รู้จัก “จาเมส์วู” ปรากฏการณ์ทางจิตพิชิตอิกโนเบล 2023

ที่มาของภาพ, GETTY IMAGES
ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาดในสิ่งที่ไม่เคยประสบพบเห็นมาก่อน เช่นในการเดินทางไปสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่เป็นครั้งแรก แต่กลับรู้สึกเหมือนว่าเราเคยมาเยือนแล้วในอดีต สิ่งนี้คือปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่เรียกว่า “เดจาวู” (déjà vu) ซึ่งผู้คนทั่วโลกต่างรู้จักกันเป็นอย่างดี
เดจาวูเกิดขึ้นได้เป็นครั้งคราว เนื่องจากสมองส่วนที่ทำหน้าที่ตรวจจับสิ่งคุ้นเคย เกิดทำงานผิดปกติโดยไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงที่อยู่ตรงหน้า ทำให้เกิดการส่งสัญญาณเตือนเป็นความรู้สึกหลอนแปลก ๆ ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการตรวจสอบความเป็นจริง (reality checking) ภายในระบบความทรงจำของสมองคนเรานั่นเอง
กระบวนการเดียวกันนี้ยังทำให้เกิดความรู้สึกหลอนอีกแบบ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ตรงกันข้ามกับเดจาวูได้ นั่นก็คือ “จาเมส์วู” (jamais vu) หรือความรู้สึกไม่คุ้นเคยแปลกแยกต่อสิ่งที่พบเห็นซ้ำซากเป็นประจำ
ปรากฏการณ์จาเมส์วูในคนทั่วไปเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก เมื่อเทียบกับเดจาวูที่ดูเหมือนหลายคนจะมีประสบการณ์พบเจอมาไม่น้อย ตัวอย่างของจาเมส์วูนั้นได้แก่ การที่จู่ ๆ ก็มองเห็นใบหน้าคนคุ้นเคยดูแปลกตาไปเหมือนกับไม่ใช่คนเดิม, นักดนตรีบรรเลงเพลงพลาดหรือต้องหยุดชะงักกลางคัน เพราะวันดีคืนดีก็เกิดรู้สึกไม่คุ้นเคยกับบทเพลงบางท่อนเสียอย่างนั้น ทั้งที่บรรเลงอยู่เป็นประจำ
จาเมส์วูยังรวมถึงการมองเห็นสถานที่ในชีวิตประจำวันด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป เหมือนกับเกิด “มุมมองใหม่” ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ทั้งที่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในสถานที่แห่งนั้นเป็นพิเศษ
ดร.อากิระ โอคอนเนอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยเซนต์แอนดรูส์ของสหราชอาณาจักร และศ.คริสโตเฟอร์ มูลิน นักประสาทจิตวิทยาเชิงปัญญา จากมหาวิทยาลัย Université Grenoble Alpes (UGA) ของฝรั่งเศส ได้อธิบายถึงปรากฏการณ์จาเมส์วูในบทความของพวกเขา ซึ่งเผยแพร่ทางเว็บไซต์ The Conversation หลังงานวิจัยของทั้งสองที่ศึกษาเรื่องดังกล่าว คว้ารางวัลอิกโนเบล (Ig Nobel) สาขาวรรณกรรมในปีนี้มาครอง
ความสนใจในปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่แปลกประหลาดนี้ มาจากประสบการณ์ในชีวิตจริงของผู้วิจัยเอง โดยนักศึกษาผู้หนึ่งของศ.มูลิน ได้เล่าให้เขาฟังว่า “ตอนที่ผมเข้าสอบ ผมเขียนคำศัพท์คำหนึ่งลงในกระดาษโดยสะกดถูกต้อง แต่ก็เขียนต่อไปไม่ได้และเอาแต่จ้องมองคำศัพท์นั้นไม่วางตาซ้ำแล้วซ้ำเล่า นั่นเป็นเพราะจู่ ๆ ผมก็รู้สึกขึ้นมาว่า มีบางอย่างผิดสังเกต แต่ก็บอกไม่ได้ว่าคำศัพท์นั้นเขียนผิด หรือมีอะไรผิดปกติที่ตรงไหน”
ส่วนดร.โอคอนเนอร์ เคยมีประสบการณ์จาเมส์วูขณะขับรถอยู่บนถนนหลวงสายใหญ่ โดยเขาเกิดความรู้สึกแปลกแยกไม่คุ้นเคยกับคันเร่งและพวงมาลัยที่กำลังสัมผัสอยู่อย่างกะทันหัน ทำให้ต้องรีบนำรถเข้าจอดที่ไหล่ทางในทันที เพื่อให้สมองและกลไกการควบคุมอารมณ์ปรับตัวใหม่ จนกระทั่งความรู้สึกนั้นหายไป
ในงานวิจัยที่ได้รับรางวัลอิกโนเบลสาขาวรรณกรรม ศ.มูลินและดร.โอคอนเนอร์ได้ทำการทดลองกับนักศึกษาระดับปริญญาตรีจำนวนหนึ่ง เพื่อพิสูจน์ว่าปรากฏการณ์จาเมส์วูมีอยู่จริง และสามารถเหนี่ยวนำให้เกิดขึ้นได้อย่างง่ายดาย ด้วยการทดลองเขียนหนังสือเป็นถ้อยคำซ้ำ ๆ ในห้องปฏิบัติการ
นักศึกษา 94 คน ได้รับคำสั่งให้คัดลอกคำศัพท์ต่าง ๆ โดยคำที่ต้องคัดลอกนั้นมีตั้งแต่คำศัพท์ที่คุ้นเคยกันดีเช่น “ประตู” ซึ่งผู้คนมีโอกาสใช้บ่อยในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงคำศัพท์ที่มีโอกาสใช้น้อยอย่างเช่น “ดาบ”

ที่มาของภาพ, CHRISTOPHER MOULIN
นักศึกษาทุกคนจะต้องคัดลอกคำศัพท์โดยเขียนให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่พวกเขาจะได้รับอนุญาตให้หยุดพักได้ในสามกรณี คือเมื่อเกิดความรู้สึกแปลกประหลาดผิดปกติ, รู้สึกเบื่อหน่าย, รวมทั้งรู้สึกเจ็บมือหรือเกิดปวดเมื่อยขึ้นมา
ผลปรากฏว่ามีนักศึกษาถึง 70% ที่ต้องหยุดเขียนอย่างน้อย 1 ครั้ง หลังคัดลอกคำศัพท์ไปได้เพียง 1 นาที ซึ่งคิดเป็นการเขียนซ้ำราว 33 ครั้ง ด้วยเหตุผลที่ว่าเกิดความรู้สึกหลอนแปลก ๆ ขึ้นมากลางคัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคัดลอกคำศัพท์ที่ใช้บ่อยในชีวิตประจำวัน
ส่วนการทดลองอีกครั้งหนึ่ง ทีมผู้วิจัยสั่งให้นักศึกษาคัดลอกคำว่า the ซึ่งเป็นคำนำหน้าคำนามที่จัดว่าใช้บ่อยที่สุดในการเขียนภาษาอังกฤษ ผลปรากฏว่ามีนักศึกษา 55% ที่ต้องหยุดเขียนด้วยสาเหตุเดียวกัน ซึ่งก็คือรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง หลังคัดลอกไปได้เพียง 27 ครั้งเท่านั้น
นักศึกษาที่เข้าร่วมการทดลองบอกว่า “มันดูสับสนและไร้ความหมายมากขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกแปลก ๆ เหมือนไม่ใช่คำที่มีอยู่จริง มันเหมือนกับก่อนหน้านี้มีคนใช้เล่ห์กลเล่นตลก ทำให้เราหลงเชื่อไปว่ามันเป็นคำศัพท์ของจริง”

ที่มาของภาพ, GETTY IMAGES
ทีมผู้วิจัยกล่าวสรุปว่า การเปลี่ยนรูปของความหมายและการสูญเสียความหมายในถ้อยคำหรือสัญญะที่ถูกใช้ซ้ำ ๆ สามารถจะเกิดขึ้นได้เพราะปรากฏการณ์จาเมส์วู ซึ่งเป็นกระบวนการตรวจสอบความเป็นจริงในสมอง
ปรากฏการณ์จาเมส์วูช่วยให้เราสามารถแยกตัว และหลุดออกจากกระแสการประมวลผลข้อมูลที่น่าสงสัย เพราะกระแสดังกล่าววนซ้ำ ดูไหลลื่น และมีความเป็นเครื่องจักรกลอัตโนมัติมากเกินไป ซึ่งการหลุดออกจากกระแสความคิดที่เหมือนกับการสะกดจิตนี้สำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะช่วยหันเหความสนใจของเราไปสู่สิ่งที่มีความจำเป็นในขณะปัจจุบันมากกว่า แทนที่จะจมลงไปในงานที่ต้องทำซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน
นอกจากเรื่องของการสื่อสารและการใช้ความคิดแล้ว งานวิจัยเกี่ยวกับจาเมส์วูยังอาจจะมีประโยชน์ต่อการทำความเข้าใจและการรักษาผู้ป่วยโรคย้ำคิดย้ำทำหรือโอซีดี (Obsessive Compulsive Disorder - OCD) ได้อีกด้วย





























