You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.

Take me to the main website

เกาะติดรัฐสภา 13 ก.ค. วันโหวต พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกฯ

บีบีซีไทยเกาะติดสถานการณ์ในวันเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 30

รายงานสด

  1. พิธา ถอนคำอภิปราย "มีศาลเตี้ยในรัฐสภา"

    หลังจากนายประพันธ์ คูณมี สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) อภิปรายในช่วงเช้าว่า การเสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นบุคคลที่สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่สามารถทำได้ เพราะเป็นการเสนอชื่อบุคคลที่มีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ อ้างอิงมาตรา 160 และมาตรา 98 (3) ที่ต้องไม่เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด ๆ ภายหลังจากที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติส่งศาลรัฐธรรมนูญแล้วนั้น

    ต่อมานายพิธา ใช้สิทธิพาดพิง ชี้แจงว่า กระบวนการของ กกต.ยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาและไม่มีโอกาสได้ชี้แจง และตามหลักการที่ต้องสันนิษฐานว่าบริสุทธิ์ไว้ก่อน จะตัดสินว่ามีความผิดไปแล้วมิได้ โดยช่วงหนึ่งนายพิธาใช้คำว่า "มีศาลเตี้ยในรัฐสภาแห่งนี้ไม่ได้ เพราะผมยังไม่มีโอกาสชี้แจงแม้แต่ครั้งเดียว"

    นายประพันธ์ ได้ใช้สิทธิพาดพิงต่อการชี้แจงของนายพิธา ชี้ว่าการชี้แจงของนายพิธา "ทำให้รัฐสภาเสียหาย" การที่บุคคลที่ถูกเสนอชื่อเป็นนายกฯ กล่าวเช่นนี้ เป็นการพูดที่ไม่เหมาะสม เพราะได้อภิปรายโดยให้เหตุผลทางกฎหมาย ข้อบังคับสภา และรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าสภานี้จะใช้ดุลพินิจของตนเองวินิจฉัยว่า นายพิธามีหรือไม่มีคุณสมบัติ ถือเป็นการใช้สิทธิในการใช้วิจารณญาณของสมาชิกผู้ทรงเกียรติ

    "การใช้ดุลพินิจของท่านสมาชิกรัฐสภาในการพิจารณาว่าพิธาขาดคุณสมบัติหรือไม่ จึงไม่ใช่เป็นกรณีใช้ศาลเตี้ย"

    ต่อมานายพิธา ได้ขอถอนคำว่า "ศาลเตี้ย" พร้อมกล่าวว่า เพื่อให้รัฐสภาประหยัดเวลาและเดินหน้าต่อไปได้

  2. "การแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นเรื่องปกติ"

    พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย กล่าวตั้งข้อสังเกตว่าการอภิปรายในวันนี้ ที่ประชุมมุ่งเป้าไปยังประเด็นของการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นสำคัญ มากว่าเรื่องประเด็นการโหวตนายกรัฐมนตรี

    เขากล่าวถึงประสบการณ์ในอดีตที่ผ่านมาในฐานะเคยเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและเป็นผู้ที่เคยถูกดำเนินคดีในมาตรานี้มาก่อน โดยเล่าย้อนไปถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการหมิ่นสถาบันต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

    เขายกตัวอย่างการแก้ไขเพิ่มโทษใน ม. 112 เมื่อปี 2519 ที่ปรับแก้โทษมาเป็นจำคุก 3-15 ปี จากเดิมที่เคยกำหนดไว้ที่จำคุกไม่เกิน 7 ปี และนอกจากนี้ยังมีประมวลกฎหมายอาญามาตราอื่น ๆ ที่สามารถแก้ไขและยกเลิกตัวบทกฎหมายได้

    "แค่นี้ก็จะเห็นแล้วว่า ประมวลกฎหมายอาญา สามารถแก้ได้ ไม่ใช่แก้ไม่ได้... การแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นเรื่องปกติ รัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศยังแก้ได้ แล้วทำไมประมวลกฎหมายอาญาแก้ไม่ได้" พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าว

    ด้านนายกัณวีร์ สืบแสง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม กล่าวอภิปรายเป็นคนถัดมาบอกว่า ความชอบธรรมทางอำนาจนั้นยึดโยงอยู่กับประชาชนทั้งชาติ

    "มติมหาชนต้องเป็นที่มาที่เดียวของการเข้าสู่อำนาจรัฐ หลักการข้อนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญอันดับแรกสุดที่ต้องสถาปนาขึ้นมาให้ได้ก่อนหลักการอื่น มิเช่นนั้นจะปลดล็อกประตูของการเมืองไทยไม่ได้"

  3. ปชป. ประกาศ “ต่อสู้-ต่อต้าน” แก้ ม. 112

    นอกจาก ส.ส. พรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งมีเสียงในสภา 36 คน พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ยังเป็นอีกพรรคที่ประกาศ “ออกไปต่อสู้” กับการแก้ไขมาตรา 112

    นายชัยชนะ เดชเดโช ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรค ปชป. อภิปรายตอนหนึ่งว่า ใครก็ตามที่คิดจะแก้ไขมาตรา 112 ซึ่งทำแล้ว และคิดจะทำอีก ใครก็ตามที่คิดจะจาบจ้วงสถาบันฯ “ผมและ ส.ส. ประชาธิปัตย์ 25 คนจะออกไปต่อสู้ และต่อต้านเพื่อปกป้องสถาบันฯ ให้ถึงที่สุด”

    ย้อนกลับไปในช่วงปี 2556-2557 ส.ส. ปชป. จำนวน 9 คน นำโดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้ลาออกจากการเป็น ส.ส. เพื่อออกไปเป็นแกนนำชุมนุมบนท้องถนน เพื่อต่อต้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม “ฉบับสุดซอย” ก่อนพัฒนาขบวนการเป็น กปปส. ซึ่งลงเอยด้วยรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557

  4. สำรวจเสียงกลุ่มประชาสังคมส่งถึง ส.ว.เรียกร้องให้โหวต นายกฯ จากพรรคอันดับ 1

    นับตั้งแต่ต้นเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา ภาคประชาสังคมมีความเคลื่อนไหวเพื่อให้ ส.ว. ที่ยังไม่ตัดสินใจสนับสนุนนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรี หันมาลงคะแนนเสียงให้กับนายกรัฐมนตรีที่มาจากพรรคอันดับหนึ่งในการเลือกตั้งทั่้วไปเมื่อวันที่ 14 พ.ค.

    วันที่ 12 ก.ค. ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเพจส่วนตัวว่า "ขอโอกาสให้ประชาธิปไตยทำงาน"

    โดยระบุว่า ในประเทศไทย ประชาธิปไตยมีโอกาสทำงานน้อยเกินไป เพราะถูกแทรกแซงจากอำนาจอื่น ๆ ที่ไม่ได้มีฐานความชอบธรรมมาเกือบตลอดเวลา วันที่ 13 ก.ค. นี้ก็จะเป็นอีกวันหนึ่งที่ประชาธิปไตยอาจถูกแทรกแซงไม่ให้สามารถทำงานได้อีก ซึ่งจะทำให้รัฐบาลที่เกิดขึ้นมีความชอบธรรมต่ำ และก่อให้เกิดปัญหาและความขัดแย้งตามมาอีก

    "ภายใต้ระบบที่บิดเบี้ยวในปัจจุบัน แนวทางเดียวที่วุฒิสภาจะสามารถสร้างความชอบธรรมให้เกิดขึ้นกับรัฐบาลใหม่ได้ก็คือ การลงคะแนนเสียงที่สอดคล้องกับเสียงของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งสะท้อนเสียงของประชาชนมาอีกต่อหนึ่ง ไม่ใช่การออกเสียงสวนทาง งดออกเสียง หรือขาดประชุม"

    อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับกลุ่มประชาสังคมอื่น ๆ ได้ในรายงานนี้: สำรวจเสียงกลุ่มประชาสังคมส่งถึง ส.ว.เรียกร้องให้โหวต นายกฯ จากพรรคอันดับ 1

  5. "แก้ (ม.112) ล้มล้างการปกครองตรงไหน"

    ประชาชนที่สนับสนุนพรรคก้าวไกล ทยอยเดินทางมาร่วมชุมนุมที่ศูนย์ราชการกรุงเทพมหานคร ใกล้กับอาคารรัฐสภา เกียกกาย พร้อมรับฟังการอภิปรายถกคุณสมบัตินายกฯ ของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์

    การอภิปรายมุ่งเน้นไปที่นโยบายแก้ไขมาตรา 112 ของพรรคก้าวไกล จากพรรคภูมิใจไทย พรรคประชาธิปัตย์ และสมาชิกวุฒิสภาบางคน ซึ่งมองว่าเป็น “การล้มล้างการปกครอง”

    “แก้ไขมันล้มล้างตรงไหน” เงินตาคำแสนผู้สนับสนุนพรรคก้าวไกลและผู้ถูกฟ้องร้องคดีมาตรา 112 บอกกับบีบีซีไทย

  6. นักลงทุนจับตาทิศทางการเมืองไทยวันโหวต "พิธา" เป็นนายกฯ, ตลาดหุ้นภาคเช้าปิดติดลบ 0.03 จุด

    ความเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยปรับตัวลงเล็กน้อยมาที่ 1,491.11 จุด ลดลง 0.03 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 21,966.44 ล้านบาท ในขณะที่นักลงทุนรอผลการประชุมร่วมของรัฐสภาเพื่อลงมติเลือกนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคก้าวไกล เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย รวมทั้งสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคก้าวไกล ที่นัดรวมตัวกันบริเวณข้างอาคารรัฐสภา

    นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ฟิลลิป มองว่า ผลกระทบระยะสั้น หากการเลือกนายกฯ เป็นไปด้วยดี อาจไม่เกิดความรุนแรง เป็นบวกต่อภาพตลาดหุ้น การลงทุน และการท่องเที่ยวในระยะสั้น แต่หากนายพิธาได้รับเสียงสนับสนุนไม่มากพออาจต้องระมัดระวังสถานการณ์บานปลายซึ่งอาจเข้ามากดดันภาพรวมอีกครั้ง

    ขณะที่นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ ไอร่า จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า ตลาดหุ้นปรับตัวลงรับรู้ความกังวลดังกล่าวไปบ้างในระดับหนึ่งแล้ว อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนที่จะได้นายพิธาเป็นนายกฯ มองเป็นผลจิตวิทยาเชิงบวกต่อหุ้นในกลุ่มที่คาดจะได้รับผลกระทบจากนโยบายของพรรคก้าวไกล โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจพลังงาน เช่น บมจ. กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์, บมจ. โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่, บมจ. พลังงานบริสุทธิ์ และ บมจ.บี.กริม เพาเวอร์ อาจทำให้มีแรงเก็งกำไรระยะสั้นต่อหุ้นในกลุ่มดังกล่าว

    อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ดังกล่าวมองว่า ในกรณีที่มีความไม่แน่นอนทางการเมือง ที่นำไปสู่ความวุ่นวายทางการเมือง อาจจะส่งผลกระทบต่อตัวเลขนักท่องเที่ยวของไทย และส่งผลต่อกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว เช่น บมจ. ท่าอากาศยานไทย, เอเชีย เอวิเอชั่น, บางกอก แอร์เวยส์, เซ็นทรัลพัฒนา, ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล, ดิ เอราวัณ กรุ๊ป และเครือโรงแรมเซ็นทรัล

  7. พิธา แจงปมแบ่งแยกดินแดน "รัฐไทยภายใต้การนำของพิธา ประเทศไทยจะเป็นรัฐเดี่ยว"

    นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกฯ พรรคก้าวไกล ใช้สิทธิพาดพิงครั้งที่สอง เกี่ยวกับประเด็นนโยบายต่างประเทศ ข้อกล่าวหาแบ่งแยกดินแดน และนโยบายแก้ไขปัญหายาเสพติด

    นายพิธากล่าวว่า สภาจำเป็นต้องรีบเลือกนายกฯ เพราะในเดือน ก.ย. ที่จะถึงนี้จะมีการประชุมสหประชาชาติที่นครนิวยอร์ก สหรัฐฯ จึงต้องการเป็นผู้นำของประเทศไทยเพื่อแจ้งต่อนานาชาติถึงบทบาทใหม่ของไทยในเวทีระหว่างประเทศ ซึ่งผู้นำต้องหาจุดสมดุลระห่างมหาอำนาจในการเมืองระหว่างประเทศแบบใหม่

    "นโยบายการต่างประเทศ เราจะต้องมีสมดุล และต้องรู้ว่าเมื่อไหร่ต้องเน้นหลักการการเป็นสมาชิกบนโลกใบนี้ และรู้ว่าเงียบเมื่อไหร่ ไม่ใช่เงียบไปทุกเรื่องและทำให้เราไม่มีน้ำหนักในเวทีการเมืองเลย"

    ส่วนประเด็นการแบ่งแยกดินแดนในกรณีของจังหวัดชายแดนภาคใต้ พิธายืนยันว่าภายใต้รัฐบาลของเขา ประเทศไทยจะเป็นรัฐเดี่ยว และจะทำทุกวิถีทาง ทั้งการทูตและการทำงานของพลเรือนเพื่อเป็นรัฐเดี่ยวที่ก้าวหน้า ลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มความมั่นคงทางอาหาร เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและความยากจนของประชาชนในพื้นที่

    "ขอยืนยันว่า รัฐไทยภายใต้การนำของพิธา ประเทศไทยจะเป็นรัฐเดี่ยว" พิธากล่าว

    ส่วนนโยบายแก้ปัญหายาเสพติด พิธาย้ำว่า ที่ผ่านมาพรรคก้าวไกล ชัดเจนเรื่องการปฏิรูปตำรวจและการนำเทคโนโลยีมาช่วยจัดการปัญหายาเสพติดชายแดน

  8. คำนูณประกาศ ไม่โหวตให้พรรคที่แก้ ม.112 รับไม่ได้ “วินาทีย้อนแย้งทางประวัติศาสตร์” วันเปิดเอ็มโอยู 8 พรรค

    ภายหลังถูกสื่อมวลชนสอบถามอย่างต่อเนื่องว่าจะโหวตเลือกนายกฯ คนที่ 30 อย่างไร วันนี้ นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว. ประกาศเป็นครั้งแรกว่า จะตัดสินใจโหวตโดยยึดประเด็นแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นสำคัญ

    เขาเล่าว่า ได้ติดตามการแถลงข่าวลงนามในบันทึกความเข้าใจร่วมกัน (เอ็มโอยู) ในการจัดตั้งรัฐบาลผสม 312 เสียง เมื่อ 22 พ.ค. ซึ่งนอกจากจะไม่มีเรื่องการแก้ไขมาตรา 112 ในนั้น ยังมีการระบุในเอ็มโอยูด้วยว่า “ภารกิจของรัฐบาลที่ทุกพรรคจะผลักดันนั้น ต้องไม่กระทบต่อรูปแบบของรัฐ การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และการดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ขององค์พระมหากษัตริย์” แต่เมื่อผู้สื่อข่าวถามคำถามแรกเรื่องมาตรา 112 นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ กลับยืนยันว่าพรรค ก.ก. จะเดินหน้าผลักดันต่อในฐานะ “วาระเฉพาะ” ของพรรค

    “มันเป็นวินาทีย้อนแย้งทางประวัติศาสตร์อย่างยิ่ง ท่านเพิ่งอ่านเอ็มโอยูจบไป แต่ไม่กี่นาทีท่านบอกว่าพรรคก้าวไกลจะเสนอต่อ แต่ไม่เสนอในนาม ครม. แต่เสนอในนาม ส.ส. เพราะฉะนั้นผมจึงรับไม่ได้ในประเด็นนี้” นายคำนูณกล่าว

    ส.ว. คำนูณสรุปเนื้อหาร่างแก้ไขมาตรา 112 ฉบับก้าวไกลที่เสนอต่อสภาชุดที่แล้วเอาไว้ 6 คำคือ “ย้ายหมวด ลดโทษ ยกเว้นความผิด ยกเว้นโทษ ให้เป็นคดีที่ยอมความได้ และจำกัดผู้ร้องทุกข์”

    เขาชี้ว่า กระดุมเม็ดแรกที่กลัดผิดคือการย้ายหมวดออกจากความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ คือ “การยกเลิกมาตรา 112 แล้วมาสร้างหมวดใหม่” ซึ่งส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวง จากความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ มาอยู่ในระนาบบุคคลธรรมดา แล้วใช้มาตรฐานบุคคลธรรมดาไปจับ

    "การละเมิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ก็คือละเมิดต่อรัฐ ละเมิดต่อความมั่นคงของรัฐ และเป็นสิ่งที่รัฐในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขยอมไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องมีประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112"

    นายคำนูณระบุด้วยว่า มาตรา 112 เป็นมรดกทางวัฒนธรรมและจริยธรรม ที่แสดงให้เห็นความผูกพันระหว่างพระมหากษัตริย์กับประชาชน

    ส่วนที่มีคำถามว่า “มี ส.ว. ไว้ทำไม” นายคำนูณบอกว่า นอกจากหน้าที่กลั่นกรองกฎหมาย ให้ความเห็นชอบบุคคลดำรงตำแหน่ง และติดตามการปฏิรูปประเทศ การธำรงไว้ซึ่งบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ บทคุ้มครองฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ขององค์พระมหากษัตริย์ ให้ดำรงอยู่เทียบเท่ากับที่เคยเป็นมา นับตั้งแต่วันที่ 10 ธันวาคม 2475 มิให้กระทบหรือลดทอนลงไป เพราะการแก้ไขมาตรา 112 ตามแนวทางของพรรคก้าวไกล ถือเป็นภารกิจที่สำคัญที่สุดประการหนึ่ง ของการเป็นสมาชิกวุฒิสภาในสถานการณ์ปัจจุบัน”

  9. ย้อนสูตรจัดรัฐบาลผสม

    การจับมือตั้งรัฐบาลร่วมกันระหว่างพรรคอันดับ 1 กับพรรคอันดับ 2 เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย

    พรรคก้าวไกลสามารถรวบรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลได้ 312 เสียง ประกอบด้วย พรรคก้าวไกล (151 ที่นั่ง), พรรคเพื่อไทย (141 ที่นั่ง), พรรคประชาชาติ (9 ที่นั่ง), พรรคไทยสร้างไทย (6 ที่นั่ง), พรรคเพื่อไทรวมพลัง (2 ที่นั่ง), พรรคเสรีรวมไทย (1 ที่นั่ง), พรรคเป็นธรรม (1 ที่นั่ง) และพรรคพลังสังคมใหม่ (1 ที่นั่ง) คิดเป็น 62.40% ของสมาชิกทั้งสภา 500 คน

    หากการจัดตั้งรัฐบาล 312 เสียงเกิดขึ้นได้จริง จะถือว่าเป็นฝ่ายบริหารที่มีสัดส่วนเสียงในสภามากเป็นอันดับ 5 รองจากรัฐบาล “ทักษิณ” 2 ชุด, รัฐบาล “สมัคร” และรัฐบาล “สมชาย” ที่ครองเสียงในสภาในสัดส่วน 63-75.3%

    ทว่าเมื่อการเลือกนายกฯ ไม่ได้ทำในสภาล่างอย่างเดียวแบบในยุคก่อน ๆ จึงไม่มีอะไรการันตีว่าพรรค ก.ก. จะส่งนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เข้าทำเนียบฯ ได้หรือไม่

  10. รทสช. ลั่น “20 ล้านเสียงพร้อม ยอมตายถวายชีวิตเพื่อสถาบันฯ”

    นายศาสตรา ศรีปาน ส.ส.สงขลา พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ประกาศจุดยืนของ รทสช. กลางรัฐสภาว่า “ในฐานะตัวแทนผู้รักสถาบันฯ ไม่ขอโหวตสนับสนุนนายพิธา”

    นักการเมืองรายนี้ถือเป็นคนที่ 2 จากฟาก “ขั้วอำนาจเดิม” ที่อภิปรายคัดค้านการดำรงตำแหน่งนายกฯ ของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และเน้นย้ำประเด็นเสนอร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

    เขาเรียกร้องไปยังพรรค ก.ก. ว่า “อย่าเหยียบย่ำหัวใจคนไทยมากไปกว่านี้” และขอได้หรือไม่ ไม่แก้มาตรา112 แต่ให้ไปเน้นปัญหาปากท้องของประชาชนอีกร้อยแปดพันก้าว เพราะการแก้มาตรา 112 มีแต่จะสร้างความแตกแยก

    “ผมไปฟังที่เขาบอกว่า 14 ล้านเสียงพร้อมลงถนน อีก 20 ล้านเสียงก็พร้อม ยอมตายถวายชีวิตเพื่อสถาบันฯ” และ “คุณจะมีกี่เสียง ก็ไม่มีสิทธิทำลายสิ่งที่บรรพบรุษสร้างมาตั้งแต่ต้น นี่คือสิ่งที่ประชาชนคิด ดังนั้นต้องฟังด้วยนะครับ” นายศาสตรา กล่าว

    อย่างไรก็ตามไม่มีข้อมูลแน่ชัดว่า 20 ล้านเสียงที่นายศาสตราพูดถึงนั้นมาจากไหน เนื่องจากพรรค รทสช. ได้คะแนนมหาชน 4.7 ล้านเสียง ส่วนพรรค ภท.​ได้ 1.1 ล้านเสียง และพรรคพลังประชารัฐ ได้ 5.3 แสนเสียง

    ขณะที่ผู้ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง 14 พ.ค. มีราว 39.5 ล้านคน จึงเป็นไปได้ว่า 20 ล้านเสียงที่นายศาสตราอ้างถึง คือคะแนนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ไม่ได้เลือกพรรค ก.ก.

  11. "ก้าวไกล" ถาม ประเทศไทยเป็นของประชาชนจริง หรือเป็นของใครกันแน่

    นายชัยธวัช ตุลาธน ส.ส และเลขาธิการพรรคก้าวไกล ถามกลางสภาหลังนายชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ยืนยันไม่สนับสนุนนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ สืบเนื่องจากประเด็นการแก้ไข ม.112

    โดยเลขาธิการพรรคก้าวไกล กล่าวยืนยันว่าทุกคนต้องเคารพเสียงประชาชน พร้อมถามว่าประเทศไทยเป็นของประชาชนตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญจริงหรือไม่

    "ประเทศนี้เป็นของปวงชนชาวไทยตามที่ปรากฏบัญญัติในรัฐธรรมนูญจริงๆ หรือไม่ หรือเป็นของใครกันแน่ และยังมีคำถามคำโต ๆ ว่า ตกลงประชาชนอยู่ตรงไหนในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของเรา"

  12. เลขาธิการก้าวไกลยก 4 เหตุผล ชวนโหวตหนุนพิธา

    เวลา 11.10 นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล (ก.ก.) และผู้จัดการรัฐบาล กล่าวอภิปรายเชิญชวนให้สมาชิกรัฐสภาร่วมให้ลงมติสนับสนุนให้นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกฯ คนใหม่ เหตุผลไม่ใช่เพราะทุกคนเห็นชอบ/เห็นด้วยกับพรรค ก.ก. ไปเสียทุกเรื่อง แต่จะเป็นการลงมติเพื่อ1. คืนความปกติให้กับระบบรัฐสภาของไทย 2. แสดงความเคารพต่อประชาชน 3. ให้โอกาสครั้งใหม่แก่สังคมไทย4. เป็นจุดเริ่มต้นในการแสวงหาโอกาสแห่งยุคสมัยให้ได้

    “ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองสมาชิกรัฐสภาที่จะตัดสินตามมโนธรรมสำนึก” เลขาธิการพรรค ก.ก. กล่าวทิ้งท้าย

  13. "มีศาลเตี้ยในรัฐสภาแห่งนี้ไม่ได้" พิธา ชี้แจง ส.ว. ปมคุณสมบัตินายกฯ กรณีหุ้นสื่อ

    หลังจากนายชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย (ภท.) และ นายประพันธ์ คูณมี ส.ว. จบการอภิปราย นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคก้าวไกล ได้ขอใช้สิทธิพาดพิงการอภิปรายในประเด็นการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และคุณสมบัตินายกฯ

    นายพิธา เริ่มจากการชี้แจงการอภิปรายของนายชาดาว่า เป็นสิ่งที่อยากเห็นตั้งแต่ในสภาสมัยที่แล้วที่มีการยกเรื่องมาตรา 112 มาถกในสภา อย่างเรื่องของการลดโทษ เพราะเป็นบทบาทของพื้นที่สภาผู้แทนราษฎร แต่เห็นว่าวันนี้ไม่ใช่วาระที่จะมีการอภิปรายเรื่องการแก้ไขกฎหมายนี้แต่อย่างใด พร้อมบอกว่า นายชาดาเข้าใจถูกต้องว่ามาตรา 112 ไม่ได้ถูกกำหนดไว้ในเอ็มโอยู 8 พรรคร่วม แต่การจะแก้กฎหมายนั้นก็ขึ้นอยู่กับฝ่ายนิติบัญญัติ และเมื่อก้าวไกลเสนอกฎหมายก็ไม่มีใครสามารถผูกขาดชุดความคิดแบบใดแบบหนึ่งได้ เพราะคือหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร ในการแก้ไขข้อขัดแย้งและพูดแทนพี่น้องประชาชนที่มีความคิดแตกต่าง

    ส่วนประเด็นศาลอาญาระหว่างประเทศหรือ ICC ที่นายชาดาพาดพิง นายพิธากล่าวว่าศาลนี้มีหน้าที่สอบสวนอาชญากรรมสงคราม การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ในการลงนามนี้มีประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิไตยที่พระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ 123 ประเทศ อย่างญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร กัมพูชา สวีเดน เดนมาร์ก ร่วมลงนาม

    นายพิธายังกล่าวถึงการอภิปรายของ ส.ว. ประพันธ์ เกี่ยวกับการขาดคุณสมบัติเป็นนายกฯ กรณีหุ้นสื่อ โดยยืนยันว่าเขายังมีคุณสมบัติสำหรับการถูกเสนอชื่อเป็นนายกฯ ทุกประการ

    "ผมยังมีคุณสมบัติสมบูรณ์แบบทุกประการและด้วยความชอบธรรม ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการที่ตนยังไม่รู้ว่าข้อกล่าวหาคืออะไร เห็นแต่มติผ่านสื่อมวลชน ที่ยังไม่รู้ว่าสงสัยในประเด็นไหนและหลักการพื้นฐานที่ว่าต้องสันนิษฐานว่าบริสุทธิ์ไว้ก่อน ซึ่งสมาชิกที่เป็นทนายเข้าใจเรื่องนี้ดี มันมีศาลเตี้ยในรัฐสภาแห่งนี้ไม่ได้ เพราะผมยังไม่มีโอกาสชี้แจงแม้แต่ครั้งเดียว" นายพิธากล่าว พร้อมบอกว่า เมื่อการลงมติเลือกนายกฯ ในปี 2562 มีเหตุการณ์เช่นนี้ ก็ไม่ได้กระทบต่อการเลือกนายกฯ ที่จะลงมติให้กับรัฐบาลเสียงข้างมากที่รวมเสียงได้มากที่สุดแบบไม่มีแตกแถว แต่อย่างใด

    "ผมรัดกุมมาตลอดเกี่ยวกับการยื่น ป.ป.ช.... เพราะผมยอมรับในการตรวจสอบ มันก็ยังดีกว่าบางคนที่ไม่อยู่ในกระบวนการตรวจสอบไม่ว่าจะเป็น ป.ป.ช. หรือ กกต. ก็ตาม”

  14. ส.ว. คนแรกเปิดอภิปราย ชี้เสนอชื่อพิธา เป็นนายกฯ ไม่ได้ เหตุมีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม

    นายประพันธ์ คูณมี เป็นสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) คนแรกที่อภิปรายคุณสมบัติของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ บุคคลผู้ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีเพียงชื่อเดียวในการประชุมร่วมของรัฐสภาวันนี้ (13 ก.ค.)

    นายประพันธ์ ได้ชี้ประเด็นว่า การเสนอชื่อนายพิธา เป็นบุคคลที่สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีโดย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) พรรคเพื่อไทย ถือว่าเป็นการเสนอชื่อบุคคลที่มีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 60 โดยชัดแจ้ง ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 159-160

    ส.ว. รายนี้ ได้อ้างอิงถึงการเสนอชื่อนายพิธาว่า จะต้องไม่เป็นบุคคลที่ไม่มีลักณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 เท่านั้น ซึ่งมาตรานี้ ว่าด้วยคุณสมบัติของคนที่จะเป็นรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรี ซึ่งระบุว่าจะต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 98 (3) ต้องไม่เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด ๆ

    "นายพิธา มีปัญหาเรื่องคุณสมบัติ คือขัดต่อรัฐธรรมนูญ เป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติต้องห้ามตามมาตรา 98 ดังนั้นการเสนอชื่อของสมาชิกรัฐสภาเพื่อให้ความเห็นชอบ จึงปรากฏข้อเท็จจริงว่า ขัดต่อข้อบังคับของสภาว่า จะเสนอชื่อผู้ที่มีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามไม่ได้"

    นายประพันธ์ย้ำว่ามติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุว่าสมาชิกภาพของ ส.ส. สิ้นสุดลงแล้ว และหากมีผู้แย้งว่าศาลรัฐธรรมนูญยังวินิจฉัยไม่ถึงที่สุด ปัญหานี้ไม่ต้องรอคำวินิจฉัยแต่อย่างใด

    "ปัญหาของคุณสมบัติ ส.ส. เป็นคุณสมบัติเดียวกันกับการเป็นนายกฯ เป็นเรื่องที่วิญญูชนทั่วไปก็สามารถวินิจฉัยได้" นายประพันธ์กล่าว พร้อมบอกว่าหากนายพิธาได้รับความเห็นชอบและผ่านไปสู่ขั้นตอนการทูลเกล้าฯ เพื่อแต่งตั้งเป็นนายกฯ จะเป็นการระคายเคืองต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

    "การเสนอชื่อผู้มีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ไปนำความกราบบังคมทูล ให้แต่งตั้งเป็นนายกฯ ย่อมเป็นที่ระคายเคืองต่อเบื้องพระยุคลบาท เป็นสิ่งที่สภาแห่งนี้ไม่สมควรกระทำอย่างยิ่ง" นายประพันธ์กล่าว

  15. ชาดาระบุ อาจขอออกกฎหมายใหม่ ยิงคนหมิ่นสถาบันฯ แล้วไม่ติดคุก

    “ผมอาจจะขอเค้าว่า ขอออกกฎหมายใหม่ ยิงไอ้คนที่หมิ่นสถาบันฯ แล้วไม่ติดคุก ดีมั้ย” ชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.ภูมิใจไทย

    ในช่วงหนึ่งของการประชุมรัฐสภาเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีวันนี้ (13 ก.ค.) นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.พรรคภูมิใจไทย ได้ขึ้นอภิปรายเป็นคนแรก นายชาดาได้ตั้งคำถามถึงนโยบายแก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หรือ ม.112 ของพรรคก้าวไกล ว่าหากมีการแก้ไขจริง จะทำให้สถาบันกษัตริย์ของไทยไม่ได้รับความคุ้มครองอย่างที่ควร และจะทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย

    “ผมถามว่า ใครก็รักพ่อรักแม่ตัวเอง ถ้าท่านปล่อยให้คนด่าแล้วไม่มีกฎหมายคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ ยิงกันระเบิดแน่เมืองไทย ประเทศไทยนี่แหละครับจะยิงกันชิบหายวายปวงหมด” นายชาดาระบุ

    นอกจากนี้ ส.ส.จากพรรคภูมิใจไทยยังกล่าวด้วยว่า “ผมอาจจะขอเค้าว่า ขอออกกฎหมายใหม่ ยิงไอ้คนที่หมิ่นสถานบันแล้วไม่ติดคุก ดีมั้ย มันต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว วันนี้เราอยู่ได้ด้วยสถาบันพระมหากษัตริย์ ปกปักรักษาเรามา มันเป็นยังไง อย่าให้ผมคิดเลยว่า ก้าวไกลอนาคตใหม่เกิดมาเพื่อล้มล้างหรือเปล่า”

    ทั้งนี้ ในระหว่างที่นายชาดาอภิปราย ภาพถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์รัฐสภาได้ฉายให้เห็นปฏิกิริยาของนายพิธาและแกนนำพรรคก้าวไกลบางส่วน ซึ่งมีท่าทีตกใจกับคำพูดดังกล่าวของ ส.ส.ภูมิใจไทย

  16. ชาดาอัดก้าวไกลอย่าหลงระเริง 14 ล้านเสียง ตั้งคำถาม “เกิดมาเพื่อล้มล้าง” ?

    เวลา 10.13 น. นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ลุกขึ้นอภิปรายเป็นคนแรกใช้เวลาราว 25 นาที โดยเริ่มต้นจากการอ่านแถลงการณ์พรรค ภท. ฉบับวันที่ 17 พ.ค. 2566 ที่ระบุว่า “ไม่สามารถลงมติสนับสนุนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมืองที่มีนโยบายแก้ไขหรือยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ได้”

    จากนั้นเขาได้ตั้งคำถามไปยังหัวหน้า 7 พรรคการเมืองที่ร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ว่ามีจุดยืนต่อเรื่องนี้อย่างไร แม้การแก้ไขมาตรา 112 ไม่อยู่ในบันทึกความเข้าใจร่วมกัน (เอ็มโอยู) ในการจัดตั้งรัฐบาล แต่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ยืนยันตลอดว่า ส.ส. พรรคก้าวไกลจะผลักดันเสนอร่างกฎหมายเอง โดยอ้างว่าจะทำเพื่อปกป้องสถาบันฯ และอ้างว่า 14 ล้านเสียงเห็นด้วยกับพรรค ก.ก.

    “14 ล้านไม่ถึง 20% เลย ท่านอย่าหลงระเริงกับคำว่า 14 ล้าน เพราะมันไม่ถึง 20% มันไมใช่เรื่องชี้ขาดของประเทศนี้” นายชาดากล่าว

    ส.ส. ภูมิใจไทย ไม่เชื่อว่าสิ่งที่พรรค ก.ก. เสนอเป็นการ “แก้ไข” แต่เป็นการ “ยกเลิก” จากนั้นได้สรุปเนื้อหาร่างแก้ไขมาตรา 112 ที่พรรค ก.ก. เสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาชุดที่แล้ว แต่ประธานสภาไม่บรรจุเป็นระเบียบวาระ และพรรค ภท. ก็ไม่เห็นด้วย และ “รู้สึกเจ็บปวด” ในหลายประเด็น

    • แก้ไขลักษณะความผิด และลดสถานะความคุ้มครอง จากเดิมอยู่ในหมวดความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรไทย
    • ลดอัตราโทษสำหรับความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ เหลือจำคุกไม่เกิน 1 ปี ส่วนความผิดต่อพระราชินี รัชทายาท เหลือจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ซึ่งน้อยกว่าความผิดหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดาอีก
    • ห้ามหน่วยราชการ คนไทยเป็นผู้ร้องทุกข์ แต่ให้เพียงสำนักพระราชวังเท่านั้น “เรียนด้วยความเคารพคือมันเป็นไปไม่ได้เลย สถาบันฯ ไม่มาฟ้องลูกบ้านของท่านหรอกครับ”

    นายชาดาตั้งคำถามต่อไปว่า คิดหรือไม่ว่าถ้าแก้ไขมาตรา 112 บ้านเมืองนี้จะสงบ วันนี้ท่านได้รับเลือกตั้งแล้ว เก็บเรื่องนี้ไว้ในกระเป๋าไม่ได้หรือมีนโยบายอีก 200-300 ข้อ

    “พรคอนาคตใหม่ และก้าวไกล เกิดมาเพื่อแก้อย่างเดียวหรือครับ ถ้าไม่แก้แล้วประเทศนี้จะล่มจมหรือครับ”

    “ถ้าท่านหลุดคำนี้คำเดียว ไม่ยุ่งกับ 112 ภูมิใจไทยจะลงให้ท่านครับ... ผม ภูมิใจไทย และประชาชนหลายคนถือเป็นภารกิจของเราเหมือนกันที่จะคัดค่านท่านทุกวินาที ทุกอย่าง ทุกทาง ตราบใดที่ยังมีเรื่องนี้”

    ส.ส.อุทัยธานีบอกด้วยว่า “ใครก็รักพ่อรักแม่ตัวเอง ถ้าท่านปล่อยให้คนด่าแล้วไม่มีกฎหมายคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ยิงกันระเบิดแน่เมืองไทย ประเทศไทยจะยิงกันฉิบหายวายปวงหมด ผมอาจจะขอออกกฎหมาย​ใหม่ ยิงไอ้คนที่หมิ่นสถาบันฯ แล้วไม่ติดคุกดีไหม วันนี้เราอยู่ด้วยสถาบันฯ ต้องปกปักษ์รักษาสถาบัน อย่าให้ผมคิดว่าก้าวไกล อนาคตใหม่เกืดมาเพื่อล้มล้าง

  17. แนวรั้วลวดหนาม เตรียมรับมือการชุมนุม

    นายปดิพัทธ์ สันติภาดา ส.ส.พิษณุโลก พรรคก้าวไกล ในฐานะรองประธานสภาฯ เดินทางมาตรวจสอบแนวรั้วลวดหนามและพื้นที่รองรับการชุมนุมของประชาชนที่มาติดตามการประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ที่อาคารรัฐสภา เกียกกาย

    จนถึงตอนนี้ เริ่มมีประชาชนมาจับจองพื้นที่ บริเวณแยกเกียกกาย หลายคนพร้อมใจใส่ชุดสีส้ม และชูป้ายสนับสนุนนายพิธา เป็นนายกรัฐมนตรี

    ขณะที่ ก่อนหน้านี้ ปิยรัฐ จงเทพ ส.ส.แบบแบ่งเขต พรรคก้าวไกล ตัดสินใจปีนรั้วกั้น เพื่อให้เดินทางเข้าประชุมรัฐสภาได้ทัน

  18. หัวหน้าพรรคเพื่อไทยเสนอชื่อพิธาเป็นนายกฯ ไร้คู่แข่ง

    เวลา 09.59 น. นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ลุกขึ้นเสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคก้าวไกล เป็นบุคคลที่สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ2560 มาตรา 272 ประกอบมาตรา 159 และข้อบังคับการประชุมรัฐสภาพ.ศ. 2563

    ในระหว่างนั้น โทรทัศน์รัฐสภาจับภาพของนายพิธาเห็นเขากำลังนั่งอมยิ้ม

    ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา กำหนดให้มี ส.ส. รับรองไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของสมาชิกทั้งหมด หรือ 50 คนขึ้นไป

    ในการรับรองการเสนอชื่อนายกฯ จำเป็นต้องทำอย่างเปิดเผย โดยใช้เครื่องออกเสียงที่ประธานกำหนด แต่เมื่อไม่มีเครื่องดังกล่าว ประธานรัฐสภาจึงกำหนดให้สมาชิกกดบัตรแสดงตนหากต้องการรับรองญัตติ แต่ถ้าไม่ต้องการรับรอง ก็ไม่ต้องกดแสดงตน=

    ผลปรากฏว่ามีผู้รับรองชื่อนายพิธา 302 คน แต่ต่อมาทราบในภายหลังว่ามี ส.ว. 4 คนที่ร่วมรับรองด้วย ทั้งที่ไม่มีสิทธิตามกฎหมาย ทำให้ประธานสั่งตัดเสียงของ ส.ว. ออก เหลือ 298

    ขณะที่อีก 10 พรรคการเมืองไม่ได้เสนอชื่อแคนดิเดตรายอื่นแข่ง จึงมีชื่อนายพิธาเพียงคนเดียวเท่านั้น

  19. พิธาถึงสภา สื่อแห่เรียกท่านนายกฯ

    ย้อนดูวินาทีที่หัวหน้าพรรคก้าวไกลและแคนดิเดตนายกฯ เดินทางถึงอาคารรัฐสภา โดยสื่อมวลชนจำนวนมาก เรียกนายพิธาว่าท่านนายกฯ ก่อนที่เจ้าตัวจะทักทายพร้อมให้สัมภาษณ์สื่อ

  20. ส.ว.จเด็จ-กิตติศักดิ์ ย้ำจุดยืนเดิม งดออกเสียง-ไม่สนับสนุน พิธา เป็นนายกฯ

    นายกิตติศักดิ์ รัตนะวราหะ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) กล่าวก่อนการเข้าประชุมร่วมของรัฐสภาเพื่อลงมติเลือกนายกฯ ช่วงเช้า ยืนยันถึงแนวทางการโหวตของตนเองว่า ไม่สนับสนุนให้นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกฯ เพราะสถานการณ์ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลง ดังนั้น ตัดสินใจไปตามความจริง ตามสถานการณ์ที่ได้เคยให้สัมภาษณ์ไปก่อนหน้านี้ ว่าจะไม่ยอมให้มีนักการเมืองสร้างความแตกแยกให้บ้านเมือง สนับสนุนให้เยาวชนไปทำผิดกฎหมาย และกระทำการละเมิดกฎหมายอาญา มาตรา 112

    นายกิตติศักดิ์ ระบุว่า ส.ว. 250 คน มีการพบปะกินข้าว แลกเปลี่ยนพูดคุย แต่ไม่เคยเจาะลึกเรื่องแนวทางการโหวต แต่ที่แน่นอน คือ ส.ว. 250 คน มีคำตอบที่จะตัดสินใจในวันนี้ คือการปิดสวิตช์ ส่วนใหญ่จะงดออกเสียง ยกเว้นตัวนายกิตติศักดิ์เอง ที่ยังยืนยันว่าไม่สนับสนุนนายพิธา เพราะยืนยันไม่ต่ำกว่า 3 เดือนแล้ว

    ด้านนายจเด็จ อินสว่าง อีกหนึ่ง ส.ว. ยืนยันด้วยว่าจะลงมติงดออกเสียง ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่า ส.ว. จะเสนอญัตติให้เลื่อนโหวตนายกฯ เนื่องจากนายพิธา กำลังถูกตรวจสอบและรอการพิจารณาจากศาลรัฐธรรมนูญ เท่าที่รับทราบในกลุ่ม ส.ว. ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ต้องรอฟังที่ประชุมอีกครั้ง และยังไม่ขอแสดงความเห็นใด ๆ