You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
ชุมนุม 19 ตุลา: กอร.ฉ. ตั้ง คกก.จัดระเบียบสื่อ แจงคำสั่งฉบับ 4 ยังไม่มีผลบังคับใช้
กองอำนวยการร่วมแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง (กอร.ฉ.) ยอมรับว่าผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้ลงนามในคำสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบและระงับการเผยแพร่สื่อและเพจเฟซบุ๊กอย่างน้อย 6 แห่งจริง แต่คำสั่งฉบับนี้ยังไม่มีผลบังคับใช้จนกว่าจะประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ช่วงเช้าวันนี้ (19 ต.ค.) สื่อหลายสำนักได้เผยแพร่คำสั่งหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ลงวันที่ 16 ต.ค. โดย พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. เรื่อง ให้ตรวจสอบและให้ระงับการออกอากาศรายการฯ ที่มีเนื้อหาขัดกับข้อกำหนดที่ออกตาม พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งห้ามการเสนอข่าวหรือข้อมูลอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัวหรือเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์ฉุกเฉินจนกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความสงบเรียบร้อย
คำสั่งดังกล่าวระบุชื่อสื่อโทรทัศน์และสื่อออนไลน์ที่นำเสนอเนื้อหาบางส่วนกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ได้แก่ วอยซ์ทีวี ประชาไท เดอะรีพอร์ตเตอร์ เดอะสแตนดาร์ด และเพจเฟซบุ๊กเยาวชนปลดแอก
ผบ.ตร. ในฐานะหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินฯ จึงให้สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ตรวจสอบสื่อดังกล่าวและให้ระงับการออกอากาศรายการหรือระงับการทำให้แพร่หลายหรือลบข้อมูลคอมพิวเตอร์แล้วแต่กรณี
เวลา 11.00 น. พล.ต.ท.จารุวัฒน์ ไวศยะ ผู้ช่วย ผบ.ตร. แถลงในนาม กอร.ฉ. ชี้แจงถึงการออกคำสั่งฉบับดังกล่าวว่า เจ้าหน้าที่ไม่มีนโยบายหรือคำสั่งปิดกั้นสิทธิเสรีภาพ และยังไม่มีคำสั่งปิดสื่อใดทั้งสิ้น แต่ "เป็นเพียงการสั่งพิจารณาเนื้อหาเป็นชิ้น ๆ ไป หรือเป็นช่วงเวลาไป"
ส่วนเหตุผลที่ออกคำสั่งฉบับนี้เนื่องจากได้รับแจ้งจากหน่วยข่าวว่ามีการนำเสนอข้อมูล อันอาจจะก่อให้เกิดความสับสนและปลุกปั่น ก่อให้เกิดความไม่สงบได้ จึงให้อำนาจ กสทช. ไปพิจารณาเนื้อหาว่าผิดกฎหมายหรือไม่ หากผิดก็ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปบังคับใช้กฎหมายตามปกติ
พล.ต.ท. จารุวัฒน์ย้ำว่า ประกาศฉบับนี้ยังไม่มีผลบังคับใช้ เพราะยังอยู่ในขั้นตอนการปฏิบัติ
ขั้นตอนในการดำเนินการต่อไปมีอะไรบ้าง
กอร.ฉ. ชี้แจงการดำเนินการเกี่ยวกับการนำเสนอข่าวสารข้อมูลของสื่อมวลชนและบุคคลทั่วไปดังนี้
- สำหรับข้อมูลที่กระทบความมั่นคง หรือผิดกฎหมาย หากเป็นบุคคลจะทำการตักเตือน แต่เมื่อผิดตามกฎหมายแล้ว จะให้หน่วยงานที่รับผิดชอบไปร้องทุกข์กล่าวโทษ
- หากเป็นข่าวเท็จ จะใช้มาตรการทางปกครองได้ให้หน่วยงานนั้นทำตามหน้าที่ต่อไป
- หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เพื่อระงับการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารนั้นก็ต่อเมื่อเป็นเรื่องเร่งด่วนจริง ๆ ที่ไม่สามารถรอได้
แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการสื่อ
ผู้ช่วย ผบ.ตร. กล่าวเพิ่มเติมว่า กอร.ฉ. ได้แต่งตั้ง "คณะกรรมการบริหารจัดการสื่อ และข้อมูลข่าวสาร" ขึ้น ตามคำสั่งให้มีหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขในสถานการณ์รุนแรง ที่ 13/2563 เพื่อให้การควบคุมดูแลสื่อเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
พล.ต.ท.จารุวัฒน์ อธิบายถึงขอบข่ายการปฏิบัติงานของคณะกรรมการชุดดังกล่าวว่า ประกอบไปด้วย 3 หน้าที่หลัก
1. บริหารจัดการข้อมูลที่ปรากฏทางสื่อมวลชน เอกสาร หรือข่าวสารอื่นใดทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ และอื่น ๆ ที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสม กระทบต่อความมั่นคงประเทศ จะมีการบันทึกไว้เป็นระบบ
2. สืบสวน ตรวจสอบ พิสูจน์ทราบ ติดตามความเคลื่อนไหวของการสื่อสาร หรือบุคคล รวมทั้งส่งข้อมูลต่อเจ้าหน้าที่ที่บังคับใช้กฎหมาย หรือเพื่อระงับการเผยแพร่ข้อมูล ที่ไม่เหมาะสม
3. กำหนดมาตรการเชิงรุกในการบังคับใช้กฎหมาย ในการนำเสนอข้อมูลที่ไม่เหมาะสม
"พุทธิพงษ์" เผยเตรียมดำเนินคดีเอาผิดผู้ใช้สื่อโซเชียลกว่า 300,000 ราย รวมสื่อมวลชน
นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่าขณะนี้ได้มีการติดตามเฝ้าระวังการสื่อสารผ่านทางโซเชียลมีเดีย หากพบการกระทำผิดกฎหมายก็ต้องดำเนินการ เนื่องจากขณะนี้มีการประกาศและบังคับใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน
รมว. ดิจิทัลฯ กล่าวว่า วันนี้ (19 ต.ค.) ได้มอบหมายให้รองปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ ไปแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ที่ใช้โซเชียลมีเดียไปในทางที่ผิดกฎหมายราว 300,000 ราย รวมไปถึงสำนักข่าวหรือเพจข่าวที่มีเนื้อหาเข้าข่ายผิดกฎหมายด้วย ส่วนจะแค่สั่งปิดหรือแจ้งเตือนต้องดูในรายละเอียดอีกครั้ง แต่หากมีคำสั่งศาลมาแล้วก็จำเป็นต้องสั่งปิด กรณีที่เป็นสื่อทีวีดิจิทัลต้องประสานไปยัง กสทช.
นายพุทธิพงษ์ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานด้วยความระมัดระวังและรอบคอบไม่ได้เลือกปฏิบัติและไม่ปิดกั้นสิทธิของประชาชน โดยจะดูหลักฐานประกอบการดำเนินคดี หากบุคคลใดที่โพสต์ข้อความไม่เข้าข่ายยุยงปลุกปั่นก็จะยังไม่ดำเนินการเอาผิด แต่จะติดตามดูไปก่อน
กระทรวงดิจิทัลฯ ประสาน กสทช. สั่งปิดแอปฯ "เทเลแกรม"
เวลา 13.54 น. ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้เผยแพร่เอกสารประทับตรา "ลับมาก" และ "ด่วนที่สุด" ลงวันที่ 19 ต.ค. ซึ่งเป็นหนังสือที่นายภุชพงค์ โนดไธสง รองปลัดกระทรวง ปฏิบัติราชการแทน ปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ ส่งถึงเลขาธิการ กสทช. ให้ดำเนินการแจ้งให้ผู้บริการอินเทอร์เน็ตและผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือทุกรายระงับการใช้แอปพลิเคชันเทเลแกรม (Telegram)
ทั้งนี้ เทเลแกรมเป็นช่องทางการสื่อสารที่กลุ่มผู้ชุมนุมนำมาใช้หลังจากกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า "เยาวชนปลดแอก" และ "แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม" ซึ่งเป็นสมาชิกสำคัญของ "คณะราษฎร" แจ้งผ่านเพจตัวเองว่ากระทรวงดิจิทัลฯ อาจปิดเพจของพวกเขา และแจ้งให้ "ย้ายถิ่นฐาน" ไปใช้เทเลแกรม
ภายในเวลาไม่นาน ปรากฏว่าแนวร่วมและผู้ติดตามได้หลั่งไหลเข้าสู่ "บ้านหลังใหม่" เป็นจำนวนมาก
ข้อมูล ณ เวลา 14.40 น. วันนี้ (19 ต.ค.) กลุ่มสนทนา (กรุ๊ปแชท) ของเยาวชนปลดแอกมีสมาชิกกว่า 1.73 แสนคน ส่วนกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์ฯ มีผู้ติดตามกว่า 32,000 คน
แอดมินผู้จัดการกลุ่มได้แจ้งเตือนสมาชิกให้ระมัดระวังการเปิดเผยตัวตน ด้วยการงดใส่รูปตัวเองในภาพโปรไฟล์, งดใส่ชื่อจริง และปิดหมายเลขโทร
ทั้งนี้ รัฐบาลไทยไม่ใช่ประเทศแรกที่กำลังใช้ความพยายามในการปิดกั้นการใช้งานของแอปพลิเคชัน "เทเลแกรม"
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเมื่อวันที่ 18 มิ.ย. ที่ผ่านมาว่า รัฐบาลรัสเซียก็ใช้ความพยายามอย่างหนักถึงสองปีในการปิดกั้นการเข้าถึงแอปพลิเคชันสัญชาติรัสเซียนี้ หลังจากผู้บริหารแอปพลิเคชันนี้ไม่ปฏิเสธการมอบข้อมูลของผู้ใช้งานให้กับทางการรัสเซีย ซึ่งอ้างว่าแฟลตฟอร์มดังกล่าวอาจจะถูกใช้เป็นเครื่องมือของกลุ่มหัวรุนแรง
โดยในปีเดือนเม.ย. 2561 ศาลในรัสเซียจึงมีคำสั่งให้ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคมปิดกั้นการใช้เทเลแกรมในรัสเซีย แต่แอปดังกล่าวก็ยังได้รับความนิยมของผู้ใช้งานกว่า 30 ล้านราย รวมทั้งเจ้าหน้าที่ทางการของรัฐบาลด้วย ซึ่งต่อมาในวันที่ 18 มิ.ย. หน่วยงานด้านโทรคมนาคมจึงยกเลิกคำสั่งห้ามดังกล่าวหลังจากใช้ความพยายามถึง 2 ปี ปิดกั้นไม่ประสบความสำเร็จตลอดสองปีที่ผ่านมา
นำเสนอข้อมูลบิดเบือน ผิด พ.ร.บ.คอมฯ โทษสูงสุดจำคุก 5 ปี
พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองผู้บังคับการ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.)กล่าวว่า กอร.ฉ. ตรวจพบสื่อออนไลน์ที่กระทำผิดผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ ทำการไลฟ์สดเหตุการณ์การปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการชุมนุมบริเวณแยกปทุมวัน เมื่อวันที่ 16 ต.ค. และนำกลับมาเผยแพร่ซ้ำในวันที่ 17 ต.ค. เวลา 20.18 น. และวันที่ 18 ต.ค. เวลา 19.29 น. ตามลำดับ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีการชุมนุม ในลักษณะที่ทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่มีการเผชิญหน้ากัน และบังคับใช้กฎหมายกับผู้ชุมนุม
พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ชี้แจงว่า ตามข้อเท็จจริงในช่วงเวลาดังกล่าวไม่มีการปฏิบัติการลักษณะนั้นแต่อย่างใด จึงแสดงให้เห็นเจตนาของสื่อดังกล่าวที่นำเข้าข้อมูลที่บิดเบือน มีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท และยังเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อีกด้วย มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท กอร.ฉ.จะพิจารณาดำเนินคดีกับเพจเฟซบุ๊กดังกล่าวต่อไป
"ขอฝากพี่น้องประชาชนในการรับข้อมูลข่าวสาร อยากให้รับข้อมูลข่าวสารจากเว็บไซต์ของทางราชการ หรือสำนักข่าวหลัก ที่มีการตรวจสอบ กลั่นกรอง อย่างถูกต้องถี่ถ้วนแล้ว"
แถลงการณ์ศิษย์เก่าและปัจจุบันออกซ์ฟอร์ด-เคมบริดจ์
ศิษย์เก่าและปัจจุบันของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดและมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ 102 คน ลงนามในแถลงการณ์ประณามการใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุของรัฐบาลในการปราบปรามผู้ประท้วง โดยระบุว่า "การมีความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลายเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ เพราะฉะนั้นการแสดงออกอย่างสันติวิธี ย่อมเป็นสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานในระดับสากล รัฐมีหน้าที่ปกป้องและรักษาไว้ซึ่งสิทธิและเสรีภาพเหล่านี้"
ศิษย์เก่าและปัจจุบันของมหาวิทยาลัยดังบอกว่า ประชาชนชุมนุมกันด้วยหลักสันติวิธี โดยปราศจากอาวุธหรือความรุนแรง "ดังนั้นการประกาศใช้พระราชกำหนดในสถานการณ์ฉุกเฉินขั้นร้ายแรงของรัฐบาล และการสลายการชุมนุมด้วยเครื่องอัดน้ำแรงดันสูง ผสมสารเคมีและสี ย่อมเป็นการกระทำที่ไม่จำเป็น ไม่สมเหตุสมผล และขัดต่อมาตรฐานสากลของสหประชาชาติ"
พวกเขาเรียกร้องให้รัฐบาล :
1. ยกเลิกพระราชกำหนดในสถานการณ์ฉุกเฉินโดยทันที
2. อนุญาตให้ผู้ถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่รัฐ ได้รับการปล่อยตัวหรือการประกันตัว และจัดการสืบสวนและการสอบสวนอย่างโปร่งใส ยุติธรรม
3. ยุติการกระทำอันเป็นการคุกคามประชาชน และเปิดให้ประชาชนมีสิทธิ เสรีภาพ ในการแสดงออกโดยสันติวิธี ตามที่พึงมีในหลักสากล
4. จัดการสืบสวนสอบสวนที่โปร่งใส เพื่อหาผู้รับผิดชอบต่อความรุนแรงในการสลายการชุมนุม
5. เปิดสภาสมัยวิสามัญ และ สร้างพื้นที่เจรจาระหว่างรัฐบาลและผู้ชุมนุมอย่างเร่งด่วน เพื่อพิจารณาข้อเรียกร้องของประชาชน และนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยและเป็นที่ยอมรับของประชาชนทุกฝ่าย