คลื่นผู้อพยพที่หลั่งไหลเข้าสู่เซวตา สร้างความยุ่งยากทางการทูตให้กับสเปนอย่างไร

Dozens of migrants walking on a coastal path

ที่มาของภาพ, Getty Images

    • Author, พอล เมลลี
    • Role, นักวิเคราะห์ด้านแอฟริกา
  • Published
  • เวลาอ่าน: 6 นาที

เมื่อผู้อพยพที่มีจำนวนมากถึง 60,000 คน ซึ่งว่ายน้ำเข้ามาหรือตะเกียกตะกายหาทางข้ามมายังเมืองเซวตา (Ceuta) เริ่มทยอยกลับไปยังโมร็อกโก สิ่งที่ดูเหมือนกำลังจะเป็นวิกฤตครั้งใหญ่ก็ค่อย ๆ เริ่มคลี่คลายลง

แรงกดดันทางการเมืองและทางการทูตที่ถาโถมใส่นายกรัฐมนตรี เปโดร ซานเชซ ของสเปน หลังจากที่คลื่นผู้อพยพฝ่าด่านชายแดนสำคัญนี้เข้ามาได้ อาจเริ่มเบาบางลงเมื่อการเสริมกำลังทหารและตำรวจเริ่มมีผลในทางปฏิบัติ และเจ้าหน้าที่ได้คัดกรองบังคับผลักดันผู้มาใหม่ที่ไม่มีสิทธิที่จะพำนักอยู่ต่อกลับประเทศ

หลายคนดูเหมือนจะเป็นคนชาวโมร็อกโกในพื้นที่อยู่แล้ว ซึ่งไม่ได้เตรียมตัวสำหรับการเดินทางระยะไกลอันยากลำบากแบบการเดินทางของผู้อพยพจากแอฟริกาตอนใต้ทะเลทรายซาฮารา ที่ต้องข้ามทะเลทรายและเสี่ยงชีวิตอยู่บนเรือประมงเพื่อข้ามไปยังหมู่เกาะคานารี

ซานเชซรีบเดินทางไปยังเมืองเซวตาในเช้าวันศุกร์ (31 ก.ค.) เขากล่าวหาขบวนการค้ามนุษย์ว่าใช้ประโยชน์จากคำวินิจฉัยล่าสุดของศาลสูงสุด ซึ่งจำกัดสิทธิของรัฐบาลไม่ให้สามารถเนรเทศผู้ที่เดินทางข้ามทะเลมายังเมืองแห่งนี้ได้โดยทันที

การอพยพครั้งใหญ่เข้าสู่เมืองเซวตาเคยเกิดขึ้นล่าสุดในปี 2021 โดยมีผู้อพยพประมาณ 10,000 คน ฝ่าเข้ามายังดินแดนแห่งนี้

ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงสัดส่วนหนึ่งในหกของตัวเลขผู้อพยพในครั้งนี้ที่มีการประเมินไว้ ซึ่งใช้วิธีการปีนข้ามหรือว่ายน้ำข้ามรั้วพรมแดนเข้ามาภายในระยะเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง

ในทางปฏิบัติที่เห็นได้ชัดทันที เหตุการณ์ครั้งนี้ดูเหมือนจะได้รับการสนับสนุนจากการที่เจ้าหน้าที่พิทักษ์ชายแดนของโมร็อกโกพร้อมปล่อยผ่านและยอมให้ทุกคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชายวัยหนุ่มหรือวัยกลางคน และบางส่วนเป็นผู้หญิงและเด็ก พยายามหาทางข้ามเข้าสู่ดินแดนเล็ก ๆ ของสหภาพยุโรปที่ตั้งอยู่บนชายฝั่งแอฟริกาเหนือแห่งนี้ ไม่ว่าจะต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงใด

และการข้ามแดนนั้นก็มีความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 57 รายแล้วจากความพยายามนั้น ซึ่งส่วนมากดูเหมือนจะเสียชีวิตจากการจมน้ำ

คำบรรยายวิดีโอ, ผู้สื่อข่าวบีบีซีอธิบายสาเหตุที่อาจทำให้เกิดคลื่นผู้อพยพครั้งใหญ่ไปยังเมืองเซวตา

คำถามที่ใหญ่กว่าก็คือ เหตุใดโมร็อกโกจึงปล่อยให้กองกำลังของตัวเอง ที่โดยปกติแล้วก็มีประสิทธิภาพ ใช้แนวทางปล่อยเลยตามเลยเช่นนี้

ประเด็นนี้เชื่อมโยงกับความสัมพันธ์ระหว่างราชอาณาจักรโมร็อกโก กับทั้งยุโรปและประเทศเพื่อนบ้านอย่างแอลจีเรีย ที่มีความอ่อนไหวมาก ซึ่งสเปนก็มีบทบาทพิเศษในความสัมพันธ์นี้

ผ่านมากว่า 50 ปีแล้วที่ทางการสเปนยอมสละการควบคุมดินแดนซาฮาราสเปน (Spanish Sahara) ภายใต้แรงกดดันจากการเข้ายึดครองของกษัตริย์ฮัสซันที่ 2 แห่งโมร็อกโกในขณะนั้น

ขณะนั้นแอลจีเรียเลือกที่จะสนับสนุนกลุ่มแนวร่วมโปลิซาริโอ (Polisario) ซึ่งเป็นขบวนการต่อสู้เพื่อเอกราชของชาวพื้นเมือง และต่อมาก็ได้ให้ที่พักพิงแก่ผู้สนับสนุนกลุ่มแนวร่วมนี้ในค่ายผู้ลี้ภัยกลางทะเลทราย และให้ที่พำนักกับผู้นำทางการเมืองของกลุ่มแนวร่วมดังกล่าว

ปัจจุบัน รัฐบาลของสองประเทศในภูมิภาคมาเกร็บ (Maghreb) ยังคงประลองกันในสงครามเย็นทางการทูตเหนือดินแดนที่เรียกว่า 'ซาฮาราตะวันตก' (Western Sahara) ซึ่งเป็นข้อพิพาทที่ทำให้เจ้าหน้าที่กองกำลังรักษาสันติภาพแห่งสหประชาชาติจำนวนมากต้องประจำการเพื่อติดตามสถานการณ์ความสงบอันเปราะบางระหว่างกองกำลังแบบกองโจรของแนวร่วมโปลิซาริโอกับกองทัพโมร็อกโก

นี่คือประเด็นที่รัฐบาลต่าง ๆ ในยุโรปพยายามหลีกเลี่ยงที่จะเลือกข้างมานานหลายทศวรรษ

Composite graphic showing the Spanish enclave of Ceuta on the North African coast. The upper panel is a satellite map locating Ceuta between Morocco and Spain, with labels including Benzú, Tarajal and the Península de Almina, and an inset map showing its position between Spain and Morocco. The lower panel shows dozens of migrants in the sea and gathered on rocks near a border fence, illustrating a route around the coastal border. BBC graphic using Getty imagery.
คำบรรยายภาพ, แผนที่แสดงพรมแดนระหว่างประเทศโมร็อกโกกับสเปน ซึ่งผู้อพยพพยายามปีนข้ามรั้วหรือว่ายน้ำเพื่อข้ามไปยังเมืองเซวตา

แต่บางครั้งประเทศเหล่านี้ก็หลุดจากจุดสมดุลทางการทูต และสร้างความฉุนเฉียวต่อทั้งทางการแอลจีเรียและโมร็อกโก

และฝ่ายหลังก็ได้แสดงความพร้อมในการใช้แรงกดดันด้านการอพยพเป็นเครื่องมือในการตอบโต้สเปน ซึ่งเปราะบางเป็นพิเศษต่อแรงกดดันในลักษณะนี้ เพราะมีดินแดนเล็ก ๆ สองแห่งคือเมืองเซวตา และเมลียา (Melilla) อยู่บนชายฝั่งแอฟริกาเหนือ ซึ่งมีพรมแดนทางบกติดกับโมร็อกโก

การหลั่งไหลของคลื่นผู้อพยพราว 10,000 คนสู่เซวตาในปี 2021 เกิดขึ้นหลังจากทางการสเปนตัดสินใจอนุญาตให้บราฮิม กาลี ผู้นำแนวร่วมโปลิซาริโอ เข้ารับการรักษาโรคโควิด-19 ในโรงพยาบาลของสเปน

ส่วนการอพยพครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นฉับพลันในวันพฤหัสบดี (30 ก.ค.) ซึ่งมีจำนวนผู้อพยพสูงกว่ามากนั้น เกิดขึ้นหลังจากนายกรัฐมนตรีซานเชซของสเปน เดินทางเยือนกรุงแอลเจียร์ เมืองหลวงของแอลจีเรีย เมื่อไม่นานมานี้

การเดินทางดังกล่าวมาจากความพยายามฟื้นคืนความสัมพันธ์ทางการทูต เพื่อบรรเทาความโกรธเกรี้ยวของแอลจีเรียต่อการตัดสินใจของสเปนในปี 2022 ที่ล้มเลิกการวางตัวเป็นกลางและสนับสนุนแผนของโมร็อกโกที่ต้องการให้ซาฮาราตะวันตกปกครองตนเอง แต่จะไม่ให้เอกราช ซึ่งสหราชอาณาจักรก็แสดงจุดยืนในแบบเดียวกัน

Pedro Sanchez speaking at a news conference

ที่มาของภาพ, Moncloa HANDOUT/EPA/Shutterstock

คำบรรยายภาพ, ซานเชซกล่าวหาขบวนการค้ามนุษย์ว่าใช้ประโยชน์จากคำวินิจฉัยล่าสุดของศาลสูงสุดที่จำกัดสิทธิไม่ให้รัฐบาลสามารถเนรเทศผู้ที่เดินทางข้ามทะเลเข้ามายังดินแดนได้ทันที

ฝรั่งเศสเองก็ประสบปัญหาในการจะรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศคู่แข่งที่ขัดแย้งกันในภูมิภาคมาเกร็บ แต่สเปนคือประเทศที่มีความเปราะบางเป็นพิเศษจากตำแหน่งที่ตั้งของเมืองเซวตาและเมลียา

ทั้งสองเมืองมีจุดเริ่มต้นย้อนกลับไปหลายพันปีถึงยุคฟินิเชียน ก่อนจะตกอยู่ภายใต้การปกครองของชาวอาหรับ และถูกยึดครองโดยสเปนในศตวรรษที่ 16 ภายหลังจากที่ชาวคริสต์ยึดคืนคาบสมุทรไอบีเรีย

แต่ในทางปฏิบัติและบริบทปัจจุบัน ทั้งสองเมืองนี้คือดินแดนของสหภาพยุโรปบนชายฝั่งทางใต้ของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งมีพรมแดนทางบกเชื่อมต่อกับโมร็อกโกเพียงประเทศเดียว

ดังนั้นการหลั่งไหลของผู้อพยพเมื่อวันพฤหัสบดี (30 ก.ค.) ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงชั่วคราวหรือไม่ก็ตาม คือความท้าทายในทางปฏบัติสำหรับนายกรัฐมนตรีซานเชซ และเป็นความยุ่งยากทางการเมืองและทางการทูต

พรรคฝ่ายค้านสายอนุรักษนิยมซึ่งเป็นหนึ่งในพรรคหลักของสเปนอย่างปาร์ติโด ป็อปปูลาร์ (Partido Popular) และพรรคขวาจัดอย่างว็อกซ์ (Vox) ต่างก็หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมา ขณะที่รัฐบาลหลายประเทศในยุโรปแสดงถึงความกังวล โดยอิตาลีถึงขั้นพูดถึงการระงับสมาชิกภาพของสเปนในเขตเดินทางเสรีเชงเกน

แต่ในความเป็นจริง เนื่องจากตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ที่มีลักษณะเฉพาะของเซวตาและเมลียา สเปนได้ใช้มาตรการควบคุมพรมแดนภายในอย่างเข้มงวดกับเที่ยวบินและเรือข้ามฟากจากสองเมืองนี้เข้าสู่แผ่นดินใหญ่ ดังนั้น พวกเขาจึงสามารถควบคุมการเดินทางของผู้คนเข้าสู่พื้นที่อื่นของยุโรปในเขตเชงเกนได้.

เบื้องหลังเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่อการหลั่งไหลเข้ามาของผู้อพยพจำนวนมากเมื่อวันพฤหัสบดี (30 ก.ค.) ยังมีความแตกต่างอยู่ลึก ๆ ในเชิงมุมมองและนโยบาย

ซานเชซดำเนินนโยบายด้วยท่าที "เชิงบวกต่อการย้ายถิ่นฐาน" ซึ่งแตกต่างอย่างชัดเจนกับแนวทางของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปส่วนใหญ่ หรือสหราชอาณาจักร ที่มีความเข้มงวดมากกว่า เขาถึงขั้นริเริ่มโครงการนำชาวเซเนกัลเข้ามาทำงานในสเปนชั่วคราวในฐานะแรงงานตามฤดูกาล โดยเฉพาะที่เข้ามาเป็นแรงงานทำสวน

ยังคงต้องพิสูจน์ความยั่งยืนทางการเมืองและทางเศรษฐกิจของการดำเนินนโยบายเช่นนี้ ทว่ามันได้ส่งสารผ่านทางสาธารณะออกไปในลักษณะที่อาจทำให้รัฐบาลประเทศอื่น ๆ ในยุโรปไม่สบายใจ ซึ่งนี่อาจเป็นสิ่งที่อธิบายปฏิกิริยาของพวกเขาต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเซวตาได้

พอล เมลลี คือนักวิชาการที่ปรึกษาในโครงการแอฟริกาของสถาบันคลังสมองแชทแธมเฮ้าส์ (Chatham House) ในกรุงลอนดอน