จากจับ 3 ผู้ต้องหาขบวนการ "โกงสอบท้องถิ่น" ทางการจะขยายผลไปถึงใครได้อีก?

Published
เวลาอ่าน: 12 นาที

คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) มีมติให้เสนอคณะกรรมการกลางข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง) ที่มี รมว.มหาดไทยเป็นประธาน พิจารณาเพิกถอน 5,814 รายชื่อของผู้ที่ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการท้องถิ่น หลังพบคะแนนมีความผิดปกติ ไม่ตรงกับกระดาษคำตอบ

ขณะที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธานแถลงข่าวร่วมกับตำรวจหลังจับกุม 3 "ผู้ต้องหาหลัก" ในคดีทุจริตการสอบบรรจุข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย บรรยายถึงขบวนการโกงสอบท้องถิ่นว่าเป็น "การกระทำอันอุกอาจ ผิดกฎหมาย และเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ"

นายกฯ กล่าวว่า ตั้งแต่เกิดเรื่องขึ้น ตนก็ไม่สบายใจ เพราะเป็นเรื่องภายในกำกับดูแลของรัฐบาล หากไม่ได้รับความร่วมมืออันดีจากเจ้าหน้าที่ ก็จะทำให้ความเคลือบแคลงใจของประชาชนต่อคดีนี้เป็นที่สงสัย แต่ทุกคนทำให้ทุกอย่างเกิดความกระจ่าง ทำให้เห็นว่าหลายคนที่มีส่วนร่วมในวงจรนี้ก็ยังร่วมในการก่ออาชญากรรมและวงจรทุจริตอื่น ๆ แสดงว่า "วงจรอุบาทว์ มีเครือข่ายเชื่อมโยงกันและกัน"

นายกฯ อนุทินให้ความมั่นใจด้วยว่า จะไม่มีทางบิดเบือนคดีเป็นอันเด็ดขาด คดีนี้ไม่มีมวยล้มต้มคนดู และคดีนี้ไม่มีบรรเทา ยืดหยุ่น ทุกอย่างต้องดำเนินการตามหลักกฎหมายเคร่งครัด ไม่มีบุญคุณใด ๆ ที่พวกตนต้องไปตอบแทน

การเปิดแถลงข่าวในวันนี้ (15 ก.ค.) เกิดขึ้นที่กองปราบปราม หลังตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาในคดีทุจริตการสอบบรรจุข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ 3 ราย ประกอบด้วย จ.ส.ต.พิชิต ทั้งพรม หรือที่ถูกเรียกขานว่า "จ่าพิชิต", นายวิน ธนพชรโภคิน หรือนายอัศวิน โชติพนัง ซึ่งรู้จักในชื่อ "ดร.วิน", น.ส.ศตพร ธนพชรโภคิน หรือ "จ๋า" น้องสาวของ ดร.วิน

ศาลอาญาอนุมัติหมายจับพวกเขาใน 3 ข้อหา ประกอบด้วย

  • ร่วมกันเป็นอั้งยี่และซ่องโจร
  • ทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ ซึ่งพินัยกรรมหรือเอกสารใดของผู้อื่น ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188
  • นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จ ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

"จ่าพิชิต-ดร.วิน-จ๋า" ถือเป็น "ผู้ต้องหาหลัก" ของคดีนี้ตามการเปิดเผยของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) โดยมีบทบาทเป็น "ผู้วางแผนและรวบรวมข้าราชการท้องถิ่นเพื่อเข้าไปแก้ไขข้อมูลในไฟล์กระดาษคำตอบ ณ บริษัทของจ่าพิชิตในพื้นที่ จ.นนทบุรี"

แม้ผู้ต้องหาทั้ง 3 คนให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และยังไม่ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อคดีในชั้นสอบสวน แต่ ผบช.ก. ยืนยันว่า ตำรวจมีพยานหลักฐานที่ชัดเจนในการเอาผิดกลุ่มผู้ต้องหา

ผู้สื่อข่าวถามว่า วันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ได้ตัวการใหญ่กว่า 3 คนนี้หรือไม่ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ตอบว่า "เดี๋ยวรอการสอบสวนขยายผล"

ด้าน พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผู้บังคับการตำรวจปราบปราม (ผบก.ป.) รายงานไทม์ไลน์การดำเนินคดีและจับกุม 3 ผู้ต้องหาในคดีนี้ให้นายกฯ รับทราบ

"ภายใต้ความกดดันและข้อจำกัดหลายประการ เราใช้เวลา 17 วัน สามารถจับกุมผู้ต้องหาระดับ 'ผู้สั่งการ' ในคดีนี้มาได้ทั้งหมด และเราจะไล่ล่าผู้ต้องหาคดีนี้มาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด" ผบก.ป. กล่าว

จุดเริ่มต้นของการเปิดโปงขบวนการโกงสอบท้องถิ่นครั้งใหญ่ของประเทศเกิดขึ้นเมื่อ 22 มิ.ย. 2569 โดยเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ซึ่งอยู่ภายใต้กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) นำหมายค้นเข้าตรวจค้น บริษัทสามเมืองเจริญรุ่งเรืองกิจ จำกัด จ.นนทบุรี พบบุคคลกว่า 10 คน ส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐกำลังทำการแก้ไขคะแนนและกระดาษคำตอบในระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อช่วยเหลือให้ผู้เข้าสอบที่ชำระเงินเพื่อแลกกับการบรรจุเข้าเป็นข้าราชการหรือพนักงานท้องถิ่น พ.ศ. 2568 ให้สอบได้

การจับกุมในครั้งนั้นเป็นผลสืบเนื่องจากการได้รับข้อร้องเรียน หลักฐาน และคลิปเสียงระบุว่ามีกลุ่มบุคคลและติวเตอร์บางกลุ่มแอบอ้างว่ามี "เส้นสายภายใน" สามารถช่วยเหลือผู้สมัครสอบให้ผ่านการคัดเลือกและเข้ารับราชการท้องถิ่นได้ โดยเรียกรับเงินตั้งแต่ 3.5 แสนบาทสำหรับตำแหน่งทั่วไป และพุ่งสูงถึง 7-8 แสนบาทในพื้นที่ที่มีการแข่งขันสูง ทั้งนี้ตำรวจประเมินเบื้องต้นว่าขบวนการทุจริตสอบครั้งใหญ่นี้สร้างความเสียหายเป็นมูลค่ารวม 4,500 ล้านบาท

การโกงสอบที่เป็นต้นเหตุแห่งคดีนี้ เป็นการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่นและกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ปี 2568 ซึ่งเปิดรับสมัคร 87 ตำแหน่ง รวมทั้งสิ้น 6,669 อัตรา โดยมีผู้เข้าสอบกว่า 4.3 แสนคน

ต่อมา มีการตรวจสอบและขยายผลจากอย่างน้อย 4 หน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย, สำนักนายกรัฐมนตรี, บช.ก., และสำนักงาน ป.ป.ช.

ในระหว่างการแถลงข่าว ผบช.ก. อธิบายว่า คดีหลักที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต ประพฤติมิชอบ เรียกรับเงินจนนำไปสู่การทุจริตการสอบ ป.ป.ช. จะเป็นตัวหลักในการพิจารณา ซึ่งขณะนี้มีการตั้งคณะไต่สวนพิเศษแล้ว

ส่วน บช.ก. รับผิดชอบตามที่ผู้รับมอบอำนาจจากกระทรวงมหาดไทยแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษ และตำรวจได้สอบสวนจนนำไปสู่การขอศาลออกหมายจับผู้ต้องหา 3 ราย

อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงที่กระทรวงมหาดไทยมากล่าวโทษ "ยังไม่ปรากฏว่ามีเจ้าพนักงานมาเกี่ยวข้องกับขบวนการ แต่ทางตำรวจสอบสวนกลางไม่นิ่งนอนใจ พยายามขยายผล หากปรากฏว่ามีเจ้าพนักงานเกี่ยวข้อง มีความเชื่อมโยงกัน เราก็จะรวบรวมพยานหลักฐาน ถ้ามีเวลาก็จะขอออกหมายจับ จับกุม และนำส่ง ป.ป.ช. เพื่อไปรวมกับคดีหลักของ ป.ป.ช. ต่อไป"

ผู้ต้องหาล็อตแรกเป็นใคร มาจากไหน

1. จ.ส.ต. ดร.พิชิต ทั้งพรม หรือที่ถูกเรียกว่า "จ่าพิชิต"

  • อดีตผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และงบประมาณ เทศบาลเมืองวิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์ (ยื่นหนังสือลาออกเมื่อ 25 มิ.ย.)
  • กรรมการและผู้ถือหุ้นบริษัทสามเมือง เจริญรุ่งเรืองกิจ จำกัด สถานที่แก้ไขไฟล์กระดาษคำตอบ โดยบริษัทดังกล่าวมีนางสุภาวิณี ทั้งพรม ภรรยาของจ่าพิชิต เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่สุด 70% ซึ่งทั้งคู่อยู่ในกลุ่มผู้ถูกกล่าวหา 33 คน (กลุ่มนายหน้า/ผู้ร่วมแก้ไขคำตอบ) ที่คณะอนุกรรมการ ป.ป.ช. กำลังไต่สวนอยู่

เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวจ่าพิชิตได้ที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) จ.หนองคาย

2. นายวิน ธนพชรโภคิน หรือนายอัศวิน โชติพนัง หรือที่ถูกเรียกว่า "ดร.วิน"

  • เจ้าของบริษัทรับจัดหลักสูตรอบรมให้กับหน่วยงานรัฐ
  • ที่ปรึกษาผู้อำนวยการ สำนักส่งเสริมและฝึกอบรม ม.เกษตรศาสตร์
  • อดีตกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สถาบันการบินพลเรือน (ยื่นหนังสือลาออกเมื่อ 25 มิ.ย.)
  • อดีตหัวหน้าคณะทำงาน รมว.สาธารณสุข (นายพัฒนา พร้อมพัฒน์) ในรัฐบาล "อนุทิน 1"

ผบก.ป. เปิดเผยว่า ได้เบาะแสว่านายวินหลบหนีไปที่ประเทศเพื่อนบ้าน จึงส่งตำรวจไปฝังตัวอยู่ที่ สปป.ลาว 3 วัน

3. น.ส.ศตพร ธนพชรโภคิน หรือ "จ๋า" น้องสาวของ ดร.วิน

ผบก.ป. ระบุว่า น.ส.ศตพรอยู่ใน กทม. โดยตำรวจได้เฝ้าสังเกตการณ์พฤติกรรมอย่างใกล้ชิด 8 วันก่อนเข้าจับกุม

สื่อหลายสำนัก อาทิ มติชน ไทยโพสต์ แนวหน้า รายงานโดยอ้างข้อมูลจากแหล่งข่าวพนักงานสอบสวน พบพยานหลักฐานทั้งเส้นทางการเงิน ข้อมูลการติดต่อสื่อสาร และหลักฐานอื่น ๆ เชื่อมโยง 3 ผู้ต้องหากับขบวนการทุจริตการสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น โดย จ.ส.ต.พิชิตน่าจะมีบทบาทระดับ "ปฏิบัติการของเครือข่าย" ขณะที่ผู้ต้องหาอีก 2 คน มีบทบาท "ประสานงานกับหน่วยงานและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการจัดสอบ"

ในระหว่างการแถลงข่าว ผู้สื่อข่าวถามว่านายวินให้การว่าพาจ่าพิชิตไปพบอาจารย์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) คนหนึ่ง อาจารย์รายนี้เกี่ยวข้องอย่างไร แต่ พล.ต.ณัฐศักดิ์ไม่ได้ตอบคำถาม โดยให้เหตุผลว่าคดีอยู่ระหว่างการสอบสวน

ข้อมูลและความคืบหน้าในมือแต่ละหน่วยงาน

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง

หลังจับกุม 3 ผู้ต้องหาหลักได้แล้ว ตำรวจมุ่งเน้นการขยายผลตรวจสอบที่มาของไฟล์ข้อมูลและขบวนการทั้งหมด

ในสัปดาห์หน้า พนักงานสอบสวนกองปราบปรามเตรียมออกหมายเรียกข้าราชการท้องถิ่นจำนวน 11 คน มาแจ้งข้อกล่าวหาใน 3 ฐานความผิด ได้แก่ 1. ความผิดฐานอั้งยี่และซ่องโจร 2. ความผิดฐานลักทรัพย์และปลอมแปลงเอกสารราชการ และ 3. ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ฐานนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบ

สำหรับผู้ต้องหาทั้ง 11 คน เป็นกลุ่มเดียวกับที่ ป.ป.ช. และตำรวจ บก.ปปป. ตรวจพบขณะกำลังลงมือแก้ไขไฟล์กระดาษคำตอบภายในบริษัทของจ่าพิชิต ทั้งนี้ ผบช.ก. ให้เหตุผลว่า พนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจดำเนินคดีได้ทันทีโดยไม่ต้องส่งสำนวนให้ ป.ป.ช. ในชั้นนี้ เนื่องจากเป็นการกระทำความผิดนอกเวลาราชการ และไม่ได้ใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ

กระทรวงมหาดไทย

ในส่วนของกระทรวงมหาดไทยมีการดำเนินการ 2 ส่วนควบคู่กันไป

ส่วนแรก สอบสวนข้าราชการสังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสอบท้องถิ่น

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงข้าราชการ สถ. จำนวน 5 คน ที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตการสอบคัดเลือกข้าราชการท้องถิ่น พร้อมมีคำสั่งให้พ้นจากตำแหน่งเดิมและมาช่วยราชการระหว่างการสอบสวน

คณะกรรมการสอบสวนวินัยฯ มีนายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เป็นประธาน โดยนายธีรพัฒน์บอกว่า ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 120 วัน

"ขณะนี้เพิ่งเริ่มตั้ง ต้องไปดูว่าผลสอบของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง (ชุดรองนายกฯ ปกรณ์ นิลประพันธ์) ว่าเป็นอย่างไร" อธิบดี ปภ. กล่าวเมื่อ 14 ก.ค. ที่ผ่านมา

ส่วนที่สอง พิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อข้าราชการและพนักงานท้องถิ่นที่สอบและได้บรรจุในล็อตที่เป็นปัญหา ซึ่งปลัดกระทรวงมหาดไทยระบุว่า มีผู้สอบได้มารายงานตัวและบรรจุแล้ว 3 รอบ รวม 14,988 คน และมีผู้สอบได้ไม่มารายงานตัว 520 คน ซึ่งไม่ทราบเหตุผล

คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ที่มีนายวันชัย จันทร์พร เป็นประธาน ได้ประชุมร่วมกันวันนี้ (15 ก.ค.) ก่อนมีมติเห็นชอบให้เสนอคณะกรรมการกลางข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง) ที่มี รมว.มหาดไทยเป็นประธาน พิจารณาเพิกถอน 5,814 รายชื่อของผู้ที่ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการหรือพนักงานท้องถิ่น หลังพบคะแนนมีความผิดปกติ ไม่ตรงกับกระดาษคำตอบ

นายอรรษิษฐ์แถลงภายหลังการประชุม กสถ. ที่ กรม สถ. และยังตามมาร่วมแถลงข่าวที่กองปราบปรามด้วย โดยกล่าวว่า สถ. ได้ตรวจสอบคะแนนดิบของผู้สอบบรรจุเป็นข้าราชการท้องถิ่นกับคะแนนที่ประกาศผล ซึ่งมีสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ร่วมสังเกตการณ์ เพื่อเปรียบเทียบคะแนน พบความผิดปกติ 5,814 คน โดยจำแนกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

  • กลุ่มแรก คะแนนห่างกันชัดเจน ถูกอัปคะแนนขึ้นมาเพื่อให้สอบได้ จำนวน 3,621 คน
  • กลุ่มสอง คะแนนดีอยู่แล้ว แต่ถูกอัปคะแนนเพิ่มขึ้นอีก สันนิษฐานเพื่อให้อยู่ในลำดับต้น ๆ จำนวน 1,713 คน
  • กลุ่มสาม คะแนนผิดไปแค่ 1 คะแนน และสแกนเอกสารดูไม่ชัดเจน ต้องตรวจสอบซ้ำกับกระดาษคำตอบที่ ป.ป.ช. อายัดไว้ จำนวน 480 คน

ประธาน กสถ. กล่าวว่า จากนี้จะได้ส่งรายชื่อทั้งหมดให้ ก.กลาง ที่มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาเพิกถอนบรรจุพิจารณาในการประชุมวันที่ 23 ก.ค. หาก ก.กลางมีมติยืนตาม กสถ. ก็จะส่งต่อไปยังผู้ที่มีอำนาจคือ คณะกรรมการทั้ง 3 ก. ได้แก่ ก.กลางจังหวัด, ก.กลางเทศบาล, และ ก.กลาง อบต. เพื่อดำเนินการต่อไป

ด้านนายอนุทินกล่าวว่า พร้อมนั่งเป็นประธานการประชุม ก.กลาง ด้วยตนเอง ซึ่งการตัดสินใจต้องใช้มติของคณะกรรมการ แม้เป็น รมว.มหาดไทยแต่ไม่มีอำนาจไปสั่งการได้ ทั้งนี้เคยให้แนวทางว่าชะลอการบรรจุก่อนได้หรือไม่ อย่าเพิ่งให้ไปรายงานตัวได้หรือไม่ แต่กรรมการก็ยังให้เดินหน้าบรรจุต่อ ก็ต้องถามว่าจะรับผิดชอบอย่างไร

"สำหรับผมเห็นว่าต้องยกเลิก แต่ถ้ากรรมการคนอื่นซึ่งส่วนใหญ่เป็นตัวแทนของท้องถิ่น ต้องการข้าราชการเหล่านี้ไปทำงาน ถ้าบอกว่าควรดำเนินการต่อก็ไปโหวตกัน แต่ในส่วนของผม กระทรวงมหาดไทย และรัฐบาล เราก็จะมีความเห็นของเรา" นายอนุทินกล่าว

สำนักนายกรัฐมนตรี

นายกฯ ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 โดยมีรองนายกฯ ปกรณ์ เป็นประธาน เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย พร้อมจัดทำรายงานเสนอให้นายกฯ ภายใน 30 วันนับแต่ 6 ก.ค. 2569 และให้รายงานความคืบหน้าทุก 10 วัน

คณะกรรมการชุดนี้ประชุมกันไปแล้ว 2 นัด ซึ่งนายปกรณ์ย้ำว่า หน้าที่หลักของคณะกรรมการชุดนี้คือดูว่ากระบวนการทั้งหมดมีข้อบกพร่องจุดไหน และมีใครรับผิดชอบในขั้นตอนไหน แต่การลงโทษหรือการดำเนินคดีอาญา เป็นเรื่องของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

คณะกรรมการชุดนี้ได้ตั้ง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ซึ่งเป็นหนึ่งในกรรมการตรวจสอบฯ เป็นหัวหน้าคณะทำงานตรวจสอบ ซึ่งจะไปไล่ดูข้อเท็จจริง 3 ขั้นตอนคือ

  • ขั้นตอนการเตรียมการสอบ เช่น มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า TOR ถูกหรือไม่, การรับสมัครถูกหรือไม่, การออกข้อสอบ การเก็บข้อสอบ การรักษาความปลอดภัยถูกหรือไม่
  • ขั้นตอนในระหว่างการสอบ การแบ่งกลุ่ม การจัดสถานที่ การแจกข้อสอบ การทำข้อสอบ การนั่งคุมข้อสอบ
  • ขั้นตอนหลังการสอบ ทั้งการประมวลผลการสอบ การตรวจข้อสอบ มีการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการแก้ไขคำตอบ เรื่องคะแนนสอบ

สำนักงาน ป.ป.ช.

ป.ป.ช. มีมติเอกฉันท์รับคดีทุจริตสอบท้องถิ่นเป็นคดีพิเศษ และแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน มีนายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข ประธานกรรมการ ป.ป.ช. เป็นเจ้าของสำนวน เมื่อ 8 ก.ค.

สำนักข่าวเน็กซ์นิวส์รายงานว่า คดีนี้มีผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 6,014 คน แยกเป็น ดังนี้

  • กลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐ จำนวน 22 คน ในจำนวนนี้มีอธิบดี สถ. 2 คน, รองอธิบดี สถ. 1 คน, ประธาน กสถ., กรรมการ กสถ. คนอื่น ๆ โดยมีอยู่คนหนึ่งเป็นข้าราชการกระทรวงมหาดไทยและเป็นภรรยาของกรรมการ ป.ป.ช. รายหนึ่งด้วย, นายก อบจ.
  • กลุ่มผู้ร่วมแก้ไขคำตอบ/นายหน้า จำนวน 33 คน
  • กลุ่มผู้ผ่านการสอบที่ได้รับการแก้ไขกระดาษคำตอบ จำนวน 5,959 คน

ท่าทีจากฝ่ายการเมือง

เมื่อตัวละครซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวหาใน "ขบวนการโกงสอบ" เข้าไปเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับฝ่ายการเมือง ทำให้บรรดานักการเมืองที่ถูกพาดพิงต้องออกมาตอบข้อซักถามของสื่อมวลชนและสังคม

ไม่ว่าจะเป็น กรณีนายวิน ธนพชรโภคิน เคยเป็นหัวหน้าคณะทำงานของของนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ เมื่อครั้งเป็น รมว.สธ. รัฐบาล "อนุทิน 1" ซึ่งนายพัฒนากล่าวยอมรับกับสื่อมวลชนที่ทำเนียบรัฐบาลในวันที่ 14 ก.ค. ว่า นายวินเคยเป็นคณะทำงานเมื่อช่วงเดือน ต.ค. 2568 แต่ส่วนตัวไม่รู้จักกับนายวินมาก่อน ทีมงานแจ้งว่านายวินเคยมาทำงานในหลายส่วน เคยเป็นคณะกรรมการต่าง ๆ จึงแนะนำมาร่วมงาน และรัฐบาลชุดที่แล้วมีระยะเวลาสั้น เกิดเหตุการณ์หลายอย่าง

"ผมได้เจอเขาตอนที่มาแนะนำตัวแค่ครั้งเดียวเท่านั้น" นายพัฒนากล่าวกับและฝากถึงเจ้าหน้าที่ให้ทำงานอย่างเต็มที่และอย่างสบายใจว่าไม่มีการแทรกแซงใด ๆ แน่นอน

อีกกรณีคือ นายรัชพงศ์ ชูแก้ว อดีตเลขานุการ รมว.คมนาคม (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้ลาออกจากตำแหน่งตั้งแต่ 27 มิ.ย. ท่ามกลางกระแสข่าวว่าคนนามสกุลเดียวกันสอบติดท้องถิ่นด้วยคะแนนสูงลำดับต้น ๆ ทำให้นายพิพัฒน์ต้องออกมาตอบคำถามสื่อในประเด็นนี้เมื่อ 6 ก.ค. โดยบอกว่า ยังไม่คิดจะหาบุคคลมาทดแทน ส่วนตัวได้ยับยั้งใบลาออก แต่เจ้าตัวยืนยันลาออกเพื่อให้กระบวนการตรวจสอบเดินหน้า และพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง "หากสุดท้ายเขาบริสุทธิ์ เราจะไปยัดเยียดความผิดให้เขาได้อย่างไร และหากเขาบริสุทธิ์จริง ผมก็จะดึงรัชพงศ์กลับมานั่งในตำแหน่งเดิม"

ส่วนการลาออกของนายรัชพงศ์สืบเนื่องจากกระแสข่าวใช่หรือไม่นั้น รมว.คมนาคมตอบว่า มีส่วนทุกประเด็น ซึ่งเป็นเรื่องของข้อเท็จจริง หากมีการทุจริตจริงก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกระทรวงคมนาคม ถือเป็นเรื่องส่วนตัว ตนไม่ก้าวก่าย และจะว่าไปตามข้อเท็จจริง ตนไม่ปกป้องคนผิด

นอกจากนี้ ยังมีกรณีนายสัมฤทธิ์ เรียงประสิทธิ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สตูล ซึ่งมีศักดิ์เป็นลุงของ มท. 4 (นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย) ตกเป็นหนึ่งในผู้ถูกเรียกไต่สวนในชั้น ป.ป.ช. ในคดีโกงสอบ ทำให้ สส. พรรคประชาชน (ปชน.) เรียกร้องให้ มท. 4 ถอนตัวออกจากคณะกรรมการตรวจสอบทุจริตการสอบข้าราชการท้องถิ่น

รมช.มหาดไทยชี้แจงเมื่อ 10 ก.ค. ว่า รายชื่อที่ ป.ป.ช. เรียกสอบส่วนใหญ่เป็นบุคคลที่อยู่ในคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ซึ่ง ป.ป.ช. จะเรียกสอบอยู่แล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นผู้ที่กระทำความผิดแล้วหรือมีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการทุจริต ขณะที่ตนเองอยู่ในฝ่ายบริหารด้านนโยบาย ได้สั่งการให้ไปตรวจสอบ ตนไม่ใช่ผู้ที่ลงไปตรวจหรือชี้ถูกชี้ผิด จึงไม่ต้องกังวลว่าการมีชื่อคนใกล้ชิดจะทำให้ผลการตรวจสอบผิดเพี้ยน ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมาอยู่แล้ว มิฉะนั้นผลคงไม่ออกมาเช่นนี้

ผู้สื่อข่าวย้ำว่า ให้ความมั่นใจกับประชาชนได้หรือไม่ว่า หากวันหนึ่งบุคคลในครอบครัวมีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้อง จะไม่เข้าไปช่วยเหลือและจะตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา

นายวรศิษฎ์บอกว่า "ไม่มีใครปกป้องใครได้ ถ้าผมปกป้อง ผมก็ตาย ใครเข้ามาปกป้อง ใครก็ตาย ท่านนายกฯ ชัดเจนที่สุดอยู่แล้วเรื่องนี้ว่าเกี่ยวกับใคร คนนั้นต้องรับผิดชอบ หากจะปกป้องและมีกระบวนการที่ทำแบบนั้นได้จริง แล้วทำไมผลจึงออกมาเป็นแบบนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ออกมา ทุกคนก็เห็นว่าตรงไปตรงมา"

นายวรศิษฎ์ยังย้อนถามกลับไปยังพรรคสีส้มว่า "เมื่อช่วงต้นปีที่คนในพรรคประชาชนโดนจับเรื่องเว็บพนัน แล้วทำไมหัวหน้าพรรคถึงไม่ลาออกบ้าง กรณีนี้ไม่ต้องรับผิดชอบหรืออย่างไร"

ด้านนายกฯ อนุทินกำชับให้คัดกรองบุคคลให้เต็มที่ก่อนแต่งตั้งใครให้เป็นตำแหน่งหลัก ตำแหน่งรอง หรือตำแหน่งที่ปรึกษา และย้ำว่า "ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่จะไปตอบแทนบุญคุณใคร ทุกคนเข้ามาเป็นรัฐมนตรีได้ มีตำแหน่งทางการเมืองได้ เพราะประชาชนเลือกมา ฉะนั้นเจ้าบุญคุณทั้งหลายในอดีตก็ถือว่ากองไว้ตรงนั้น ไม่ต้องเอามาเป็นบุญคุณตรงนี้ เพราะว่าผมเป็นคนตั้ง ไม่ต้องติดหนี้บุญคุณใคร รัฐมนตรีก็ไม่สามารถจะแต่งตั้งใครด้วยความเกรงใจหรือเป็นหนี้บุญคุณ ก้าวหน้าจนมาเป็นถึงรัฐมนตรีแล้ว ยังมาตั้งทีมคณะทำงานที 20-30 คน บ้าแล้ว"

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีมีชื่อคนที่อยู่ในขบวนการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น เกี่ยวข้องกับแกนนำในพรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายอนุทินกล่าวว่า หากเกี่ยวข้องกับใคร ก็โดนหมด "ยิ่งถ้าเป็นคนของพรรคก็ไม่มีเว้น หากโดนผมหรือโดนใคร ก็ต้องจัดการตามกฎหมาย และถูกดำเนินคดี"