You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
การประชุมสองสภา: จีนเพิ่มงบกลาโหม ท่ามกลางคำเตือนต่อภัยคุกคามที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น
นายสี จิ้นผิง เตรียมควบรวมอำนาจท้้งในแง่การบริหารรัฐบาลและเศรษฐกิจ ขณะที่่ในสัปดาห์นี้บรรดาสมาชิกสภาประชาชนแห่งชาติจีน (The National People's Congress หรือ NPC) จะร่วมกันประชุมในกรุงปักกิ่งเพื่อผ่านกฎหมายเพื่อปฏิรูปกฎหมายและนโยบายสำคัญ ๆ
ในการประชุมครั้งนี้ สมาชิกสภาประชาชนแห่งชาติจีนประทับตรารับรองประธานาธิบดีสมัยที่ 3 ให้กับนายสี พร้อมทั้งแต่งตั้งคณะผู้บริหารประเทศระดับสูงอีกด้วย รวมทั้งการประกาศแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ผู้ครองอำนาจลำดับรองจากนายสี หลังจากที่นายหลี่ เค่อเฉียง ลาออก
สำหรับการประจำปีครั้งนี้ เป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ "การประชุมสองสภา (The Two Sessions)" ประกอบด้วย สมาชิกสภาประชาชนแห่งชาติจีน (NPC) และสมาชิกคณะกรรมการแห่งชาติของสภาที่ปรึกษาทางการเมืองแห่งประชาชนจีน (CPPCC)
ในปีนี้มีวาระสำคัญที่เป็นที่จับตาหลายประการ โดยคาดว่าบรรดาผู้เข้าประชุมจะเน้นการปฏิรูปหน่วยงานสำคัญของรัฐบาลและภายในพรรคคอมมิวนิสต์
ในการประชุม มีการประกาศว่าจีนจะปรับลดเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจลงมาอยู่ที่ราว 5% ในปีนี้ ขณะที่จะเพิ่มงบกลาโหมเพิ่มขึ้นอีกราว 7% เป็น 2.25 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 7.75 ล้านล้านบาท แต่หากเทียบกับงบประมาณของสหรัฐอเมริกายังถือว่าน้อยกว่ามาก ขณะที่งบด้านการทหารของสหรัฐฯ มีมากกว่าสี่เท่าของจีน
แต่นักวิเคราะห์เชื่อว่า รัฐบาลปักกิ่งยังคงไม่ให้ความสนใจมากนักกับรายจ่ายทางการทหาร ซึ่งสวนทางกับความคิดของอดีตนายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อเฉียง ที่เคยบอกว่า กองทัพประชาชนจีนควรจะให้ความสำคัญกับการซ้อมรบและตระเตรียมความพร้อมในด้านต่าง ๆ เพราะปัจจัยภายนอกเพิ่มแรงกดดันมากขึ้น
สื่อทางการจีนระบุว่า คณะผู้บริหารชุดใหม่จะเน้นการควบคุมหน่วยงานที่ดูแลภาคการเงิน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ขณะเดียวกันก็จะสร้างความเข้มแข็งในงานพัฒนาความร่วมมือกับภาคส่วนเอกชนและธุรกิจ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีแนวโน้มจะยิ่งทำให้เส้นแข่งระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์จีนและรัฐบาลดูเลือนลางมากขึ้น และรวมไปถึงการผนึกกำลังควบคุมภาคเอกชนของพรรคคอมมิวนิสต์มากยิ่งขึ้น
เหตุผลหลัก ๆ ที่ทำให้รัฐบาลกรุงปักกิ่งขับเคลื่อนมาในทิศทางนี้ก็เพื่อสอดรับกับมาตรการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันที่เกิดขึ้นกับบรรดานักธุรกิจชื่อดังที่หายตัวไปอย่างปริศนาในปีที่ผ่านมา ซึ่งหนึ่งในบุคคลล่าสุดที่หายตัวไปคือนักเจรจาธุรกิจด้านเทคโนโลยีชื่อดังรายหนึ่ง
สู่ประธานาธิบดีจีนสมัยที่ 3
สมาชิกสภาประชาชนแห่งชาติจีนจะแต่งตั้งนายสี เป็นประธานาธิบดีจีนเป็นสมัยที่ 3 หลังจาก ต.ค. ปีที่แล้ว ที่สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้เลือกเขากลับมาเป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์สมัยที่ 3 นับว่าเป็นการยุติประเพณีปฏิบัติอันยาวนานหลายทศวรรษของพรรคนับตั้งแต่สิ้นยุคผู้นำคนแรกของพรรคอย่างประธานเหมา เจ๋อตุง
การเข้าสู่สมัยที่ 3 ของนายสีเป็นผลมาจากการประชุมของสมาชิกสภาประชาชนแห่งชาติจีนเมื่อปี 2018 ที่ผ่านกฎหมายที่ยกเลิกข้อจำกัดเกี่ยวกับวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ซึ่งมีผลให้นายสีสามารถครองอำนาจต่อไปตลอดชีวิต หรือไร้วาระจำกัด
ทว่า การแต่งตั้งนายสี ก็ต้องเผชิญกับความท้าทายและแรงกดดันภายในประเทศโดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจจากนโยบายโควิดเป็นศูนย์และการปราบปรามทุจริตในแวดวงธุรกิจต่าง ๆ
ส่วนงานด้านต่างประเทศ นายสีก็ดูเหมือนจะนำพาประเทศไปสู่ห้วงแห่งความสัมพันธ์อันเลวร้ายลงไปกับสหรัฐอเมริกา ทั้งในแง่ปมสงครามในยูเครน และเหตุการณ์พบบอลลูนสอดแนมเหนือน่านฟ้าสหรัฐฯ และท่าทีที่เขาจะสนับสนุนประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินของรัสเซีย
คาดแต่งตั้งนายกฯ คนใหม่
ความเคลื่อนไหวสำคัญในการประชุมของสมาชิกสภาประชาชนแห่งชาติจีนในครั้งนี้คือ การแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ที่จะเข้ามาดูแลงานด้านเศรษฐกิจและงานด้านการบริหารของรัฐบาลในเรื่องต่าง ๆ
นายหลี่ เฉียง หนึ่งในเพื่อนร่วมงานที่นายสีเชื่อใจที่สุด คาดว่าจะเป็นผู้เข้ารับหน้าที่นี้ แม้ว่าผลงานที่ผ่านมาในฐานะเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ประจำนครเซี่ยงไฮ้ อย่างการล็อกดาวน์โควิดที่นครเซียงไฮ้จะทำให้ชาวจีนไม่พอใจจนลุกฮือขึ้นมาประท้วงและกลายเป็นพาดหัวข่าวใหญ่ของสื่อต่างชาติก็ตาม
นอกจากนี้ คาดว่ายังจะมีการประกาศแต่งตั้งตำแหน่งทางการเมืองสำคัญ ๆ ในคณะกรรมการกรมการเมืองหรือโปลิตบูโร ซึ่งมีหน้าที่เทียบเท่าคณะรัฐมนตรีของนายสี ประกอบด้วย รัฐมนตรีพาณิชย์ ประธานคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปประเทศ หัวหน้าหน่วยโฆษณาชวนเชื่อ และผู้นำด้านความมั่นคงแห่งชาติ
นักสังเกตการณ์มองว่า คณะทำงานใหม่ทั้งหมดที่กำลังจะถูกแต่งตั้ง น่าจะเป็นบุคคลที่นายสีเลือกเพราะความภักดีต่อตัวเขาและพรรคคอมมิวนิสต์มากกว่าเหตุผลด้านความเชี่ยวชาญของแต่ละคน