อินฟานติโนเผชิญแรงกดดัน หลังแผนขายหุ้นให้เอกชนพังไม่เป็นท่า แต่เขาจะถูกปลดออกจากตำแหน่งประธานฟีฟ่าได้หรือไม่

ที่มาของภาพ, Reuters
- Author, เอมี ลอฟต์เฮาส์
- Role, ผู้สื่อข่าวอาวุโสด้านกีฬา
- Published
- เวลาอ่าน: 13 นาที
องค์กรกำกับดูแลฟุตบอลในยุโรป อเมริกาเหนือ อเมริกากลาง และแคริบเบียน กำลังตั้งคำถาม อย่างเปิดเผยถึงภาวะผู้นำของจานนี อินฟานติโน ในการบริหารสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า (Fifa)
ทั้งสหภาพสมาคมฟุตบอลยุโรป หรือ ยูฟ่า (Uefa) และสมาพันธ์ฟุตบอลอเมริกาเหนือ อเมริกากลาง และแคริบเบียน หรือ คอนคาคาฟ (Concacaf) ออกแถลงการณ์เมื่อวันเสาร์ที่ 1 ส.ค. 2026 วิจารณ์การบริหารงานขององค์กรลูกหนังโลก หลังจากอินฟานติโนระบุว่าฟีฟ่าจะไม่เดินหน้าข้อเสนอขายสัดส่วนการถือหุ้นในรายการแข่งขันของตนให้แก่นักลงทุนภาคเอกชนอีกต่อไป
ยูฟ่าซึ่งเป็นองค์กรกำกับดูแลฟุตบอลยุโรป ออกมาแสดงความยินดีต่อการตัดสินใจถอนแผนดังกล่าว โดยระบุว่าเป็น "ชัยชนะของวงการฟุตบอลทั้งหมด"
องค์กรดังกล่าวกล่าวหาอินฟานติโนว่าไม่สามารถทำตามคำมั่นสัญญาที่เคยให้ไว้ได้ พร้อมยกคำปราศรัยที่เขาเคยกล่าวระหว่างการรณรงค์หาเสียงเป็นประธานฟีฟ่าในปี 2016 มาอ้างอิง
ด้านคอนคาคาฟซึ่งดูแลฟุตบอลในอเมริกาเหนือ อเมริกากลาง และแคริบเบียน ออกมาวิพากษ์วิจารณ์แผนดังกล่าวตามหลังยูฟ่า โดยระบุว่า "เป็นชัยชนะของความเป็นเอกภาพ" และบอกว่าข้อเสนอการขายหุ้นให้เอกชนนั้นเป็น "อาการสะท้อนของภาวะผู้นำที่ละทิ้งการให้ความสำคัญกับฟุตบอลเป็นอันดับแรก"
"การกระทำฝ่ายเดียวล่าสุดนี้มีความร้ายแรง โดยแสดงให้เห็นถึงการบริหารจัดการและภาวะผู้นำที่ย่ำแย่ สานต่อจากความผิดพลาดและพฤติกรรมที่คล้ายคลึงกันในอดีตจนกลายเป็นรูปแบบ ขณะนี้จึงจำเป็นต้องมีการทบทวนภาวะผู้นำอย่างเต็มรูปแบบ" แถลงการณ์ของคอนคาเคฟระบุ
อย่างไรก็ดี แถลงการณ์ของคอนคาคาฟต่างจากยูฟ่าตรงที่ไม่ได้เอ่ยชื่อของอินฟานติโนโดยตรง
อินฟานติโนเผชิญแรงกดดันก่อนการลงชิงตำแหน่งประธานฟีฟ่าอีกหนึ่งสมัย
ผลจากแผนการดังกล่าวทำให้อินฟานติโนกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก ขณะที่เขาเตรียมลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานฟีฟ่าสมัยที่ 4 ในสมัยการประชุมฟีฟ่าคองเกรสซึ่งมีกำหนดในเดือน มี.ค. ปีหน้า
ยูฟ่าเป็นองค์กรกำกับดูแลหลักแห่งแรกที่ออกมาตอบสนองต่อการตัดสินใจของอินฟานติโนในการยกเลิกแผนการลงทุนดังกล่าว โดยระบุว่าชาวสวิสรายนี้ไม่สามารถทำตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ได้
"ผู้นำฟีฟ่าชุดปัจจุบันไม่เพียงสูญเสียความเชื่อมั่นจากยูฟ่าเท่านั้น แต่ยังสูญเสียความเชื่อมั่นจากสมาชิกจำนวนมากในครอบครัวผู้รักฟุตบอลด้วย" แถลงการณ์ของยูฟ่าระบุ
"เมื่อจานนี อินฟานติโน ขอความไว้วางใจและคะแนนเสียงจากสมาคมสมาชิกของฟีฟ่าเพื่อเลือกเขาเป็นประธานในปี 2016 เขาเคยกล่าวว่า 'แน่นอนว่าเราต้องมีความโปร่งใส'"
"เขาบอกกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เข้าร่วมประชุมว่า 'เงินของฟีฟ่าคือเงินของพวกคุณ ไม่ใช่เงินของประธานฟีฟ่า พวกคุณคือสมาคมฟุตบอลแห่งชาติ และเงินของฟีฟ่าต้องถูกใช้เพื่อพัฒนาวงการฟุตบอล ไม่ใช่เพื่อสิ่งอื่นใด'"
"เขาไม่สามารถทำได้ตามคำมั่นสัญญาทั้งสองข้อนี้ดังที่เคยได้พูดไป ข้อตกลงที่ไม่โปร่งใสก็ดี การกระทำลับหลังผู้คนก็ดี และการวางแผนกันในหลังฉากก็ดี สิ่งซึ่งเขาเป็นผู้คิดขึ้นและพยายามผลักดันนั้น ห่างไกลจากคำว่าโปร่งใสโดยสิ้นเชิง"
ต่อมาในวันเสาร์ที่ 1 ส.ค. คอนคาคาฟร่วมกับยูฟ่าในการวิจารณ์ผู้นำฟีฟ่า และระบุว่า "ความรับผิดชอบต่อการกระทำไม่ควรเป็นทางเลือก"
"เมื่อผู้ที่ได้รับความไว้วางใจให้ปกป้องวงการฟุตบอลเห็นว่า พวกเขาไม่สามารถทำหน้าที่ดังกล่าวได้อีกต่อไปจากภายใน ครอบครัวฟุตบอลย่อมมีสิทธิ์ตั้งคำถามว่าเหตุใดข้อเสนอเช่นนี้จึงได้รับอนุญาตให้เดินหน้าต่อไป และใครต้องรับผิดชอบต่อเรื่องนี้" แถลงการณ์ของคอนคาคาฟระบุ
ด้านแอนดี เบิร์นแฮม นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นผู้นำประเทศรายใหญ่คนแรกที่เรียกร้องให้อินฟานติโนลาออก กล่าวว่าฟีฟ่าได้ "ตัดสินใจอย่างถูกต้อง" ที่ยอมถอยจากแผนการดังกล่าว
ขณะที่สมาคมฟุตบอลกาตาร์กลายเป็นองค์กรแรกที่ออกมาสนับสนุนอินฟานติโนอย่างเปิดเผย แม้จะยินดีกับการตัดสินใจยกเลิกแผนการลงทุนดังกล่าวก็ตาม
"แม้ว่าข้อเสนอนี้จะมีข้อดี แต่เราขอชื่นชมวิจารณญาณที่ให้ความสำคัญกับความเป็นเอกภาพของสมาคมสมาชิกเป็นอันดับแรก" ชีค ฮาหมัด บิน คอลิฟา บิน อาหมัด อัล ธานี ประธานสมาคมฟุตบอลกาตาร์ กล่าว
"สมาคมฟุตบอลกาตาร์สนับสนุนความพยายามของประธานอินฟานติโนอย่างเต็มที่ในการผลักดันให้ฟุตบอลเติบโตและแข็งแกร่งยิ่งขึ้นในระดับโลก"
ทั้งนี้ การตัดสินใจให้กาตาร์เป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก 2022 ของฟีฟ่านั้นเป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก จากประวัติด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศและการปฏิบัติต่อกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+)
ก่อนการแข่งขันจะเปิดฉากขึ้นเมื่อ 4 ปีก่อน อินฟานติโนเคยออกมาปกป้องกาตาร์ และบอกว่าประเทศต่าง ๆ ในยุโรปควรกล่าวขอโทษต่อการกระทำในประวัติศาสตร์ของตนเอง มากกว่าที่จะมุ่งความสนใจไปที่ประเด็นแรงงานข้ามชาติในกาตาร์
แถลงการณ์ของยูฟ่าระบุว่าอะไรบ้าง
ยูฟ่าได้วิพากษ์วิจารณ์ข้อเสนอดังกล่าวอย่างหนักนับตั้งแต่มีรายงานเรื่องนี้ออกสู่สื่อเป็นครั้งแรกเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (28 ก.ค.)
แถลงการณ์ของยูฟ่าซึ่งเผยแพร่หลังจากฟีฟ่าประกาศยกเลิกแผนดังกล่าวได้หลายชั่วโมงแล้วนั้นมีเนื้อหารุนแรงและยาวมาก โดยระบุว่า
- วงการฟุตบอล "ไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้" ภายใต้ "แผนการลับที่ถูกเร่งรัดตามกรอบเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งถูกจัดทำขึ้นโดยบุคคลนิรนาม และมีประโยชน์ต่อวงการฟุตบอลอย่างน่ากังขา"
- ผู้ที่รับผิดชอบต่อแผนดังกล่าวควรถูกเปิดเผยตัวตนและต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตน
- ยูฟ่าจะจัดทำแผนร่วมกับสมาคมสมาชิกของตน และร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับสมาพันธ์ฟุตบอลอื่น ๆ เพื่อให้มั่นใจว่า "เหตุการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก"
- ยูฟ่าจะทำงานร่วมกับพันธมิตรต่าง ๆ เพื่อ "เสนอแนวทางใหม่ในการกระจายทรัพยากรผ่านโครงการฟีฟ่า ฟอร์เวิร์ด (Fifa Forward) ที่มีอยู่แล้ว"
ยูฟ่ายังกล่าวหาอินฟานติโนว่า "ล้มเหลวในการใช้เงินของสมาคมเพื่อประโยชน์ของวงการฟุตบอล"
"เราต้องเริ่มนำเงินส่วนหนึ่งที่นอนนิ่งอยู่ในบัญชีธนาคารของฟีฟ่ามาใช้ เพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนที่ฟุตบอลในระดับรากหญ้าและวงการฟุตบอลในวงกว้างต้องการ"
"แต่เราไม่จำเป็นต้องขายสมบัติล้ำค่าของครอบครัวเพื่อจ่ายค่าใช้จ่ายดังกล่าว"
"นี่คือชัยชนะของวงการฟุตบอลทั้งหมด แต่เรื่องนี้ต้องไม่จบลงเพียงเท่านี้"
"ข้อเสนอดังกล่าวได้ถูกยกเลิกไปแล้ว แต่ภารกิจในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นต่อฟีฟ่าเพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น"
จนถึงขณะนี้ ฟีฟ่ายังไม่ได้ตอบสนองต่อแถลงการณ์ของยูฟ่า
แถลงการณ์ของคอนคาคาฟระบุว่าอะไร ?
คอนคาคาฟซึ่งเป็นหนึ่งในเจ้าภาพฟุตบอลโลกปีนี้ วิพากษ์วิจารณ์ผู้นำฟีฟ่าโดยไม่เอ่ยชื่ออินฟานติโนโดยตรง
องค์กรกำกับดูแลฟุตบอลแห่งนี้แสดงความกังวลต่อแผนของอินฟานติโนตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ 30 ก.ค. หลังจากยูฟ่าลงมติคว่ำบาตรฟุตบอลโลก หากฟีฟ่าเดินหน้าตามแผนดังกล่าว
แม้จะไม่ได้ถึงขั้นประกาศไม่ไว้วางใจชาวสวิสผู้นี้ แต่คอนคาเคฟระบุว่าควรมีการ "ทบทวนผู้นำฟีฟ่าอย่างรอบด้าน" โดยแถลงการณ์ของคอนคาเคฟระบุว่า
- "อนาคตของฟุตบอลโลก ฟีฟ่า เวิลด์คัพ ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดของวงการฟุตบอลโลก ถูกผลักดันผ่านกระบวนการนอกเหนือจากกรอบการกำกับดูแลที่มีอยู่ทั้งหมด โดยปราศจากความโปร่งใส การปรึกษาหารือ หรือกระบวนการที่เหมาะสม"
- แผนดังกล่าวเป็น "อาการสะท้อนของภาวะผู้นำที่ละทิ้งการให้ความสำคัญกับฟุตบอลเป็นอันดับแรก"
- ฟีฟ่า "ไม่ใช่องค์กรธุรกิจเอกชน แต่เป็นองค์กรที่ได้รับความไว้วางใจให้ดูแลผลประโยชน์ของวงการฟุตบอลและสมาชิก ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งให้บริหารองค์กรมีหน้าที่ในฐานะผู้ดูแลผลประโยชน์ และมีหน้าที่รับใช้มากกว่าการใช้อำนาจ เมื่อไม่ปฏิบัติหน้าที่ การแสดงความรับผิดชอบจึงไม่ใช่สิ่งที่จะปฏิเสธได้"
คอนคาคาฟยังระบุเพิ่มเติมว่า ความเป็นเอกภาพที่สมาคมสมาชิกทั้ง 41 แห่งได้แสดงให้เห็นตลอดสัปดาห์นี้ "เป็นการยืนยันอีกครั้งว่า เมื่อวงการฟุตบอลได้รับการชี้นำด้วยความกล้าหาญ ความซื่อสัตย์ และหลักธรรมาภิบาลที่ดี ฟุตบอลจะยังคงอยู่ในที่ที่ควรอยู่ นั่นคืออยู่ในมือของวงการฟุตบอล ไม่ใช่อยู่ในมือของบุคคลเพียงคนเดียว"
ด้านสมาคมฟุตบอลอังกฤษ หรือ เอฟเอ (FA) ระบุว่าสนับสนุนจุดยืนของยูฟ่า พร้อมกับกล่าวว่า "ถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีการทบทวนภาวะผู้นำและธรรมาภิบาลของฟีฟ่าอย่างเต็มรูปแบบและจริงจัง เพื่อให้มั่นใจว่ากีฬาฟุตบอลระดับโลกได้รับการบริหารอย่างโปร่งใส"
ขณะที่ ลิเซอ คลาเวเนสส์ ประธานสมาคมฟุตบอลนอร์เวย์ กล่าวว่า การได้เป็นส่วนหนึ่งของยูฟ่าที่มีความเข้มแข็งและเป็นเอกภาพตลอดกระบวนการนี้เป็นเรื่องที่ "น่าอุ่นใจ"
"เราต้องยอมรับว่า กรอบความร่วมมือทั้งหมดของวงการฟุตบอลนานาชาติถูกทำให้ตกอยู่ในความเสี่ยงโดยไม่จำเป็น เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ของบุคคลบางฝ่าย แทนที่จะคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของวงการฟุตบอล" แถลงการณ์ดังกล่าวระบุ
"นับจากนี้ไป ความพยายามทั้งหมดของเราต้องมุ่งไปสู่การปรับปรุงธรรมาภิบาล"
"เรื่องนี้ต้องไม่จบลงเพียงแค่การแย่งชิงอำนาจอีกครั้งหนึ่งที่เกิดขึ้นหลังประตูที่ปิดลับ หรือผ่านการเจรจาแบบสองฝ่ายเท่านั้น"
"เสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจากยูฟ่า"
หากอินฟานติโนเคยหวังว่า การค่อย ๆ ถอยฉากจากแผนดึงทุนเอกชนเข้าสู่ฟุตบอลโลกที่ล้มเหลว จะช่วยให้ชื่อเสียงของเขาบอบช้ำเพียงเล็กน้อย ความหวังที่ว่านั้นก็พังทลายลงอย่างสิ้นเชิงแล้วในขณะนี้
ยูฟ่าเลือกพุ่งเป้าโจมตีประธานฟีฟ่าโดยตรง ขณะที่สมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย หรือเอเอฟซี (AFC) เลือกใช้ถ้อยคำที่อ้อมค้อมกว่าในการประณามอินฟานติโน แต่ขออย่าเข้าใจผิด เพราะพวกเขาโกรธเคืองอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์ของยูฟ่านับเป็นหนึ่งในคำวิจารณ์ที่รุนแรงที่สุด หรืออาจรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีต่อผู้นำสูงสุดของวงการฟุตบอลโลก อาทิ ถ้อยคำอย่าง "หละหลวม" และ "แผนการลับ" ต่างสื่อความหมายอย่างชัดเจนในตัวเอง
ย่อมเป็นเรื่องสมเหตุสมผลที่จะตั้งคำถามว่า เหตุใดผู้ทรงอิทธิพลในวงการฟุตบอลจึงไม่เข้ามาแทรกแซงก่อนหน้านี้ เพราะเพียงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ก็มีหลายกรณีที่ผู้คนมองว่าประธานฟีฟ่าดูเหมือนกำลังดำเนินการในลักษณะที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อวงการฟุตบอลโดยรวม
ทว่า นั่นก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง
ขณะนี้ยูฟ่าได้เปิดฉากโจมตีอินฟานติโนอย่างเต็มรูปแบบ ด้วยกระแสคำวิจารณ์ การประณาม และการตั้งคำถามอย่างดุเดือด ด้วยเหตุนี้ ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับอินฟานติโนนั้นรุนแรง และดูเหมือนว่ายังไม่มีใครยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเขา
ข้อเสนอขายหุ้นให้กับเอกชนพังไม่เป็นท่าได้อย่างไร ?
ข้อเสนอดังกล่าวซึ่งมีรายงานในสื่อเป็นครั้งแรกเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยเมื่อวันพฤหัสบดี ทางยูฟ่าได้ลงมติว่าจะคว่ำบาตรการแข่งขันฟุตบอลโลก หากแผนดังกล่าวเดินหน้าต่อไป
องค์กรกำกับดูแลฟุตบอลยุโรประบุว่า ฟุตบอลโลก "ไม่สามารถถูกปฏิบัติราวกับเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อการลงทุนได้"
ในเวลาต่อมา สมาพันธ์ฟุตบอลใหญ่ของโลกอีก 2 แห่งได้ออกมาคัดค้านแผนดังกล่าวเช่นกัน
คอนคาคาฟซึ่งกำกับดูแลฟุตบอลในอเมริกาเหนือ อเมริกากลาง และแคริบเบียน และเป็นหนึ่งในเจ้าภาพฟุตบอลโลกช่วงฤดูร้อนปีนี้ ระบุว่าสมาชิกขององค์กร "ปฏิเสธ" ข้อเสนอดังกล่าว ขณะที่แหล่งข่าวระบุว่าสมาคมฟุตบอลส่วนใหญ่ในภูมิภาคกำลังสูญเสียหรือสูญเสียความเชื่อมั่นต่ออินฟานติโนไปแล้ว
ด้านสมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย (AFC) ระบุว่ายืนหยัด "เคียงข้าง" ยูฟ่าและคอนคาคาฟ ขณะที่เบิร์นแฮมกล่าวว่าอินฟานติโนเป็น "บุคคลที่ไม่เหมาะสม" ที่จะนำฟีฟ่า
เมื่อวันศุกร์ที่ 31 ก.ค. 2026 เควิน ลามูร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของฟีฟ่า กล่าวว่าแม้แต่ฝ่ายบริหารของฟีฟ่าเองก็ "ถูกหลอกลวง" เรื่องโครงการนี้
คาร์ลอส กอร์เดโร ที่ปรึกษาอาวุโสด้านยุทธศาสตร์และธรรมาภิบาลระดับโลกของอินฟานติโน ลาออกจากตำแหน่งจากกรณีดังกล่าว โดยระบุว่าข้อเสนอนี้เป็น "ข้อตกลงที่ไม่เป็นผลดีต่อวงการฟุตบอล" และจะ "นำอนาคตของวงการฟุตบอลไปจำนอง" เอาไว้
แผนของอินฟาติโนคืออะไร?
ฟีฟ่าและอินฟานติโนต้องการจัดตั้งบริษัทย่อยเชิงพาณิชย์ขึ้นมาบริหารการแข่งขันรายการหลักขององค์กร ซึ่งรวมถึงการแข่งขันฟุตบอลโลก โดยเปิดทางให้นักลงทุนภายนอกสามารถเข้าซื้อหุ้นในบริษัทดังกล่าวได้
ฟีฟ่าระบุว่าจะ "เชิญบุคคลที่สามเข้ามาลงทุนในสัดส่วนผู้ถือหุ้นส่วนน้อยที่ไม่มีอำนาจควบคุม" ในบริษัทย่อยแห่งใหม่ที่มีชื่อว่าฟีฟ่า ฟอร์เวิร์ด เอ็นเตอร์ไพรส์ หรือ เอฟเอฟอี (Fifa Forward Enterprise - FFE)
ในเอกสารความยาว 25 หน้า ซึ่งจัดทำโดยธนาคารเพื่อการลงทุนชื่อว่าเจพี มอร์แกน (JP Morgan) ระบุอย่างชัดเจนว่าการแข่งขันของฟีฟ่าจะมีการขยายตัว และคาดว่าจะทำให้เงินที่จ่ายให้แก่สมาคมสมาชิกแต่ละแห่งเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 24 ล้านยูโร (ราว 923 ล้านบาท) ในรอบปี 2035-2039
ในเอกสารดังกล่าว ยังอธิบายว่าฟุตบอลโลกเป็นมหกรรมกีฬาที่ "มีผู้ชมมากที่สุด" ขณะที่ฟีฟ่าถูกระบุว่า "ยังสร้างรายได้จากศักยภาพที่มีอยู่ได้ไม่เต็มที่"
ทั้งนี้ ไม่มีการกล่าวถึงฟุตบอลหญิงในเอกสารดังกล่าว
ฟีฟ่าระบุว่า หากแผนได้รับการอนุมัติ บริษัทไธรฟว์ อีเทอเนิล (Thrive Eternal) จะเป็นผู้นำกลุ่มนักลงทุนที่จะเข้ามาลงทุนในเอฟเอฟอี
ไธรวฟ์เป็นบริษัทเงินร่วมลงทุน (venture capital) ของสหรัฐอเมริกา ที่ก่อตั้งโดยโจชัว คุชเนอร์ น้องชายของจาเร็ด คุชเนอร์ ลูกเขยของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ
รายงานของนิวยอร์กโพสต์ซึ่งเป็นสื่อรายแรกที่เปิดเผยข่าวการถอนแผนของฟีฟ่า อ้างแหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยชื่อรายหนึ่งว่า สถานการณ์ดังกล่าวได้กลายเป็น "ฝันร้ายด้านภาพลักษณ์" สำหรับคุชเนอร์แล้ว
อินฟานติโนอาจถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งได้อย่างไร
เส้นทางที่เร็วที่สุดที่อินฟานติโนจะพ้นจากตำแหน่งคือการลาออกด้วยตนเอง เช่นเดียวกับที่เซปป์ แบลตเตอร์ ผู้ดำรงตำแหน่งก่อนหน้าเคยทำในปี 2015 แต่อินฟานติโนยังคงได้รับการสนับสนุนอยู่ส่วนหนึ่ง และเขาอาจพยายามประคองสถานการณ์ไปจนถึงเดือน มี.ค. ปีหน้า ซึ่งเป็นช่วงที่เขาจะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานฟีฟ่าสมัยที่ 4 และเป็นสมัยสุดท้าย
ทว่า ยังมีช่องทางอื่นใดอีกบ้าง ?
สภาฟีฟ่า (Fifa Council) อาจพยายามกดดันให้อินฟานติโนตัดสินใจลาออกผ่านการเรียกประชุมฉุกเฉิน โดยการประชุมดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้หากสมาชิกสภาฟีฟ่า 19 คนจากทั้งหมด 37 คนร้องขอ
ยูฟ่ามีสมาชิก 9 คน, เอเอฟซี 7 คน, คอนคาคาฟ 5 คน, แอฟริกา 6 คน, สมาพันธ์ฟุตบอลอเมริกาใต้ หรือคอนเมโบล (Conmebol) 5 คน และโอเชียเนีย 3 คน นอกจากนี้ยังมีอินฟานติโนและมัตเธียส กราฟสตรอม เลขาธิการฟีฟ่า
บีบีซีแผนกข่าวกีฬาเข้าใจว่ายังมีข้อสงสัยว่าจะรวบรวมเสียงดังกล่าวได้ 19 เสียงหรือไม่
หากได้ครบ 19 เสียง การประชุมจะต้องจัดขึ้นภายในสองสัปดาห์ และสภาฟีฟ่าสามารถเรียกร้องให้อินฟานติโนยื่นใบลาออกได้ แต่เขาก็สามารถปฏิเสธได้เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม การดำเนินการดังกล่าวจะเพิ่มแรงกดดันต่อเขามากขึ้น
ขั้นตอนถัดไปคือการจัดประชุมใหญ่วิสามัญของสมาคมสมาชิกฟีฟ่าทั้ง 211 ชาติ ซึ่งจะต้องจัดขึ้นหากสมาชิกอย่างน้อยหนึ่งในห้า หรือ 43 สมาคม "ยื่นคำร้องเป็นลายลักษณ์อักษร"
นั่นหมายความว่ายูฟ่าซึ่งมีสมาชิก 55 ชาติ สามารถผลักดันให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญได้ทุกเมื่อที่ต้องการ
กระบวนการดังกล่าวจะใช้เวลาอย่างน้อย 2 เดือนนับจากวันที่มีการร้องขอ แต่มีแนวโน้มมากกว่าที่จะใช้เวลาประมาณ 3 เดือน และก็ไม่ได้รับประกันว่าจะประสบความสำเร็จ
ในทางปฏิบัติ มันจะเป็นเสมือนการเลือกตั้งโดยพฤตินัย แม้จะไม่มีผู้สมัครคนอื่น เนื่องจากต้องใช้คะแนนเสียง 106 เสียงเพื่อผ่านญัตติไม่ไว้วางใจ โดยยูฟ่ามี 55 เสียง, แอฟริกา 54 เสียง, เอเชีย 46 เสียง, คอนคาคาฟ 35 เสียง, โอเชียเนีย 11 เสียง และคอนเมโบล 10 เสียง
ทั้งแอฟริกา คอนเมโบล และโอเชียเนีย ยังไม่ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์แผนดังกล่าวของอินฟานติโน
ดังนั้น ยูฟ่าจะสามารถรวบรวมเสียงให้ถึง 106 เสียงได้หรือไม่ ?
โดยรวมแล้วมี 136 ประเทศที่ปฏิเสธแผนการลงทุนดังกล่าวอย่างเป็นทางการ แต่การลงคะแนนคัดค้านแนวคิดหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าจะลงคะแนนเพื่อขับไล่อินฟานติโนออกจากตำแหน่ง
อีกทางหนึ่งคือการหาผู้สมัครที่เหมาะสมเพื่อท้าชิงตำแหน่งกับเขาในการเลือกตั้งเดือน มี.ค. ที่จะถึงนี้
ทั้งนี้ อินฟานติโนได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานฟีฟ่าโดยไม่มีคู่แข่งในปี 2019 และ 2023 และหากมีผู้ใดต้องการท้าชิงตำแหน่งนี้ กำหนดเส้นตายในการประกาศลงสมัครคือวันที่ 18 พ.ย. 2026
ใครอาจเข้ามาแทนที่อินฟานติโนได้บ้าง ?
หากยูฟ่าและกลุ่มผู้วิจารณ์อินฟานติโนอย่างหนักต้องเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง พวกเขาจำเป็นต้องหาผู้นำที่สามารถรวบรวมเสียงสนับสนุนจากหลายฝ่ายได้
เนื่องจากยูฟ่าแสดงจุดยืนต่อต้านอินฟานติโนอย่างแข็งกร้าว ผู้สมัครจากยุโรปอาจเผชิญความยากลำบากในการได้รับการสนับสนุนจากทั่วโลก เพราะอาจถูกมองว่ายูฟ่ากำลังพยายามเข้าครอบงำฟีฟ่าเสียเอง
ดังนั้น จึงต้องเป็นผู้สมัครที่สามารถดึงคะแนนเสียงจากประเทศต่าง ๆ ในคอนคาคาฟ แอฟริกา และเอเชีย ซึ่งเดิมอาจสนับสนุนอินฟานติโน แต่พร้อมเปลี่ยนจุดยืนได้
ผู้สมัครที่ดูมีความเป็นไปได้มากที่สุดคือ วิกตอร์ มอนตาญญานี ประธานคอนคาคาฟ
เช่นเดียวกับอินฟานติโน เขาได้รับเลือกตั้งในปี 2016 ภายใต้คำมั่นเรื่องการปฏิรูปธรรมาภิบาล มอนตาญญานีซึ่งเคยเป็นประธานสมาคมฟุตบอลแคนาดา มีบทบาทสำคัญในการเตรียมการและการจัดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 และสามารถใช้ภาษาฝรั่งเศส อิตาลี สเปน และอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว
อีกทางเลือกหนึ่งคือ ชีค ซัลมาน บิน อิบราฮิม อัล คาลิฟา ประธานสมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย หรือเอเอฟซี (AFC)
เขาได้รับเลือกตั้งครั้งแรกในปี 2013 และได้รับเลือกกลับเข้ามาอีกสมัยโดยไม่มีคู่แข่งเป็นสมัยที่ 4 จนถึงปี 2027
ชีคซัลมานเป็นผู้ลงนามรับรองแถลงการณ์ของเอเอฟซีที่วิพากษ์วิจารณ์การบริหารฟีฟ่าภายใต้การนำของอินฟานติโนอย่างรุนแรง และสามารถรวบรวมการสนับสนุนจากสมาพันธ์สมาชิก 46 ชาติไว้ได้ ทั้งที่หลายประเทศตระหนักดีว่าตัวเลขผลประโยชน์ทางการเงินที่เสนอในแผนของอินฟานติโนนั้นสูงมากเมื่อเทียบกับงบประมาณฟุตบอลโดยรวมของแต่ละประเทศ
อีกชื่อหนึ่งที่ถูกมองว่ามีความเป็นไปได้น้อยกว่า คือ นาสเซอร์ อัล เคไลฟี ประธานสโมสรปารีส แซงต์ แชร์กแมง และประธานสมาคมสโมสรฟุตบอลยุโรป (European Club Association)
อัล เคไลฟีมีบทบาทสำคัญในการช่วยฟื้นความเป็นเอกภาพของวงการฟุตบอลยุโรป หลังเผชิญวิกฤติจากโครงการยูโรเปียน ซูเปอร์ ลีก ซึ่งเกือบทำให้วงการฟุตบอลแตกแยกครั้งใหญ่
ในทางทฤษฎี ชาวกาตาร์ผู้นี้ถือเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของอินฟานติโน แต่ดูเหมือนว่าเขาไม่มีความสนใจที่จะรับตำแหน่งดังกล่าว อีกทั้งการที่กาตาร์ออกมาสนับสนุนอินฟานติโนอย่างเปิดเผย อาจกลายเป็นอุปสรรคด้วยเช่นกัน
โอกาสที่อินฟานติโนจะถูกปลดออกจากตำแหน่งมีมากน้อยเพียงใด ?
ในธุรกิจทั่วไป อินฟานติโนคงมีโอกาสน้อยที่จะรักษาตำแหน่งของตนไว้ได้ แต่แน่นอนว่าวงการฟุตบอลไม่ใช่ธุรกิจทั่วไป
อย่าลืมว่าแบลตเตอร์เพิ่งได้รับเลือกตั้งกลับเข้ามาดำรงตำแหน่งอีกสมัยเพียงสัปดาห์เดียว ก่อนจะลาออกในปี 2015 เมื่อเขาไม่เหลือทางเลือกอื่นท่ามกลางคดีอื้อฉาวเรื่องการทุจริต
ดังนั้น อินฟานติโนจะพยายามสู้ต่อหรือไม่ ?
ในแถลงการณ์เมื่อวันเสาร์ที่ 1 ส.ค. เขาระบุว่าเจตนาของตนคือ "การนำทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกลับมาร่วมมือกันอีกครั้งในช่วงวันและสัปดาห์ข้างหน้า"
สำหรับอินฟานติโน การแสดงความสำนึกผิดอาจช่วยให้เรื่องทั้งหมดค่อย ๆ จางหายไปได้
บางทีสิ่งนี้อาจกำลังได้ผล หลังจากกาตาร์ออกมาสนับสนุนเขาแล้ว โมร็อกโกหนึ่งในเจ้าภาพร่วมฟุตบอลโลก 2030 ก็ออกมาหนุนหลังเขาในเย็นวันเสาร์เช่นกัน ก่อนที่อียิปต์จะกล่าวชื่นชมอินฟานติโนที่ยกเลิกแผนแม่บทดังกล่าว
อินฟานติโนอาจกำลังคิดว่า หากเขาสามารถทยอยดึงสมาคมสมาชิกกลับมาสนับสนุนได้มากขึ้นทีละวัน โอกาสที่การลงมติไม่ไว้วางใจจะประสบความสำเร็จก็จะลดลง
ท้ายที่สุดแล้ว ฐานสนับสนุนของเขาแข็งแกร่งมาอย่างยาวนาน จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะเข้าใจว่าทำไมเขาจึงยังมีความเชื่อมั่นเช่นนั้น
เนื่องจากการลงมติไม่ไว้วางใจอาจยังอยู่ห่างออกไปอีกประมาณ 3 เดือน เขาจึงยังมีเวลาในการซ่อมแซมความเสียหาย อย่างน้อยก็บางส่วน
นี่คือการแข่งขันเพื่อรวบรวมเสียงให้ถึง 106 เสียง และยิ่งเวลาผ่านไปมากเท่าใด อินฟานติโนก็ยิ่งมีโอกาสโน้มน้าวพันธมิตรเดิมของเขาได้มากขึ้นว่าเหตุการณ์นี้เป็นเพียงความผิดพลาดครั้งเดียวของเขาเท่านั้น
สำหรับยูฟ่า คำถามสำคัญคือ จะสามารถสร้างสถานการณ์ที่ทำให้อินฟานติโนไม่เหลือทางเลือกอื่นนอกจากลาออกได้หรือไม่ และเพื่อให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น กระแสวิพากษ์วิจารณ์จากสมาคมฟุตบอลทั่วโลกจะต้องดำเนินต่อไป
อย่างไรก็ตาม หากมีสิ่งใดที่จะสร้างความเสียหายต่ออินฟานติโนได้มากยิ่งขึ้น นั่นคือการที่ผู้สนับสนุนรายใหญ่เริ่มตีตัวออกห่างจากองค์กร
ในช่วงคดีอื้อฉาวของฟีฟ่าเมื่อปี 2015 บริษัทอย่างโซนี (Sony), เอมิเรตส์ (Emirates), คาสตรอล (Castrol), คอนติเนนทัล ไทร์ส (Continental Tyres) และ จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (Johnson & Johnson) ต่างยุติข้อตกลงการเป็นผู้สนับสนุนมูลค่ามหาศาลของตน
ทว่า ถึงขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณบ่งชี้ว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนั้น แต่เรื่องนี้ยังเป็นมหากาพย์ที่มีแนวโน้มจะยืดเยื้อต่อไปอีกนาน































