เบอร์
  • Published
  • เวลาอ่าน: 5 นาที

ภาพยนตร์เรื่อง "สไปเดอร์แมน: แบรนด์ นิว เดย์" (Spider-Man: Brand New Day) ภาพยนตร์ภาคล่าสุดของแฟรนไชส์หนังสไปเดอร์แมน คาดว่าจะต้องประสบความสำเร็จอย่างมหาศาลแน่นอน

แต่สไปเดอร์แมนในเวอร์ชันของฮอลแลนด์กำลังเริ่มหมดใยแมงมุม (หรือหมดมุก) ซะแล้ว ถึงเวลาที่ตัวละครนี้ต้องได้รับการพัฒนาไปอีกขั้น ไม่เช่นนั้นก็ควรส่งไม้ต่อให้นักแสดงรุ่นใหม่เข้ามาแทน

สไปเดอร์แมน: แบรนด์ นิว เดย์ (Spider-Man: Brand New Day) ภาคล่าสุดนี้ ถูกคาดว่าจะได้ครองสถิติภาพยนตร์ที่เปิดตัวแรงที่สุดในปี 2026

และยังมีโอกาสสูงที่จะกลายเป็นภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ที่สร้างรายได้มหาศาลที่สุดในปีนี้เลยทีเดียว

ภาพยนตร์ภาคก่อนหน้าของแฟรนไชส์อย่าง สไปเดอร์แมน: โน เวย์ โฮม (Spider-Man: No Way Home) ทำรายได้เกือบ 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.7 หมื่นล้านบาท)

และนับตั้งแต่นั้นมา แฟน ๆ ก็ยิ่งชอบนักแสดงนำอย่างทอม ฮอลแลนด์และเซนดายามากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งชีวิตรักนอกจอของทั้งคู่ดูเหมือนจะสร้างความตราตรึงใจให้แฟน ๆ ได้มากกว่าบทบาทตัวละครใด ๆ ที่พวกเขาแสดงบนจอเสียอีก

นอกจากนี้ ตัวภาพยนตร์เองก็เป็นผลงานที่สร้างสรรค์และเต็มไปด้วยฉากแอ็กชันที่สุดจะบรรยาย จึงกลายเป็นอีกหนึ่งผลงานซีรีส์ที่ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม

ในบางมุมภาพยนตร์เรื่อง สไปเดอร์แมน: แบรนด์ นิว เดย์ ถือเป็นของขวัญสำหรับแฟน ๆ ของจักรวาลซูเปอร์ฮีโรจากค่ายมาร์เวล (Marvel) ด้วยการขนฉากเอาใจแฟน ๆ คอเนิร์ดมาเต็มที่ เช่น การต่อสู้ระหว่างสไปเดอร์แมนกับฮัลค์ (รับบทโดยมาร์ค รัฟฟาโล) การจับคู่แบบคาดไม่ถึงกับกับเดอะพันนิชเชอร์ (รับบทโดย จอน เบิร์นธัล ที่ดูตลกและไม่น่ากลัวเท่ากับเวอร์ชันในดิสนีย์พลัส (Disney+)) และเรื่องราวต่าง ๆ ที่ผู้เขียนจะไม่สปอยล์ที่นี่

สไปเดอร์แมนในเวอร์ชันของฮอลแลนด์กำลังใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว หลังจากถูกลบออกจากความทรงจำของอดีตแฟนเก่าและเพื่อนรักของเขา

ที่มาของภาพ, Sony Pictures

คำบรรยายภาพ, สไปเดอร์แมนในเวอร์ชันของฮอลแลนด์กำลังใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว หลังจากที่เขาถูกลบไปจากความทรงจำของอดีตแฟนสาวและเพื่อนสนิท

แต่ในขณะเดียวกัน ภาคใหม่อย่าง "แบรนด์ นิว เดย์" ก็อาจทำให้แฟน ๆ รู้สึกไม่พอใจอยู่บ้าง ด้วยความรู้สึกที่ว่าปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ หรือสไปเดอร์แมนในเวอร์ชันของฮอลแลนด์อาจจะถึงทางตันแล้ว หรือหมดมุกแล้ว (เปรียบเปรยได้ว่า เขาอาจกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ "ใยแมงมุมกำลังจะหมดลง" ก็ได้)

ในระยะเวลาห้าปีนับตั้งแต่ภาพยนตร์ภาคล่าสุดออกฉาย ตัวละครเหล่านี้ก็เติบโตไปตามกาลเวลาเช่นกัน สไปเดอร์แมนได้ต่อสู้กับอาชญากรรมมากมายจนชาวนิวยอร์กต่างชื่นชอบในตัวเขา (ไม่มีวี่แววของเจ โจนาห์ เจมส์สัน ผู้ต่อต้านและไม่ชอบสไปเดอร์แมนอย่างรุนแรง)

ในขณะเดียวกัน เนด (รับบทโดย เจคอบ บาตาลอน) เพื่อนสนิทของเขา และเอ็มเจ (รับบทโดย เซนดายา) อดีตคนรักเก่าของเขา ต่างก็เรียนจบจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์หรือ MIT แล้ว

ปัญหาคือเนื่องจากความอลหม่านที่เกี่ยวข้องกับเวทมนตร์ในภาค "โน เวย์ โฮม" ทำให้เอ็มเจและเนดสูญเสียความทรงจำเกี่ยวกับปีเตอร์ไป

ไม่เพียงแต่ลืมว่าเขาคือ สไปเดอร์แมน แต่ลืมไปเลยว่าปีเตอร์เคยมีตัวตน

วนอยู่ในลูป

ในภาค "โน เวย์ โฮม" จบลงด้วยคำสัญญาว่าปีเตอร์จะอธิบายให้พวกเขาฟังว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ในภาค "แบรนด์ นิว เดย์" เราได้รู้ว่าเขาตัดสินใจที่จะไม่ทำเช่นนั้น

เขาตัดสินใจปลีกตัวออกจากเพื่อนและคนรักเก่า และอาศัยอยู่เพียงลำพังในห้องใต้หลังคาที่เต็มไปด้วยฝุ่น มีเพียงคอมพิวเตอร์สั่งการด้วยเสียงเป็นเพื่อนคลายเหงา เพื่อความปลอดภัยของทุกคน

นั่นหมายความว่า แทนที่จะพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างปีเตอร์กับเอ็มเจ ทางแฟรนไชส์กลับยกเลิกความสัมพันธ์นั้นไปโดยสิ้นเชิง เพื่อที่ว่าเมื่อคู่รักที่โดนโชคชะตาเล่นตลกได้หวนกลับมาเจอกันอีกครั้ง ฮอลแลนด์จะได้กลับมามีบุคลิกหนุ่มเนิร์ดขี้อาย พูดติดอ่าง เหมือนเดิมเมื่อเจอคนที่ชอบ

แม้ฮอลแลนด์จะรับบทนำในภาพยนตร์สไปเดอร์แมนมาถึงสี่ภาคแล้ว แต่ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดที่สุดของตัวละครแทบไม่ต่างอะไรจากภาคแรกเลย

นี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นประจำในหนังสือการ์ตูนซูเปอร์ฮีโร ที่ว่าหากซีรีส์ใดตีพิมพ์มาหลายทศวรรษแล้ว เช่นเดียวกับสไปเดอร์แมน การรีเซ็ตบทใหม่เป็นระยะ ถือเป็นสิ่งที่จำเป็น

แต่ซูเปอร์ฮีโรในภาพยนตร์บางครั้งก็สามารถเติบโตและเปลี่ยนแปลงไปตามอายุของนักแสดงได้

นั่นเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ผู้คนจำนวนมากชื่นชอบตัวละครอย่างโทนี สตาร์ค หรือ ไอรอนแมน รับบทโดยโรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ และสตีฟ โรเจอร์หรือกัปตันอเมริกา รับบทโดยคริส อีแวนส์

ปีเตอร์ยังไม่เคยผ่านจุดนั้น ฮอลแลนด์แสดงนำในภาพยนตร์สไปเดอร์แมนถึงสี่ภาคแล้ว (ไม่นับรวมที่ไปปรากฏตัวในภาพยนตร์กัปตันอเมริกาและอเวนเจอร์สภาคต่าง ๆ) แต่ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดที่สุดของเขาก็ยังคงเหมือนเดิมไม่ต่างจากตอนเริ่มต้น

เช่นเดียวกับแง่มุมอื่น ๆ ของตัวละคร หนึ่งในโครงเรื่องหลักของภาค "แบรนด์ นิว เดย์" คือ ปีเตอร์กำลังกลายร่างเป็นยอดมนุษย์ที่มีพลังมากขึ้นและมีความเป็นแมงมุมมากขึ้น ซึ่งเป็นแนวคิดที่ชวนขนลุกคล้ายกับภาพยนตร์สยองขวัญคลาสสิกเรื่อง "เดอะ ฟลาย" (The Fly) ของเดวิด โครเนนเบิร์ก

เนื้อเรื่องส่วนนี้กินเวลาไปมากเกินควร อีกทั้งยังเต็มไปด้วยศัพท์เทคนิคที่ฟังดูยืดเยื้อและเข้าใจยากเกี่ยวกับ "สารยับยั้ง" ที่ทำหน้าที่ระงับการกลายพันธุ์

แต่ก็อีกนั่นแหละ มันไม่ได้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรในตัวละครหรือจักรวาลของเขาเลย

ไม่ได้ต้องการที่จะสปอยล์อะไร แต่ปีเตอร์ไม่ได้จะกลายร่างเป็นสัตว์ประหลาดแปดขาแปดตา

ผู้กำกับ เดสติน แดเนียล เครตตัน และผู้เขียนบท คริส แมคเคนนา และเอริค ซอมเมอร์ส ต่างก็ยังคิดไม่ออกว่าจะพาฮีโรผู้โหนใยแมงมุมของพวกเขาไปสู่สิ่งใหม่ ๆ ได้อย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าตลกสำหรับภาพยนตร์ที่มีคำว่า "New" อยู่ในชื่อเรื่อง

ตลอดเวลาสองชั่วโมงครึ่ง ปีเตอร์ไม่ได้ทำอะไรที่เกินเลยไปกว่าสิ่งที่สามารถจัดการให้จบได้ภายในฉากเปิดเรื่องที่มีความยาว 5 นาที ก่อนที่จะขึ้นไตเติล

ในภาพยนตร์ภาคถัดไป ซึ่งคงจะมีตามมาในอีกไม่ช้านี้ บางทีทีมงานอาจจะกล้าพอที่จะปล่อยให้ตัวละครได้เติบโตและก้าวเดินต่อไปข้างหน้า

บางทีเราอาจจะได้เห็นปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ที่โตขึ้น มีงานทำและมีครอบครัวแล้ว

แต่ในตอนนี้ก็ฮอลแลนด์อายุ 30 ปีแล้ว ถ้าสไปเดอร์แมนของเขาไม่ได้เติบโตขึ้นเลย เขาก็น่าจะแขวนชุดสีแดงน้ำเงินนั่นไว้ แล้วเปิดทางให้นักแสดงที่อายุน้อยกว่าได้มารับช่วงต่อบ้าง

สำหรับภาพยนตร์เรื่อง "สไปเดอร์แมน: แบรนด์ นิว เดย์" มีกำหนดเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ทั่วโลกในวันที่ 31 ก.ค. นี้