You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
หลี่ เค่อเฉียง อดีตนายกฯ จีน ถึงแก่อสัญกรรมด้วยวัย 68 ปี
สถานีโทรทัศน์ซีซีทีวีของทางการจีนรายงานว่า นายหลี่ เค่อเฉียง อดีตนายกรัฐมนตรีของจีน ได้ถึงแก่อสัญกรรมแล้วด้วยอาการหัวใจวายเฉียบพลัน ระหว่างการพักผ่อนในนครเซี่ยงไฮ้ เมื่อคืนที่ผ่านมา ด้วยวัย 68 ปี
นายหลี่ เค่อเฉียง นับว่าเป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลลำดับที่สองในพรรคคอมมิวนิสต์ จนกระทั่งเขาเกษียณอายุเมื่อปีที่แล้ว
สถานีโทรทัศน์ซีซีทีวีรายงานว่า อดีตนายกรัฐมนตรีของจีนถึงแก่อสัญกรรม หลังเที่ยงคืนที่ผ่านมา (26 ต.ค.) เพียง 10 นาที แม้พยายามจะยื้อชีวิตอย่างสุดความสามารถแล้ว
ที่ผ่านมา นายหลี่ เค่อเฉียง ขึ้นสู่ตำแหน่งต่าง ๆ แม้ว่าจะไม่มีฐานกำลังหนุนในพรรค และในช่วงหนึ่งเขาเคยถูกวางตัวให้เป็นประธานาธิบดี
นักเศรษฐศาสตร์รายหนึ่งบอกว่า เขาถือเป็นเสาหลักสำคัญของเศรษฐกิจจีน แต่นักวิเคราะห์หลายคนบอกว่า ในช่วงปลายอาชีพทางการเมืองของเขา หลี่ เค่อเฉียง ถูกลดบทบาทลงเรื่อย ๆ ท่ามกลางความพยายามกระชับอำนาจของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง
ในช่วงท้ายของวาระการดำรงตำแหน่ง เขาเป็นเพียงเจ้าหน้าที่ระดับสูงเพียงคนเดียวที่เหลือรอด ที่กล่าวได้ว่าไม่ใช่ส่วนหนึ่งของกลุ่มภักดีต่อประธานาธิบดีสี จิ้นผิง
หลี่ เค่อเฉียง ถูกมองว่า เป็นพันธมิตรของอดีตประธานาธิบดีหู จิ่นเทา ที่ถูกเชิญตัวออกจากพิธีปิดการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ในปีที่แล้ว ตามคำสั่งของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และหลี่ เค่อเฉียง ก็เป็นบุคคลที่หู จิ่นเทา แตะไหล่ ระหว่างถูกพาออกจากที่ประชุม ซึ่งนายหลี่ หันมาพนักหน้าให้เบา ๆ
ข่าวการเสียชีวิตของนายหลี่ เค่อเฉียง ทำให้เกิดข่าวลือต่าง ๆ ในกลุ่มผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต บางคนบอกว่า การสูญเสียของเขาเทียบเท่ากับการ "เสียเสาหลักในบ้าน"
นักเศรษฐศาสตร์สายปฏิบัติ
นายหลี่ เค่อเฉียง จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยปักกิ่ง เป็นที่รู้จักจากแนวนโยบายเศรษฐกิจที่เน้นการปฏิบัติ มุ่งเน้นในการลดช่องวางความรวยและความจน รวมทั้งนโยบายมอบที่อยู่ราคาเข้าถึงได้แก่ประชาชน
ตลอดระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง เขาได้รับการจดจำในฐานะผู้ที่สามารถทำให้เศรษฐกิจประเทศเข้มแข็ง แต่กลับมาลงเอยแบบไม่สวยนักจากวิกฤตที่เกิดจากนโยบายโควิดเป็นศูนย์
เขาเคยออกมาเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐมีสติอย่าปล่อยให้ข้อจำกัดต่าง ๆ มาทำลายอัตราการเจริญเติบโตของประเทศ ในขณะที่เศรษฐกิจถูกกดดันอย่างหนัก นอกจากนี้ ยังมีผู้พบเห็นเขาไม่สวมหน้ากากอนามัยในที่สาธารณะก่อนที่ทางการจะประกาศยกเลิกนโยบายโควิดเป็นศูนย์ด้วย
ศ.เบิร์ท ฮอฟแมน จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ กล่าวถึงอดีตผู้นำจีนรายนี้ในรายงานนิวส์เดย์ของบีบีซีว่า "เขาเป็นคนเปิดเผย กระตือรือร้น มีความพยายามพลักดันให้จีนอยู่ในแนวหน้า ในขณะเดียวกันเขาก็พยายามเปิดพื้นที่สนทนาให้กับผู้คนที่มีความหลากหลายได้มาพูดคุยกัน"