ธนาคารไร้สาขาคืออะไร เราควรรู้อะไรบ้าง หลังเปิดใช้งานจริง 19 มิ.ย. นี้

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

    • Author, ปณิศา เอมโอชา
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • Published
  • เวลาอ่าน: 9 นาที

การเดินทางของธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) ที่เริ่มต้นอย่างเป็นทางการมาตั้งแต่เดือน มี.ค. 2567 หลังกระทรวงการคลังมีประกาศ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจฯ กำลังจะถูกตัดริบบิ้นเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการในวันที่ 19 มิ.ย. นี้

ธนาคารคลิกซ์ จำกัด (มหาชน) จะกลายเป็นธนาคารไร้สาขาเจ้าแรกในไทยที่เริ่มเปิดให้คนไทยเข้ามาใช้บริการทางการเงินรูปแบบใหม่นี้

ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขาแห่งแรกนี้ ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 8 ส.ค. 2568 ภายใต้การบริหารงานและถือหุ้นโดย บริษัท ไทย ทรินิตี้ โฮลดิ้ง จำกัด เกิดจากการรวมตัวกันของยักษ์ใหญ่ใน 3 แวดวงธุรกิจของไทย ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB จากฝั่งธุรกิจการเงินดั้งเดิม บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS จากฝั่งธุรกิจโทรคมนาคม และ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR จากกลุ่มพลังงาน

บทความนี้ บีบีซีไทยชวนผู้อ่านกลับมาตั้งต้นทำความรู้จักความหมายที่แท้จริงของธนาคารพาณิชย์ไร้สาขาว่าแตกต่างจากธนาคารดั้งเดิมอย่างไร พร้อมด้วยบทวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับประโยชน์และความเสี่ยงที่กำลังรออยู่ข้างหน้า

ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขาคืออะไร

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

ศ.ดร.อาณัติ ลีมัคเดช หัวหน้าภาควิชาการเงิน คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บอกว่า โดยหลักแล้ว "การไร้สาขา" คือหัวใจที่สำคัญและเป็นหนึ่งในจุดแตกต่างที่สุดกับธนาคารพาณิชย์แบบดั้งเดิม

เมื่อบีบีซีไทยสืบค้นคำนิยามของธนาคารกลางในหลายประเทศทั่วโลกรวมไปถึงกลุ่มสหภาพยุโรปพบว่า ธนาคารกลางของยุโรป ซึ่งใช้ศัพท์ภาษาอังกฤษว่า "digital bank" [อาจแปลว่า "ธนาคารดิจิทัล"] ให้คำจำกัดความว่าคือ การดำเนินธุรกิจผ่านช่องทางออนไลน์โดยเฉพาะ โดยไม่มีการพัฒนาเครือข่ายสาขาที่เป็นรูปแบบตึกหรือสิ่งปลูกสร้าง (Bricks-and-mortar)

งานวิจัยเกี่ยวกับเทคโนโลยีในแวดวงการเงินและธนาคารผู้ท้าชิง (Challenger Banks) ในสหราชอาณาจักร จากมหาวิทยาลัยคิงคอลเลจลอนดอน ชี้ว่าความหมายที่แท้จริงของคำว่า "ธนาคารผู้ท้าชิง" นั้นค่อนข้างหลากหลาย ทว่าสำหรับกลุ่มที่เป็น "ธนาคารผู้ท้าชิงรูปแบบใหม่ที่พึ่งพาเทคโนโลยีดิจิทัล" (digital-aided challenger banks) ได้ถือกำเนิดขึ้น เพื่อให้บริการทางการเงินและผลิตภัณฑ์เฉพาะทางแก่ลูกค้าที่ถูกธนาคารดั้งเดิมมองข้าม ในฐานะผู้เล่นหน้าใหม่ในตลาด

นอกจากนี้ ผู้ให้กู้รายใหม่เหล่านี้ยังนำเอารูปแบบธุรกิจที่สร้างสรรค์และต้นทุนต่ำมาใช้ เนื่องจากดำเนินธุรกิจส่วนใหญ่ผ่านช่องทางออนไลน์แทนที่จะเป็นสาขาแบบดั้งเดิม โดยมุ่งเน้นไปที่ธุรกิจที่ยังไม่ได้รับการเจาะตลาดอย่างเต็มที่ เช่น สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ประเภทซื้อเพื่อปล่อยเช่า สินเชื่อสำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) และสินเชื่อผู้บริโภค

ธนาคารกลางฮ่องกง ได้มาปรับแก้นิยามของ "virtual bank" ซึ่งเป็นศัพท์ภาษาอังกฤษคำเดียวกับที่ประเทศไทยเลือกใช้ ว่าคือ ธนาคารที่ให้บริการทางการเงินแก่ลูกค้ารายย่อยผ่านทางอินเทอร์เน็ตหรือช่องทางอิเล็กทรอนิกส์รูปแบบอื่น ๆ เป็นหลัก แทนการให้บริการผ่านสาขาที่มีสถานที่ตั้งจริง

โดยหลักแล้วนิยามของธนาคารพาณิชย์ไร้สาขานั้นค่อนข้างคล้ายคลึงกันและอิงอยู่บนหลักการของการปราศจากสาขา ทว่าคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่เลือกใช้อาจต่างกันออกไป เช่นเดียวกับรูปแบบการขอใบอนุญาตที่บางประเทศใช้มาตรฐานเดียวกันกับธนาคารแบบดั้งเดิม ขณะที่บางประเทศเลือกออกมาตรฐานใหม่แทน

ต่างจากธนาคารแบบดั้งเดิมอย่างไร ?

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

บริษัทแมคคินซี่ แอนด์ คอมพานี ชี้ว่า ในอดีตธนาคารพาณิชย์แบบดั้งเดิมต้องเผชิญกับอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาดที่สูงมาก ทั้งเรื่องต้นทุนคงที่และระยะเวลายาวนานกว่าจะเข้าสู่จุดคุ้มทุน ขณะที่ธนาคารพาณิชย์แบบไร้สาขานั้น ดำเนินธุรกิจภายใต้โครงสร้างต้นทุนที่ต่ำกว่ามาก "ซึ่งโดยทั่วไปแล้วคิดเป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของต้นทุนของธนาคารแบบดั้งเดิมเท่านั้น" ด้วยเหตุนี้ ธนาคารประเภทใหม่นี้จึงสามารถนำเสนอราคาที่ถูกกว่า และมีเงื่อนไขการตั้งราคาที่โปร่งใสกว่า โดยมีค่าธรรมเนียมแอบแฝงที่น้อยกว่าธนาคารแบบดั้งเดิม

อย่างไรก็ดี รายงานจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund - IMF) ในปี 2022 ชี้ว่า ธนาคารประเภทใหม่นี้จะมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่สูงกว่า และมีประสิทธิภาพทางด้านต้นทุนที่ต่ำกว่าธนาคารแบบดั้งเดิม ซึ่งอาจขัดกับภาพจำของหลาย ๆ ฝ่าย

กองทุน IMF ชี้ว่าต้นทุนเหล่านี้มาจากค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ไม่ใช่เงินเดือนพนักงาน อาทิ การแสวงหาลูกค้าใหม่ และต้นทุนด้านความปลอดภัยทางเทคโนโลยีสารสนเทศที่สูงกว่า อย่างไรก็ดี กองทุน IMF สรุปว่า virtual bank จะเติบโตได้ดีในประเทศเศรษฐกิจกำลังพัฒนา

ทว่าสำหรับ ศ.ดร.อาณัติ เขาชี้ว่าธนาคารแบบใหม่เหล่านี้จะเข้ามาแก้ปัญหากลุ่มคนที่ถูกทิ้งไว้นอกระบบการเงินดั้งเดิมของไทย (financial inclusion)

"สังคมเราเวลาพูดว่ามีคนที่อยากไปเปิดบัญชีแล้วยังเปิดไม่ได้ด้วยเหรอ หลายคนนึกไม่ออก แต่เรายังมีคนเหล่านี้กระจายอยู่ในทุกหย่อมหญ้า… ปีที่แล้วผมไปสำรวจพวกชาวดอย เขาเป็นคนไทยนะ และไม่มีสาขาของแบงก์อยู่บนดอยแน่นอน" หัวหน้าภาควิชาการเงิน มธ.กล่าว

เขาชี้ว่าความสามารถในการเข้าถึงกลุ่มคนเหล่านี้ถือเป็นจุดแข็งของกลุ่มผู้เล่นหน้าใหม่ในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อวิเคราะห์ว่ากลุ่มผู้เล่นเหล่านี้มักเลือกจับมืออยู่กับบริษัทที่ถือข้อมูลมหาศาลของผู้คนไว้อยู่แล้ว

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, "สังคมเราเวลาพูดว่ามีคนที่อยากไปเปิดบัญชีแล้วยังเปิดไม่ได้ด้วยเหรอ หลายคนนึกไม่ออก แต่เรายังมีคนเหล่านี้กระจายอยู่ในทุกหย่อมหญ้า… ปีที่แล้วผมไปสำรวจพวกชาวดอย เขาเป็นคนไทยนะ และไม่มีสาขาของแบงก์อยู่บนดอยแน่นอน" หัวหน้าภาควิชาการเงิน มธ.กล่าว

ปัจจุบันธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศว่ามีผู้ได้รับใบอนุญาตจัดตั้ง virtual bank ทั้งหมด 3 ราย

  • บริษัท ไทย ทรินิตี้ โฮลดิ้ง จำกัด ที่ดำเนินธุรกิจธนาคารคลิกซ์ จำกัด (มหาชน)
  • บริษัท เอซีเอ็ม โฮลดิ้ง จำกัด ที่ประกอบไปด้วย บริษัท แอสเซนด์ มันนี่ จำกัด (Ascend Money) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการทรูมันนี่ (TrueMoney) นับเป็นฝั่งฟินเทคในเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) และแอนท์ กรุ๊ป (Ant Group) บริษัทลูกด้านการเงินของรายใหญ่อย่างอาณาจักรอาลีบาบาของจีน
  • ธนาคาร แบงก์เอกซ์ จำกัด (มหาชน) ที่เกิดจากการรวมตัวของพันธมิตรใน 3 ประเทศ ได้แก่ บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCBX จากฝั่งธุรกิจการเงินไทย ร่วมกับ วีแบงก์ เทคโนโลยี เซอร์วิสเซส ลิมิเต็ต (WeBank Technology Services Limited) หรือ WeBank จากฝั่งธนาคารดิจิทัลชั้นนำของจีน และคาเคาแบงก์ คอร์ป (KakaoBank Corp.) จากฝั่งธนาคารดิจิทัลชั้นนำของเกาหลีใต้

ศ.ดร.อาณัติ ยกตัวอย่างว่า สำหรับกรณีของ TrueMoney เมื่อเข้าสู่ระบบของ virtual bank ที่กำหนดว่าต้องมีการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์ (eKYC) โครงสร้างพื้นฐานทางอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นต้นทุนเดิมอยู่แล้วก็สามารถนำมาปรับใช้ได้ทันที

หัวหน้าภาควิชาการเงินเสริมต่อไปว่า ข้อมูลมหาศาลที่ผู้เล่นหน้าใหม่เหล่านี้ถืออยู่ ทั้งกรณีของ TrueMoney หรือแม้แต่ AIS เอง ยังช่วยให้ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขาของพวกเขาลงมาจับตลาดการปล่อยสินเชื่อขนาดเล็กได้อย่างคุ้มทุนกว่าธนาคารแบบดั้งเดิม

"ในอดีตคนตัวเล็กที่เคยจำเป็นต้องไปกู้แบงก์ แต่เพราะแบงก์มันต้นทุนสูง ฉะนั้นบางทีบอกให้ผมมานั่งพิจารณาสินเชื่อ 10,000 หรือ 15,000 บาท กับระบบธนาคารเนี่ย ผมไม่แน่ใจว่ามันจะคุ้มกับเงินเดือนพนักงานหรือเปล่า" ศ.ดร.อาณัติ กล่าว

เขาอธิบายว่าที่ผ่านมา ระบบการเงินของไทยก็มีสิ่งที่เรียกว่า ผู้ให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (Non-Bank) อาทิ สินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพ (Nano Finance) หรือ สินเชื่อรายย่อยระดับจังหวัด (Pico Finance) ซึ่งในอดีตหากเป็นสินเชื่อที่มีวงเงินไม่มากธนาคารดั้งเดิมก็มักปัดลูกค้ามาให้กลุ่ม non-bank เหล่านี้

อย่างไรก็ดี เมื่อมี virtual bank ซึ่งได้เปรียบกว่า non-bank เพราะสามารถสามารถรับเงินฝากมาบริหารจัดการและต่อยอดได้ ตัวเลือกในการเข้าถึงสินเชื่อของประชาชนจึงมีมากขึ้น อีกทั้งฝั่งผู้ให้สินเชื่อเองก็มีข้อมูลมหาศาลของลูกค้าอยู่แล้ว จึงช่วยให้ virtual bank สามารถประเมินความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

"ผมไม่ต้องถามเลยว่าคุณเคยทำอะไร เงินเดือนเท่าไหร่ ผมรู้ประวัติคุณมาหมดเรียบร้อยหมดแล้ว ผมพร้อมอนุมัติเงินให้คุณได้วันนี้เลย ในขณะที่ระบบแบงก์ไม่มีทางทำอย่างนั้นได้ เพราะเราไม่เคยมีข้อมูล

คุณเดินมาเป็นลูกค้าใหม่ของเรา เราไม่รู้จักคุณ แต่ AIS หรือเซเว่นฯ เขารู้จักคุณแล้ว ฉะนั้นวันนี้ยื่นคำขอกู้มา 15,000 บาท ผมเชื่อว่าเขาปล่อยได้เลยด้วยการดูจากประวัติของเรา" ศ.ดร.อาณัติ อธิบาย

แท้จริงแล้วมีกรณีตัวอย่างที่สะท้อนว่า virtual bank สามารถเข้าไปเจาะตลาดกลุ่มผู้ที่เข้าไม่ถึงระบบธนาคารแบบดั้งเดิมได้จริงจากประเทศฟิลิปปินส์ที่เริ่มออกแนวทางปฏิบัติมาตั้งแต่ปี 2563

ตัวอย่างเช่น ธนาคารมายา (Maya Bank) ซึ่งเป็นหนึ่งในธนาคารพาณิชย์ไร้สาขาของฟิลิปปินส์ ระบุในรายงานประจำปี 2566 ว่า 59% ของผู้กู้เงินของธนาคาร ไม่เคยได้รับสินเชื่อจากสถาบันการเงินใดมาก่อน

เสี่ยงติดทั้งหล่มหนี้และการผูกขาดข้อมูล

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

ความง่ายและสะดวกสบายในการปล่อยกู้นี้เอง ที่ ศ.ดร.อาณัติ มองว่าเปรียบเสมือนเป็นเหรียญสองด้าน ในทางหนึ่ง นี่เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพให้ผู้คนเข้าถึงสินเชื่อได้สะดวกยิ่งขึ้น อย่างไรก็ดี เขาวิเคราะห์ว่าประเภทสินเชื่อที่จะเติบโตนั้นก็จะอยู่ในหมวดสินเชื่อเพื่อการใช้จ่าย

สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ประจำไตรมาสที่ 3/2568 ของ ธปท. พบว่าคงที่เท่าเดิมเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าคือที่ 86.8% โดยประเภทหนี้หลัก ๆ แบ่งเป็น หนี้บ้าน 35% หนี้ส่วนบุคคล 27% หนี้เพื่อการประกอบอาชีพ 18% หนี้รถยนต์และบัตรเครดิต 8% และ 3% และหนี้อื่น ๆ

แม้ตัวเลขข้างต้นจะสะท้อนแนวโน้มที่ลดลงมาเรื่อย ๆ แต่ก็ยังสูงกว่าระดับที่ยั่งยืนที่ 80% ตามเกณฑ์ของธนาคารเพื่อการชำระบัญชีระหว่างประเทศ ซึ่ง ธปท.อ้างอิง

นอกจากนี้ ในช่วงเดือน ก.ย. 2568 ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ยังเปิดเผยผลสำรวจสถานภาพหนี้ครัวเรือนไทยปี 2568 พบว่า ครัวเรือนไทยกว่า 95.1% มีภาระหนี้สิน โดยมีหนี้เฉลี่ยสูงถึง 740,596.94 บาทต่อครัวเรือน เพิ่มขึ้น 22% จากปีที่ผ่านมา ถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี ขณะที่ภาระผ่อนชำระเฉลี่ยอยู่ที่ 22,022.08 บาทต่อเดือน

ศ.ดร.อาณัติ ชี้ว่า ปัจจุบันนี้โมเดลธุรกิจที่ผู้ปล่อยสินเชื่อต่างกรูกันเข้าไปหาคือรูปแบบ 'ซื้อก่อนผ่อนทีหลัง' หรือการออกโปรโมชันผ่อนฟรี 0% 3 เดือน และเน้นไปที่สินเชื่อเพื่อการบริโภคเป็นหลัก "เหมือนกับทำหลุมพรางไว้ดักสัตว์ยังไงชอบกลเลยนะ… แต่ก็เพราะโมเดลเขาถูกพิสูจน์มาแล้วว่าสุดท้ายคนไม่มีตังค์จ่าย ครบสามเดือนแล้วก็จะเป็นหนี้ระยะยาวเขาต่อไป"

เขาวิเคราะห์ว่า ยิ่งต่อไปหากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่มีการปล่อยสินเชื่อลงมาเล่นในตลาด virtual bank ด้วยแล้ว หลุมพรางเหล่านี้จะยิ่งถูกขุดให้ทั้งกว้างขึ้นและลึกขึ้นไปอีก

"แพลตฟอร์มพวกนี้มันก็มีลักษณะที่เขาพยายามที่จะกระตุ้นการซื้ออยู่แล้ว ไม่รู้จะซื้อมาทำอะไรแต่มันถูกอ่ะ มันดีมันอย่างงู้นอย่างงี้… ถามว่าแล้วเขาได้อะไรในการที่เขามาขายของ ดอกเบี้ย 0% 3 เดือน คำตอบก็คือไม่ได้อะไรหรอก แต่วิธีการขายของแบบนี้มันเล่นกับความรู้สึกของคนไงว่า ผมเชื่อว่าอีก 3 เดือนคุณจะไม่สามารถจ่ายตังค์ผมได้หรอก เดี๋ยวคุณก็ต้องติดหนี้ผม"

ความเสี่ยงอีกข้อที่ ศ.ดร.อาณัติ เตือนคือ สำหรับประเทศไทย กฎเกณฑ์ที่ออกมาเอื้อให้ทุนใหญ่สามารถเข้ามาเล่นในตลาดนี้ได้ง่ายกว่าสตาร์ทอัพที่อาจจะมีแนวคิดดีแต่ปราศจากทรัพย์สินสำคัญอย่างข้อมูลผู้ใช้งาน และเมื่อรายเล็กไม่สามารถลงสนามได้ สุดท้ายสิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ "Data Monopoly" หรือ "การผูกขาดข้อมูล"

เขาเสริมว่า หากมองในมิติของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ถามว่าหน่วยงานชอบหรือไม่ที่มีการผูกขาดข้อมูล เขาชี้ว่าก็ต้องบอกว่าชอบในแง่ของความมั่นคง แต่ถ้าพูดถึงเรื่องของการแข่งขัน ก็อาจจะไม่ตอบโจทย์

อาจารย์ภาคการเงินผู้นี้ยกตัวอย่างต่อไปว่า ในสหราชอาณาจักรเอง จุดเริ่มต้นของธนาคารพาณิชย์ไร้สาขานั้นเกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาการผูกขาดข้อมูลโดยเฉพาะ ด้วยการตั้งธงว่าข้อมูลที่สถาบันการเงินได้มานั้นเป็นข้อลูกค้า ดังนั้นจึงต้องมีการสร้างระบบเอพีไอ (Application Programming Interface - API) ซึ่งเปรียบเสมือนสะพานให้แต่ละซอฟต์แวร์หรือแอปพลิเคชันสามารถสื่อสารกันได้

ในปี 2561 สหราชอาณาจักรออกเกณฑ์ที่มีชื่อว่า "Open Banking Guidelines" ซึ่ง ศ.ดร.อาณัติ บอกว่าเป็นการเคลียร์ชัด ๆ เลยว่าข้อมูลพวกนี้เป็นของลูกค้าไม่ใช่ของเจ้าของแพลตฟอร์ม ซึ่งในทางปฏิบัติแปลว่า หากลูกค้าต้องการไปเปิดบัญชีกับธนาคารบี แต่มีข้อมูลอยู่กับธนาคารเอ ตามกฎนี้ หากลูกค้ากฎอนุญาตยินยอมเปิดเผยข้อมูล ธนาคารเอก็จำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูล

"ผมเชื่อว่าประเทศไทย ต้องไปให้ถึงจุดนั้นเหมือนกัน ไม่ฉะนั้นมันก็จะเกิด Data Monopoly แล้วอย่าว่าแต่ Virtual Banking หรือว่ารายใหญ่ที่เราเห็นเลย ไม่ว่าจะเป็นอีคอมเมิร์ซหรืออะไรต่าง ๆ มันจะกลายเป็นการถูกผูกขาดไปโดยปริยาย แล้วในที่สุดการแข่งขันมันก็จะน้อยลง เพราะผมไม่จำเป็นต้องแข่งกับใคร ผมมีข้อมูลของคุณทุกอย่างอยู่ในมือแล้ว ไม่มีใครแข่งกับผมได้แน่นอน"

เขาเสริมว่าแท้จริงแล้ว guideline (แนวปฏิบัติ) แบบของอังกฤษนั้นยังช่วยย้อนกลับไปแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนได้เช่นกัน เนื่องจากต้องมีการเปิดเผยข้อมูลระหว่างธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา ข้อมูลสินเชื่อที่อยู่กับแต่ละธนาคาร ซึ่งปกติจะไม่มีการเปิดเผยจนกว่าจะเกิดภาวะหนี้เสีย จะถูกแชร์เพื่อใช้ในการพิจารณาสินเชื่อใหม่ด้วยเช่นกัน

"ลองนึกภาพดูนะ พอเขามี Virtual Banking เขามีบัตรเครดิตแข่งกันใช่ไหม ผมสมัครเขาทุกที่เลย แล้วผมก็กู้เงิน ใช้หมุนหนี้จ่ายนั่นอุตลุดเยอะแยะไปหมดใช่ไหม ทุกคนไม่มีใครรู้ว่าผมมีหนี้เสียจนกว่าผมจะเกิดหนี้เสียแล้วไปอยู่ในเครดิตบูโร ทีนี้พอมี Open Banking ใครจะมากู้ผม ผมบอกว่าเฮ้ยพี่ต้องเปิดให้ผมดูก่อนว่าพี่เป็นหนี้ที่ไหนบ้าง ต่อให้ยังไม่เป็นหนี้เสียก็ตาม เพราะพี่เล่นหมุนเงินจากหนี้นี้มาจ่ายหนี้นั้น ผมก็จะรู้แล้ว อ๋อของพี่นี่มันเยอะขนาดนี้นะ พี่อย่าเพิ่งเลย พี่เก็บเงินเองก่อนไหม"

อาจารย์รายนี้ทิ้งท้ายว่า แท้จริงแล้วประเด็น open banking นั้นเป็นตัวอย่างที่ดีจากประเทศอังกฤษ ซึ่งสามารถนำมันปรับใช้ได้เลย "จริง ๆ มันไม่จำเป็นต้องรอ Virtual Banking แล้วมาคุยกันมันเกิดขึ้นได้เลย มันคุยได้เลย มันเริ่มต้นได้เลย มันควรจะคุยกันตั้งนานแล้ว ฉะนั้นถ้าเขาไม่ทำเรื่องพวกนี้ โอ้โห มันก็เป็นความเสี่ยง"

บีบีซีไทยพบว่า ธปท. มีการพูดถึงประเด็นนี้อยู่บ้าง อาทิ ในคอลัมน์ แบงก์ชาติชวนคุย ซึ่งตีพิมพ์บนหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 23 มี.ค. 2567 ที่ระบุว่าข้อมูลเป็นของประชาชน และกลไก Open Banking Data จะช่วยผู้ขอกู้ให้สามารถยินยอมให้ข้อมูลจากที่ต่าง ๆ ถูกส่งไปให้สถาบันการเงินเพื่อรวบรวมและใช้ประกอบการพิจารณาสินเชื่อได้

นอกจากนี้ ธปท.ยังมีการเปิดรับความความคิดเห็นเรื่อง แนวนโยบายการเปิดกว้างให้ใช้ประโยชน์จากข้อมูลตามสิทธิของผู้ใช้บริการ (Open Data for Consumer Empowerment) โดยมีกำหนดการเปิดรับฟังตั้งแต่วันที่ 30 พ.ย. ถึง 31 ธ.ค. 2566

อย่างไรก็ดี ยังไม่มีหลักการเรื่องเอพีไอหรือการบังคับใช้ open banking เพิ่มเติม