มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข "พร้อมเป็นผู้นำเมือง" จะพลิกโฉมกรุงเทพฯ ด้วย พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ และเอไอ

ภาพการหาเสียงของมัลลิกา

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/ BBC Thai

    • Author, วศินี พบูประภาพ
  • Published
  • เวลาอ่าน: 8 นาที

มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในนามอิสระ นำเสนอวิสัยทัศน์และแนวนโยบายที่มุ่งเน้นการจัดการปัญหาเรื้อรังของเมืองหลวงด้วยวิธีการที่ไม่เหมือนใคร ด้วยพร้อมคำขวัญประจำตัวว่า "มนุษย์ผู้ทันกาลเวลา"

อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ซึ่งประกาศตัวเป็นอิสระจากพรรคการเมือง เสนอแนวคิดในการบังคับใช้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เพื่อบูรณาการการทำงานของหน่วยงานต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ แก้ปัญหาครอบคลุมการจัดการวิกฤตสิ่งแวดล้อม การบริหารโครงสร้างพื้นฐาน การจัดการแรงงานข้ามชาติ และการพัฒนาเมือง

ขณะที่ในหลายครั้งหลายโอกาส มัลลิกายังได้กล่าวถึงการใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ (AI) มาแก้ปัญหาของเมืองหลวงด้วยเช่นกัน

บีบีซีไทยนัดพบกับมัลลิกา หลังจากลงพื้นที่หาเสียงที่ชุมชนบ้านครัว เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร เพื่อฟังเบื้องหลังวิสัยทัศน์และนโยบายที่เธอนำเสนอให้เป็นทางเลือกสำหรับโหวตเตอร์ชาวกรุงในการเลือกตั้งหนนี้

แรงบันดาลใจจากวิกฤตฝุ่น PM2.5 สู่การตัดสินใจลงสนามเลือกตั้ง

"เราทำบริษัทเอสเอ็มอี ทีมงานเขาก็จะมีปัญหาเรื่องสุขภาพ ผลัดกันป่วย ผลัดกันลา ผลัดกันไปดูแลสุขภาพ คนอายุ 20 เอง แต่ต้องเผชิญปัญหากับโรคทางเดินหายใจและเลือดกำเดาไหล" มัลลิกาเล่าถึงจุดเปลี่ยนที่ทำให้เธอตัดสินใจก้าวเข้าสู่สนามการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

"เมื่อปลายปี 2568 โลกก็ประกาศว่ากรุงเทพฯ มีฝุ่น PM พีกที่สุด... นั่นเป็นจุดเปลี่ยนผ่านที่ทำให้เราตัดสินใจเร็วขึ้น แทนที่จะไปลงสมัครอีกหลายปีข้างหน้า เราตัดสินใจ ณ เวลานี้ ในช่วงศักยภาพที่เรามีอยู่ประมาณนี้ พร้อมหรือไม่พร้อมก็ลุยเลย" มัลลิกากล่าวกับบีบีซีไทย

มัลลิการะบุว่าปัญหาฝุ่นที่ลุกลามนี้เกิดจาก "ความบกพร่องและผิดพลาดของผู้นำเมืองที่ไม่ได้ใส่ใจ" เนื่องจากเรื่องฝุ่น PM2.5 ถูกมองว่าเป็นเพียงปัญหาทางอากาศที่มองไม่เห็น จึงไม่มีการแก้ไขอย่างจริงจัง จนกระทั่งมีประชาชนทยอยล้มป่วย และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติได้ออกมาเรียกร้องถึงปัญหานี้

"เรื่องละเอียดอ่อนแบบนี้มันบั่นทอนกับการเติบโตของเมือง บั่นทอนต่อสุขภาพของพลเมืองทั้งหมด รวมทั้งนักท่องเที่ยวหายไปจำนวนเท่าไร ที่มีข่าวระดับโลกว่าฝุ่น PM พีกที่สุดอันดับหนึ่งของโลกที่กรุงเทพฯ จุดนี้แหละที่จะทำให้ลดทอนศักยภาพของกรุงเทพฯ ดังนั้นเราจึงพลิกสถานการณ์ว่าเราต้องมา" เธอกล่าวกับบีบีซีไทย

จากปัญหาฝุ่นที่อดีตผู้สื่อข่าวซึ่งผันตัวมาเป็นนักการเมือง มองว่ามีผลกระทบต่อเนื่องถึงขีดความสามารถของกรุงเทพฯ มัลลิการะบุว่าเธอต้องการพัฒนาให้เมืองหลวงสามารถรองรับประชากรทุกกลุ่ม ทุกเจเนอเรชัน ทุกเพศ และทุกวัย ให้สามารถ "อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความศิวิไลซ์อย่างแท้จริง"

เธอระบุว่ากรุงเทพฯ จำเป็นต้องยกระดับตัวเองเพื่อไปเทียบชั้นกับมหานครใหญ่ระดับโลก ในการท้าชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. เธอมีนโยบาย "กรุงเทพฯ เชื่อมโลก" ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างเครือข่ายและความเชื่อมโยงระหว่างกรุงเทพมหานครกับเมืองหลวงและเมืองสำคัญทั่วโลก ได้แก่ กรุงปารีส กรุงปักกิ่ง นครเซี่ยงไฮ้ กรุงโดฮา กรุงโซล กรุงโตเกียว กรุงลอนดอน และนครนิวยอร์ก เพื่อยกระดับความก้าวหน้าของเมืองให้มีความเป็นสากลมากที่สุด

เชื่อมั่นคุณสมบัติ "นักเปลี่ยนแปลง"

แม้มัลลิกาจะได้รับฉายาจากสื่อมวลชนบางสำนักว่า "ดร.อินฟลูฯ" และเป็นที่จดจำจากกรณีที่เธอเข้ายื่นใบสมัครรับเลือกตั้งต่อ กกต.กทม. ในวันที่ 28 พ.ค. สาย จนทำให้ไม่ได้จับสลากเลือกเลขผู้สมัคร อย่างไรก็ดี เธอยืนยันว่าเธอมีคุณสมบัติและความพร้อมในการเป็นผู้นำเมืองที่มีประชากรกว่า 10 ล้านคน

"จริงจังมากค่ะ เราเป็นผู้บริหารระดับต้นของประเทศ เราทำมา 3 กระทรวง มากกว่าการบริหารกรุงเทพฯ 1 เมือง"เธอกล่าวด้วยความมั่นใจ พร้อมระบุว่างบประมาณของส่วนราชการต่าง ๆ ที่กล่าวมานั้นไม่ได้ต่างกันมากกับงบประมาณของกรุงเทพมหานคร

นักการเมืองหญิงคนนี้ยังอ้างอิงถึงประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับกรุงเทพมหานครโดยตรง เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2550 เมื่อเธอได้เข้ามามีบทบาทเป็นผู้ช่วยหาเสียงให้กับ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งทำให้เธอได้เรียนรู้และรู้จักพื้นที่เมืองอย่างลึกซึ้ง

นอกจากนี้ในช่วงปี 2555-2556 เธอยังได้ผ่านการศึกษาในหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านการบริหารมหานครของกรุงเทพมหานคร ซึ่งข้อมูลจากการศึกษาดังกล่าวได้กลายเป็นฐานข้อมูลสำคัญที่เธอเตรียมนำมาใช้ในการพัฒนาเมือง

มัลลิกาสรุปกับบีบีซีไทยว่า ในวัย 53 ปี เธอมีความพร้อมและเชื่อมั่นในคุณสมบัติส่วนตัวที่สอดคล้องกับความต้องการของเมืองในปัจจุบัน โดยระบุว่าตนเองมีตัวตน (identity) ของความเป็นผู้นำเมืองและเป็น "นักเปลี่ยนแปลง" ที่พร้อมจะนำความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ การคิดนอกกรอบ และความสุจริต มาทลายข้อกฎหมาย กฎระเบียบ และปัญหาซ้ำซากของเมืองหลวง

"เราก็มองหาว่าสิ่งเหล่านี้มันอยู่ที่ตัวใคร เมื่อเราค้นหาแล้วมันไม่ค่อยเจอ ขณะเดียวกันเราไว้ใจตัวเอง เราก็คิดว่าสิ่งเหล่านี้มันเป็นคุณสมบัติส่วนตัวที่เรามี ก็เลยคิดว่าในวัย 53 ปี พร้อมแล้วในการที่จะเป็นผู้นำเมือง" เธอกล่าว

มัลลิกาจะนำเอไอ (AI) มาแก้ปัญหาอะไรของกรุงเทพฯ

การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ (AI) มาเป็นเครื่องมือหลักในการแก้ไขปัญหาเรื้อรังของกรุงเทพฯ เป็นสิ่งที่มัลลิกาเน้นหลายครั้งในช่วงแคมเปญหาเสียงที่ผ่านมา

หนึ่งในนโยบายสำคัญคือการจัดการปัญหาน้ำท่วมผ่านแผนปฏิบัติการ 9 ขั้น ซึ่งประกอบด้วยการจัดตั้งศูนย์บัญชาการ AI Flood Command Center Bangkok (อาจแปลได้ว่าเป็นศูนย์บัญชาการน้ำท่วมที่ใช้เอไอควบคุม) ที่ทำงานร่วมกับเทคโนโลยี เอ็กซ์-แบนด์ เรดาร์ (X-Band Radar)

มัลลิกาอธิบายกับบีบีซีไทยว่า ระบบดังกล่าวจะจำลองโครงสร้างกรุงเทพมหานครเป็นเมืองเสมือน (digital twin) และประมวลผลข้อมูลจากเซ็นเซอร์กว่า 3,000-5,000 จุด เพื่อคาดการณ์น้ำท่วมล่วงหน้า 30-60 นาที พร้อมดำเนินการสั่งการเครื่องสูบน้ำแบบอัตโนมัติ รวมทั้งใช้เอไอ โดรนและหุ่นยนต์เพื่อตรวจสอบการอุดตันของขยะในท่อระบายน้ำ

นอกจากนี้ เธอยังมีแนวคิดในการนำเอไอมาใช้จัดการระบบจราจรอัจฉริยะ (AI traffic) และดูแลระบบความปลอดภัยสาธารณะผ่านกล้องวงจรปิดครอบคลุมตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อตรวจสอบจุดเสี่ยงและพื้นที่อับแสงในชุมชนแบบเรียลไทม์

"แก้ไขปัญหารถติดก็คงจะต้องลงทุนกับการใช้คำสั่งเอไอ เพื่อ generate (ประมวลผล) แล้วก็ใช้ร่วมกันกับสมองคนเพื่อแก้ไขปัญหาเมือง" มัลลิกาอธิบายยกตัวอย่างให้เห็นภาพ

ระหว่างการถ่ายทอดสดทางช่องทางติ๊กตอกที่ถ่ายทอดการลงพื้นที่หาเสียงครั้งหนึ่ง มัลลิกากล่าวถึงข้อวิพากษ์วิจารณ์ว่าเธอใช้เอไอมากเกินไปหรือไม่ โดยชี้แจงว่าไม่ได้ใช้เอไอกับทุกเรื่อง แต่เอไอคือเครื่องมือสำคัญของผู้นำ

"การใช้สมองคน ใช้ได้ค่ะ แต่ขณะเดียวกันถ้าเกิดเราใช้สมองกลมาควบคู่ไปกับสมองคน มันจะทุ่นแรงไปเยอะ เรื่องบางเรื่อง 4 ปีทำไม่เสร็จ แต่เรื่องที่เราใช้เอไอเจเนเรท (AI generate) นั้น มันจะสามารถทุ่นแรงและ 4 เดือนทำเสร็จ" เธอกล่าว

ใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ บูรณาการหน่วยงาน

หนึ่งในประเด็นที่ท้าทายที่สุดสำหรับการบริหารกรุงเทพมหานคร คือข้อจำกัดด้านอำนาจของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่มักจะทับซ้อนกับหน่วยงานอื่นของรัฐ

เพื่อแก้ปัญหานี้ มัลลิกานำเสนอแนวคิดที่ถือว่าสร้างความแปลกใหม่ในการบริหารเมือง โดยระบุว่าเธอจะนำ "พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ" หรือพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 มาใช้เป็นเครื่องมือหลักในการทำงาน

"พระราชบัญญัตินี้ไม่เคยมีใครหยิบยกขึ้นมาใช้ อาจจะเป็นเพราะว่าเขาไม่เข้าใจ หรืออาจจะเป็นเพราะว่าข้าราชการไม่ได้บอกเขา หรือไม่เข้าใจบริบทของการใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ของประเทศ" เธอกล่าว

แล้วกฎหมายที่คนไทยมักจะเห็นรัฐบาลงัดมาใช้ในห้วงที่สถานการณ์บ้านเมืองไม่ปกติ จะมาใช้กับการบริหารกรุงเทพฯ ได้อย่างไร

มัลลิกาอธิบายกลไกทางกฎหมายตามความเข้าใจของเธอว่า ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร รับอำนาจตรงจากนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในกรุงเทพมหานคร ทำให้ผู้ว่าฯ กทม. มีอำนาจในการดูแลความมั่นคงทั้งต่อชีวิต ทรัพย์สิน และอาชีพของประชาชน โดยเธอเปรียบเทียบถึงกรณีของผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ที่เคยใช้ พ.ร.บ. ฉบับนี้ ตั้งวอร์รูมร่วมกับทหารและตำรวจเพื่อจัดการปัญหาบริเวณชายแดน

.

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/ BBC Thai

หนึ่งในตัวอย่างที่มัลลิกากล่าวให้บีบีซีไทยฟังว่า สามารถใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ได้ คือกรณีอุบัติเหตุรถไฟชนรถเมล์จุดตัดทางรถไฟอโศก อย่างไรก็ดี เมื่อบีบีซีไทยสอบถามต่อไปว่าหมายความว่าจะมีการประกาศใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ เมื่อเกิดอุบัติเหตุคล้ายกรณีดังว่าหรือไม่ เธอกล่าวว่าสามารถประกาศใช้เป็นการทั่วไปเพื่อเตรียมรับสถานการณ์ได้เลย

"พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ไม่ต้องรอให้อุบัติเหตุเกิดเลยค่ะ เราสามารถเป็นเจ้าภาพโดยที่ไม่ต้องรอให้รถไฟมาเป็นสังกัดเรา ไม่ต้องรอให้รถเมล์มาสังกัดเรา และไม่ต้องรอให้จราจรมาเป็นสังกัดเรา" มัลลิกากล่าว

ผู้สมัครชิงผู้ว่าฯ กทม. หญิงคนนี้ ระบุว่าการเรียกร้องให้หน่วยงานเหล่านี้มาสังกัด กทม. เป็นสิ่งที่กระทำมาตลอด 12-13 ปี แต่ไม่เคยประสบความสำเร็จ การอาศัย พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ จึงเป็นทางออกในการเข้าไปเป็นเจ้าภาพจัดการปัญหาและป้องกันวิกฤตต่าง ๆ เช่น ปัญหารถไฟชนกับรถเมล์ ได้ตั้งแต่ต้นทาง

เธอยังระบุต่อไปว่า เมื่อมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ แล้ว ก็จะถือว่าผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นผู้อำนวยการ และ "เราสามารถใช้เครื่องมือซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ทุกด้านได้หมด ทั้งตำรวจ ทหาร อาสาสมัคร กระทรวงมหาดไทยและอื่น ๆ"

เมื่อบีบีซีไทยถามว่าจะประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ทันทีที่ได้รับเลือกเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเลยหรือไม่

เธอตอบทันทีว่า "ใช่ค่ะ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ สามารถจัดการได้ทั้งเรื่องคนต่างด้าวที่มาแย่งอาชีพคนไทย ในอาชีพสงวนของเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นการค้าขายหรือใด ๆ หรือแม้กระทั่งอาชีพที่คนต่างด้าวมาลุกล้ำแล้วใช้นอมินี เราจัดการได้แบบเบ็ดเสร็จ" มัลลิกากล่าว

บีบีซีไทยตรวจสอบพ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 พบว่านิยามของ "การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร" ตามมาตรา 3 ถูกจำกัดวงไว้เฉพาะภัยที่เกิดจากบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ก่อความไม่สงบเท่านั้น และอำนาจในการอนุมัติและประกาศใช้พื้นที่ความมั่นคง (มาตรา 15) ถูกสงวนไว้ให้เป็นมติของคณะรัฐมนตรีและอำนาจของนายกรัฐมนตรี และตราบที่ ครม. ยังไม่ประกาศสถานการณ์พิเศษ แม้ผู้ว่าฯ กทม. จะสวมหมวก ผอ.รมน.กทม. แต่มาตรา 13-14 ก็ขีดเส้นอำนาจในภาวะปกติไว้เพียงการ "ประสานงาน" และ "สนับสนุน" เท่านั้น ไม่ใช่อำนาจเบ็ดเสร็จแต่อย่างใด

ลงสมัครในนามอิสระครั้งแรก

มัลลิกาเข้าสู่สนามการเมืองภายใต้สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ตั้งแต่ปี 2550 จนกระทั่งลาออกจากพรรคสีฟ้าในปี 2566 เธอยอมรับว่าการเลือกลงสมัครในนามอิสระหลังจากที่เคยสังกัดพรรคการเมืองมาโดยตลอดมีความแตกต่างกันอย่างมาก

เธอบอกว่า การเป็นผู้สมัครอิสระเปิดโอกาสให้เธอสามารถบริหารจัดการปัญหาและวางแผนปฏิบัติงานได้อย่างรวดเร็ว โดยปราศจากการครอบงำของระบบพรรคการเมือง ไม่ต้องติดขัดกับกระบวนการระดมสมอง ที่ล่าช้า หรือต้องตอบแทนบุญคุณกลุ่มอำนาจใด ๆ

มัลลิกายังบอกด้วยว่า การสังกัดพรรคการเมืองทำให้การปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันทำได้ยากมาก "เพราะมันจะมีคน มีหมวก มีสิ่งที่เราคอนโทรลไม่ได้ คนนี้เป็นคนของใคร คนนี้เป็นอากงอากอบจากใคร แล้วจะเกิดความกลืนไปกับระบบ เกิดความเกรงใจ แล้วก็เกิดการแทรกแซง"

นอกจากนี้ เธอยังได้วิพากษ์วิจารณ์ผู้สมัครบางรายที่อ้างตนว่าเป็นอิสระ แต่ในทางปฏิบัติกลับมีการส่งผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) สังกัดกลุ่มของตัวเอง ซึ่งเธอมองว่าพฤติกรรมดังกล่าวไม่ใช่อิสระอย่างแท้จริง และเป็นการ "ลวงอารมณ์ประชาชน" หรือหลอกลวงให้ดูเหมือนเป็นอิสระ

ในส่วนของเธอเอง มัลลิกายืนยันถึงความเป็นอิสระทางความคิดและการใช้ชีวิตอย่างแท้จริง ซึ่งจุดนี้เองที่จะทำให้เธอสามารถทำงานร่วมกับ ส.ก. ได้จากทุกฝ่ายการเมือง และมีนโยบายที่จะฟื้นฟูระบบสมาชิกสภาเขต (ส.ข.) กลับคืนมาผ่านกระบวนการเลือกตั้ง เพื่อกระจายอำนาจและทำงานกับทุกเขตได้

"ความเป็นอิสระนี้ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่มีพวก ไม่มีเพื่อน หรือไม่มีทีมงาน ความอิสระและสามารถที่จะจัดการปัญหาเมืองได้อย่างมีคุณภาพและมีศักยภาพนี้ต่างหาก ที่จะทำให้ความร่วมมือมันจะเกิดขึ้นเอง" มัลลิกากล่าว

เสียงสะท้อนจากการลงพื้นที่และการตอบรับของประชาชน

ในช่วงท้ายของการให้สัมภาษณ์ มัลลิกากล่าวถึงบรรยากาศและเสียงสะท้อนจากการลงพื้นที่หาเสียง ซึ่งมีการถ่ายทอดสดบรรยากาศจริงให้ประชาชนได้รับชมอย่างต่อเนื่อง เธอยืนยันว่าเธอลงพื้นที่ทำงานหนักกว่าผู้สมัครรายอื่น และได้รับกระแสตอบรับที่ดีเยี่ยมจากประชาชน

เธอสรุปว่า เสียงสะท้อนเหล่านี้คือความบริสุทธิ์ใจของประชาชนที่ได้รับจากการสัมผัสบรรยากาศจริงในระดับพื้นที่ ซึ่งหากไม่ได้ลงพื้นที่ด้วยตนเอง ก็อาจจะตกอยู่ในสภาวะที่ถูกอารมณ์ลวงตาได้

"ถ้าเราไม่ลงพื้นที่ มันจะเป็นอะไรที่ลวงอารมณ์เราอยู่ แต่พอเราลงพื้นที่ มั่นใจว่าลงพื้นที่หนักกว่าชาวบ้านเขา ซึ่งจะเห็นบรรยากาศแบบนี้ทุกที่ ทุกมุม ทุกเมือง... ก็เป็นบรรยากาศเรียล ๆ สิ่งเหล่านี้ดิฉันคิดว่าเป็นความบริสุทธิ์ใจมาก ๆ" เธอกล่าวทิ้งท้าย