ย้อนแนวคิดเบื้องหลังรายการ “ผู้นำ 3 ยุค” หลัง ประยุทธ์ ลั่นไร้นโยบาย “คืนจอ”

ที่มาของภาพ, สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- Published
พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว. กลาโหม ออกมาประกาศชัดเจนแล้วว่า ไม่มีนโยบายกลับมาจัดรายการโทรทัศน์ประจำสัปดาห์ เพราะ "ทำมาแล้ว 5 ปี" และเมื่อมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแล้ว "คงไม่ไปรบกวนเวลา"
อย่างไรก็ตามนายกฯ คนที่ 29 สมัยสอง ไม่ปิดกั้นการให้สัมภาษณ์เป็นครั้งคราว ทว่าจะกำหนดรูปแบบโดยนายกฯ
"ผมคงไม่ไปปิดรายการเป็นชั่วโมง ๆ แบบที่ว่ากัน เลิกว่ากันเสียที แต่กำลังปรับแก้ทั้งหมดว่าจะทำอย่างไรให้ประชาชนได้เรียนรู้รับรู้ อาจจะเป็นการสัมภาษณ์บ้าง อะไรบ้าง ซึ่งผมก็พร้อมที่จะพบปะ เช่น เกษตรกร นักศึกษา ทำนองนี้ในช่องทางโซเชียลมีเดีย หรือโทรทัศน์บางช่องที่ขอสัมภาษณ์... แต่ผมคงไม่ไปสั่งเขาหรอก ส่วนจะมีไลฟ์สดหรือไม่ ผมก็ดูอยู่ว่าหน้าจะทันสมัยพอที่จะมาไลฟ์หรือเปล่า" พล.อ. ประยุทธ์ กล่าว
พล.อ. ประยุทธ์ และรายการ "ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน" เพิ่งลาหน้าจอโทรทัศน์ทุกช่องไปเมื่อ 29 มี.ค. 2562 หลังยึดไพร์มไทม์มานาน 5 ปี แม้ในช่วงรณรงค์เลือกตั้ง แต่ผู้นำคณะรัฐประหารปี 2557 ควบแคนดิเดตนายกฯ ในบัญชีของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ก็ยังปรากฏหน้า-ปรากฏเสียงอย่างไม่เคยว่างเว้นในทุกค่ำวันศุกร์
บีบีซีไทยพาย้อนแนวคิดเบื้องหลังรายการที่บงการโดยผู้นำชาตินิยม ประชานิยม และไทยนิยม ก่อนที่คนไทยจะได้รับชมรายการแนวใหม่ของ "ผู้นำหน้าเดิม"

จอมพล ป. ส่งนโยบาย-คำสั่งใส่ "ซองเหลือง" ก่อนแปลงเป็นบทวิทยุ "นายมั่น-นายคง"
การใช้สื่อมวลชนเป็นช่องทางสื่อสารโดยตรงกับประชาชน เกิดขึ้นครั้งแรกในยุค "ผู้นำชาตินิยม" อย่าง จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีคนที่ 3 และสมาชิกคณะราษฎร
เสียงกล่าว "สวัสดีมีชัย" จาก "นายมั่น ชูชาติ กับ นายคง รักไทย" ซึ่งดังขึ้นในช่วงหัวค่ำของทุกวัน ผ่านวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย น่าจะเป็นสิ่งที่คนไทย 18 ล้านคน (ในเวลานั้น) คุ้นชิน
รายการ นายมั่น-นายคง "แสดงทางวิทยุ" ครั้งแรกเมื่อ 24 มิ.ย. 2482 วันละ 20 นาที ก่อนดำเนินการอย่างจริงจังในปี 2484-2486
ผลการศึกษาเรื่อง "การเผยแพร่ประชาธิปไตยของรายการสนทนาทางวิทยุระหว่าง นายมั่น ชูชาติ กับ นายคง รักไทย ช่วง พ.ศ. 2484-2486" โดย ศศิ เสตะจันทน์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งศึกษาเนื้อหาในบทวิทยุ 283 บท ระบุว่า การผลิตรายการดังกล่าวทำอย่างเป็น "คณะ" มี จอมพล ป. เป็นหัวหน้า คุณพระราชธรรมนิเทศ ข้าราชการกรมโฆษณาการ เป็นตัวบัญชา และนายสังข์ พัธโนทัย เจ้าหน้าที่กระจายเสียง เป็นตัวเทคนิคในการโฆษณา พร้อมรับบทนายมั่น ส่วนนายคงศักดิ์ คำศิริ หัวหน้าวงดนตรีไทย กรมโฆษณาการ แสดงเป็นนายคง

ที่มาของภาพ, กลุ่มงานพิพิธภัณฑ์และจดหมายเหตุ สำนักเลขาธิการสภาฯ
ข้อมูลที่นำมาสื่อสารในแต่ละวัน จะเป็น "นโยบาย" หรือ "คำสั่ง" ซึ่งเขียนด้วยลายมือของจอมพล ป. บรรจุใส่ "ซองเหลือง" ส่งจากทำเนียบสามัคคีชัย (ชื่อในเวลานั้นของทำเนียบรัฐบาล) ถึงกรมโฆษณาการ วันละ 1-2 ฉบับ มีคุณพระราชธรรมนิเทศ เป็นผู้ถอดลายมือ-ถอดร้อยแก้วของผู้นำ แล้วแปลงเป็นบทสนทนา
"จอมพล ป. พิบูลสงคราม ให้ความสนใจรายการวิทยุนายมั่น-นายคงมาก วันไหนไม่ได้ฟังรายการวิทยุนี้จะด้วยเหตุอันใดก็ตามแต่ จะต้องมีบัญชาให้กรมโฆษณาการส่งบทสนทนาที่ออกอากาศแล้วไปให้อ่านทันที" วิทยานิพนธ์นี้อ้างถึงคำบอกเล่าของนายสังข์ที่เขียนไว้ในหนังสือ "ความนึกในกรงขัง"
วัตถุประสงค์หลักในการผุดรายการวิทยุในยุคสถาปนา "ระบอบใหม่" ก็เพื่อโฆษณาวันชาติซึ่งกำหนดให้ตรงกับวันปฏิวัติสยาม 24 มิ.ย. เผยแพร่อุดมการณ์ประชาธิปไตย ชักจูงโน้มน้าวให้ประชาชนเข้าใจนโยบายของรัฐบาล และปลุกสำนึกรักชาติในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
จอมพล ป. มองว่า ลำพังการโฆษณาทางเอกสาร มีข้อจำกัดจากการที่ประชาชนบางส่วนยังอ่านหนังสือไม่ออก ส่วนการใช้สื่อบุคคลออกไปแสดงปาฐกถา ก็จำกัดด้วยจำนวนผู้ฟังที่ต้องมารวมตัวกัน ณ ที่ใดที่หนึ่งเพื่อรับฟังพร้อมกัน จึงเห็นว่า "วิทยุกระจายเสียงเป็นเครื่องมือของการโฆษณาที่จะแก้ข้อบกพร่องเหล่านี้ให้มาก" อีกทั้งในยามนั้น ทั่วโลกต่างตกอยู่ภายใต้ภาวะสงคราม โดยข้าศึกมุ่งใช้โฆษณาทำลายขวัญของข้าศึก
"วิทยุเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของชาติในยามคับขัน ระหว่างสงครามคนทั้งชาติจะรู้เรื่องราวและปฏิบัติตามคำสั่งให้พร้อมเพรียงกันได้... ฉะนั้น ผู้ใดไม่ฟังวิทยุก็เท่ากับไม่ยอมติดต่อทางความคิดและไม่ยอมติดตามทางทำงานให้พร้อมเพรียงกันทั้งชาตินั่นเอง" จอมพล ป. แสดงทัศนะไว้ในเอกสารข่าวกรมโฆษณาการปี 2485
วิทยานิพนธ์นี้สรุปว่า รายการสนทนานายมั่น-นายคง "เป็นการสื่อสารตามบัญชาของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่อัดฉีดแนวคิดของตนเข้าสู่สมองของประชาชนทุกเรื่อง" และถือเป็นรูปแบบที่เหมาะที่สุดในยามนั้นคือ "การใช้ปากช่วยการดำเนินสงคราม" ส่งสารถึงประชาชนโดยตรงผ่านบทสนทนาที่ใช้คำง่าย ๆ เมื่อได้ฟัง ก็เก็บไปคิด เชื่อ และปฏิบัติตาม ทั้งหมดนี้เพื่อปลูกฝังวัฒนธรรมชาติ วิธีคิดและค่านิยมให้เป็นไปตามแนวทางเดียวกับรัฐ
ทักษิณ ใช้รายการวิทยุสร้างอัตลักษณ์ผู้นำ
มาถึงยุค "ผู้นำประชานิยม" ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 23 จัดรายการ "นายกฯ ทักษิณคุยกับประชาชน" กระจายเสียงทางวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยและเครือข่ายกรมประชาสัมพันธ์ 144 สถานี ในทุกเช้าวันเสาร์
คำทักทาย "สวัสดีครับพี่น้องประชาชนที่เคารพรัก" ถูกกรอกผ่านปลายสายโทรศัพท์ที่ต่อตรงถึงพิธีกรชาย-หญิง สังกัดกรมประชาสมพันธ์ ผู้รับหน้าที่กล่าวเปิดหัว-ปิดท้ายรายการ ก่อนปล่อยให้ ทักษิณ "เดี่ยวไมโครโฟน" ราวครึ่งชั่วโมง และขยายเป็น 1 ชั่วโมงเต็มเมื่อมีกระแสตอบรับในระดับหนึ่ง พร้อมเพิ่มช่องทางการถ่ายทอดด้วยการเชื่อมสัญญาณเสียงไปออกอากาศผ่านสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 และเว็บไซต์กรมประชาสัมพันธ์ รวมถึงถอดคำกล่าวของนายกฯ ขึ้นเผยแพร่ทางเว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาลด้วย

ที่มาของภาพ, LightRocket via Getty Images
รายการ "นายกฯ ทักษิณคุยกับประชาชน" เริ่มกระจายเสียงครั้งแรกเมื่อ 28 เม.ย. 2544 หรือ 3 เดือนหลัง ทักษิณ นำพรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้ง เพื่อบอกเล่าให้ประชาชนทราบความเคลื่อนไหวและการดำเนินการของรัฐบาล เหตุการณ์สำคัญในรอบสัปดาห์
ทว่าอีกวัตถุประสงค์สำคัญที่ ทักษิณ ระบุไว้ในเทปแรกที่กระจายเสียงคือ "เพื่อให้เกิดความคิดเห็นพ้องต้องกันในการแก้ไขปัญหาของบ้านเมือง และการแสดงความคิดเห็นของประชาชนทั่วไปในประเทศ ที่เป็นวัตถุประสงค์สำคัญของระบอบประชาธิปไตย" แต่ที่สุดแล้วตลอดระยะเวลาในการจัดรายการดังกล่าว ไม่ปรากฏว่ามีครั้งใดที่เปิดให้ประชาชน โทร. เข้าไปแสดงความคิดเห็นในรายการ
นอกจากประชาชน บรรดาข้าราชการและสื่อมวลชนก็ต้องตื่นมารับฟังเสียงโฟนอินของ ทักษิณ ด้วย เพราะบางครั้งเขาใช้พื้นที่รายการนี้เปิดฉากวิวาทะตอบโต้บรรดานักการเมืองขั้วตรงข้ามและนักวิชาการที่ออกมาวิจารณ์รัฐบาล รวมถึงประกาศนโยบายแบบฉับพลัน ซึ่งถือเป็นการ "สั่งการทางวาจา" ให้ฝ่ายประจำต้องรับไปปฏิบัติอย่างทันท่วงที

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
ผลการศึกษาเรื่อง "กระบวนการสร้างความหมาย และบทบาทวาทกรรมรายการนายกฯ ทักษิณคุยกับประชาชน" โดย ญานิศภาค กาญจนวิศิษฐ์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งศึกษาเนื้อหาในรายการดังกล่าว 2 ปีแรกของการจัดรายการ พบว่า ในแต่ละสัปดาห์ ทักษิณ จะเปิดประเด็นผ่านรายการดังกล่าว 8-15 ประเด็น และใช้เวลาเพียง 3-4 นาที/ประเด็น ในลักษณะคล้ายการสรุปข่าวสั้นที่คัดกรองมาแล้วโดยนายกฯ และทีมงาน เพื่อให้ผู้ฟังรู้สึกหลากหลาย ใกล้ตัว ไม่น่าเบื่อ
งานวิจัยนี้ยังชี้ให้เห็นถึงวาทกรรม 5 ประเภทที่ ทักษิณ สร้าง-ผลิตซ้ำผ่านรายการวิทยุ ได้แก่ การให้ข้อมูลอธิบายการสร้างความพัฒนาให้กับประเทศ 43.03%, ชี้แจง แก้ต่าง บ่งภาพลักษณ์ของนายกฯ และคณะรัฐบาล 20.34%, เล่าปัญหาและแนวทางแก้ปัญหา 20.02%, อบรม แนะนำ ปลูกฝังค่านิยมในสังคมไทย 11.56% และวิวาทะฝ่ายตรงข้าม 2.34%
ขณะเดียวกัน ทักษิณ ยังใช้รายการนี้สร้างอัตลักษณ์ให้ตัวเองในฐานะผู้แก้ปัญหาให้ประเทศชาติ, ผู้มีประสิทธิภาพในการบริหารประเทศ, ผู้มีความซื่อสัตย์ต่อประชาชน และผู้นำรุ่นใหม่ ทันสมัย มีความสร้างสรรค์ และผลักให้บรรดาบุคคลที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลว่าเป็นพวกไม่รู้ไม่เข้าใจ และพวกไม่สร้างสรรค์ต่อประเทศชาติ
หนึ่งในกลุ่มที่ออกมา "โต้แย้ง" ข้อมูลที่ ทักษิณ สื่อสารผ่านรายการวิทยุ หนีไม่พ้น ฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ที่หันมาผลิตสื่อของตัวเองครั้งแรก 18 ส.ค. 2545 ภายใต้ชื่อรายการ "ชวนออนไลน์" ใช้รูปแบบบันทึกเสียงของ ชวน หลีกภัย หัวหน้าพรรค ปชป. และผู้นำฝ่ายค้านในสภา (ในเวลานั้น) มาเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์พรรค ทุกวันอาทิตย์ เวลา 10.00-10.30 น.
ฝ่ายค้านให้เหตุผลว่าต้องการมีช่องทางสื่อสารโดยตรงกับประชาชน เพื่อลดข้อจำกัดในการที่สื่อกระแสหลักมักเสนอข่าวตามวาระของรัฐบาล จนฝ่ายค้านไม่มีพื้นที่ข่าว พร้อมวิพากษ์วิจารณ์การบริหารประเทศของรัฐบาล เปิดข้อเท็จจริงจากมุมของฝ่ายค้าน โดยมิลืม "เก็บตก" เอาสิ่งที่ผู้นำรัฐบาลพูดวันเสาร์มาตอกกลับ-หักล้างด้วยข้อมูลคนละชุด และบ่อยครั้ง ชวน ได้เชิญนักการเมืองร่วมพรรคที่มีความรู้เฉพาะด้านมาเป็นแขกรับเชิญในรายการด้วย
ประยุทธ์ ปลูกฝังประชาธิปไตยไทยนิยม ผ่านหน้าจอ
กลับมาที่ พล.อ. ประยุทธ์ ในสัปดาห์แรกหลังก่อรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 นายพล คสช. ได้แต่งเครื่องแบบทหารจัดรายการ "คืนความสุขให้คนในชาติ" ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย เวลา 20.15 น. หรือพูดง่าย ๆ ว่าทีวีทุกช่องและวิทยุทุกเครือข่ายต้องออกอากาศแบบสด ๆ เพื่อสื่อสารเหตุผลความจำเป็นในการยึดอำนาจ และเผยแพร่อุดมการณ์แบบ คสช.
ต่อมาเมื่อ พล.อ. ประยุทธ์ เกษียณอายุราชการจากตำแหน่ง ผบ.ทบ. เขาได้เปลี่ยนมาสวมสูท-ผูกเนคไทยึดเวลาหน้าจอโทรทัศน์ดังเดิม โดยมีผู้คนสัพยอกว่าชื่อ "คืนความสุขให้คนในชาติ" ย่อมาจาก "คสช." นั่นเอง

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
กระทั่ง 21 ต.ค. 2559 จึงมีการปรับรูปแบบรายการและเปลี่ยนชื่อเป็น "ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน" เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์บ้านเมือง ภายหลังในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคต และดำรงคงอยู่จนกระทั่งผ่านการเลือกตั้งเมื่อ มี.ค. 2562
"ดีใจกันไหม คงดีใจ เพราะผมพูดมาหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นความคิด วิสัยทัศน์ หรือการแก้ปัญหาการทำงาน..." พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวก่อนยุติการ "จ้อหน้าจอ" เมื่อ มี.ค. 2562
พล.อ. ประยุทธ์ ประกาศตัวเป็นผู้สร้างประชาธิปไตยแบบ "ไทยนิยม" และใช้รายการ "คืนความสุขให้คนในชาติ" อธิบายความหมายของประชาธิปไตยในแบบ คสช. จนประสบความสำเร็จมาแล้วในการทำให้รัฐธรรมนูญที่ยกร่างในบรรยากาศหลังรัฐประหารผ่านประชามติ
วิทยานิพนธ์เรื่อง "วาทกรรมประชามติของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผ่านรายการคืนความสุขให้คนในชาติ" โดย เอกจิต สว่างอารมย์ คณะศิลปศาสตร์ สาขานิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ชี้ให้เห็นวาทกรรม 3 ชุดหลักที่หัวหน้า คสช. สื่อสารในรายการคือ 1. ประชาธิปไตยในแบบ คสช. ที่พร้อมให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชน ทว่าอยู่ภายใต้เงื่อนไข-กติกาของรัฐบาล คสช. 2. ความมั่นคง โดยอ้างอิงคตินิยมแบบทหารที่เน้นมิติความมั่นคงเหนือการพัฒนา จึงทั้งเตือน-ทั้งขู่ เพื่อให้ประชามติเป็นไปอย่างสงบเรียบร้อย และ 3. พ่อเมือง/ขุนพล ผู้ประกาศตัวเป็น "ผู้จัดการ-ผู้สะสางปัญหา" ให้ประเทศชาติและประชาชน
ขณะที่งานวิจัยเรื่อง "ความพึงพอใจของประชาชนที่มีต่อรายการคืนความสุขให้คนในชาติ" โดย สุธีรา แดงวิสุทธิ์ ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (สื่อสารมวลชน) มหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่อาศัยอยู่ใน กทม. 400 คน ในเดือน ต.ค. 2559 พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ 41.75% เปิดทีวีรับรายการเป็นเวลา 21-30 นาที มีเพียงร้อยละ 4.50% หรือ 3 คนที่ตอบว่าดูรายการน้อยกว่า 10 นาที ขณะที่ 36.04% บอกว่าเปิดรายการดูเดือนละ 2 ครั้ง

ที่มาของภาพ, สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
เมื่อเจาะลึกไปที่ลักษณะการรับชมรายการ พบว่า ประชาชน 39.04% ชมไปทำอย่างอื่นไป 30.63% เลือกชมเฉพาะประเด็นที่สนใจ และมี 30.33% ที่ตั้งใจชมตั้งแต่ต้นจนจบรายการ
ในกลุ่มคนที่เปิดรับชมรายการให้เหตุผลว่า ต้องการทราบความเคลื่อนไหวของรัฐบาล 33.00% รองลงไปคือเพื่อทราบข่าวสารสำคัญทางเศรษฐกิจ 20.40% และชื่นชอบนายกฯ เป็นการส่วนตัว 18.00% อย่างไรก็ตามความพึงพอใจในเนื้อหาและเทคนิคการนำเสนอจัดอยู่ในระดับ "ปานกลาง" เท่านั้น โดยส่วนที่ประชาชนพอใจคือการสนทนาแบบเป็นกันเอง และวิดีโอประกอบที่สอดคล้องกับเรื่องราวในแต่ละสัปดาห์
สำรวจรายการ "สื่อกระบอกเสียง" นายกฯ ไทย
ที่มา : บีบีซีไทยรวบรวม


























