เกาะติดเหตุสลายการชุมนุม "คณะราษฎร" ที่แยกปทุมวัน

ก่อนถึงเวลานัดรวมตัวเวลา 17.00 น. ไม่ถึงชั่วโมง คณะราษฎรประกาศย้ายที่ชุมนุมจากแยกราชประสงค์เป็นแยกปทุมวัน ขณะที่ กอร.ฉ. ประกาศว่าจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น

รายงานสด

  1. ตั้ง "กอร.ฉ." คุมสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง

    พล.ต.ต. ยิ่งยศ เทพจำนงค์ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) แถลงเมื่อช่วงสายที่ผ่านมา ถึงการปฏิบัติหน้าที่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายใต้การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีผลตั้งแต่เมื่อเวลา 04.00 น.ที่ผ่านมาว่า ได้มีการตั้ง "กองอำนวยการร่วมแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง" หรือ กอร.ฉ. โดยมี พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง

    การตั้ง กอร.ฉ. โดยมี ผบ.ตร. เป็นผู้รับผิดชอบสูงสุดนี้ เป็นไปตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 36/2563 แต่งตั้งผู้กำกับการปฏิบัติงานแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน

    โฆษก ตร. กล่าวด้วยว่าจะมีการเชิญหน่วยงานร่วมปฏิบัติหารือแนวทาง และย้ำว่าประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินฯ ยังบังคับใช้เฉพาะกรุงเทพฯ หากสถานการณ์ลุกลามไปยังจังหวัดอื่น ๆ อาจมีการพิจารณาประกาศเพิ่ม

  2. ตำรวจระดมกำลังเข้าแยกราชประสงค์

    13.22 น. ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทยสำรวจสถานการณ์บริเวณราชประสงค์ ก่อนถึงเวลาที่ "กลุ่มเยาวชนปลดแอก" นัดหมายชุมนุมในเวลา 16.00 น. พบว่าบริเวณลานจอดรถด้านข้างห้างบิ๊กซี มีรถตำรวจจอดอยู่อย่างน้อย 10 คัน และมีเจ้าหน้าที่สวมผ้าพันคอสีน้ำเงินหลายสิบคนรวมพลอยู่ บางส่วนเริ่มทยอยเดินไปทางแยกราชประสงค์แล้ว ขณะที่ห้างบิ๊กซีได้ปิดประตูเหล็กบริเวณร้านค้าด้านหน้าลงป้องกันกระจกของร้าน

    ตำรวจที่แยกราชประสงค์

    ที่มาของภาพ, Paris Jitpentom/BBC Thai

    ตำรวจระดมกำลังเข้าแยกราชประสงค์

    ที่มาของภาพ, Paris Jitpentom/BBC Thai

  3. “รัฐบาลพร้อมรับฟัง”

    นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อเวลา 12.30 น. เตือนประชาชนไม่ให้ละเมิดข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ โดยเฉพาะการชุมนุมมั่วสุมกันเกิน 5 คน และการเผยแพร่ข้อความในโซเชียลมีเดียที่เป็นการยุยงปลุกปั่น

    โฆษกรัฐบาลย้ำถึงความจำเป็นที่ต้องออกประกาศและคำสั่งต่าง ๆ รวม 4 ฉบับเพื่อควบคุมสถานการณ์ รักษาความสงบเรียบร้อยในประเทศและป้องกันการเกิดความรุนแรงขึ้นในอนาคต

    "เมื่อวานนี้ (14 ต.ค.) มีเหตุการณ์ที่กระทบกับชาวไทยเป็นจำนวนมาก คือมีการกระทำที่กระทบกับขบวนเสด็จพระราชดำเนินและมีการใช้วาจาปลุกปั่นก้าวล่วงสถาบันพระมหากษัตริย์...รัฐบาลไม่อยากให้มีการเผชิญหน้ากันระหว่างประชาชนคนไทยด้วยกัน" นายอนุชากล่าว

    โฆษกรัฐบาลขอให้ผู้ชุมนุมเคารพสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น อีกทั้งประเทศไทยยังอยู่ในช่วงการระบาดของโควิด-19 และมีปัญหาเศรษฐกิจที่ต้องแก้ไข ซึ่งการแก้ไขทั้งสองปัญหานี้จะสำเร็จไม่ได้ถ้าความสงบเรียบร้อยไม่เกิดขึ้น

    "เราเชื่อว่ายังมีช่องทางที่จะเจรจากันได้...รัฐบาลพร้อมเปิดเวทีรับฟัง" นายอนุชากล่าว

    เขาระบุว่าพรุ่งนี้ (16 ต.ค.) จะมีการประชุม ครม. ชุดเล็กเพื่อรับทราบและเห็นชอบประกาศและคำสั่งต่าง ๆ ที่ออกมาเพื่อควบคุมสถานการณ์

    โฆษกรัฐบาลแถลงข่าว

    ที่มาของภาพ, ทำเนียบรัฐบาล

  4. ตร. แบ่ง 4 โซนคุมราชประสงค์ เตือนร่วมชุมนุมผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

    พ.ต.อ. กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) แจ้งเตือนประชาชนว่าการเข้าร่วมชุมที่แยกราชประสงค์ เย็นวันนี้ “ชัดเจนอยู่แล้วว่าการชักชวนเป็นความผิด ผู้ที่มาร่วมชุมนุมก็จะถือว่าเป็นที่ทำความผิดด้วย ท่านจะอ้างว่าไม่รู้กฎหมาย ไม่รู้ระเบียบ ไม่รู้คำสั่งคงไม่ได้" เนื่องจากมีการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และห้ามชุมนุมหรือมั่วสุมกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป หรือกระทำการใด ๆ ที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนดต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย

    ขณะที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) จะเป็นผู้ดูแลภาพรวมแยกราชประสงค์ แบ่งออกเป็น 4 พื้นที่

    • สกายวอร์ค บีทีเอส
    • ถ.ราชดำริ ตั้งแต่ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี ถึงอาคารอัมรินทร์พลาซ่า และโรงแรมเอราวัณ
    • ฝั่งขวาของแยกราชประสงค์
    • ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน ตลอดจนถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
    แยกราชประสงค์

    ที่มาของภาพ, Paris Jitpentom/BBC Thai

    คำบรรยายภาพ, บริเวณแยกราชประสงค์ช่วงเที่ยงวันนี้ การจราจรยังสัญจรได้ปกติ มีรถตำรวจงานสายตรวจของตำรวจนครบาลมาจอดบริเวณสี่แยกข้างพระพรหมเอราวัณ
    แยกราชประสงค์

    ที่มาของภาพ, Paris Jitpentom/BBC Thai

    คำบรรยายภาพ, กลุ่มเยาวชนปลดแอกนัดชุมนุมที่แยกราชประสงค์เวลา 16.00 น. วันนี้ (15 ต.ค.)
  5. สื่อมวลชนต่างชาติรายงาน ตร.สลายการชุมนุมของ "คณะราษฎร"

    การชุมนุมของกลุ่ม “คณะราษฎร” ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนต่างชาติ นับตั้งแต่รวมตัวกันช่วงเช้าวานนี้ (14 ต.ค.) จนกระทั่งนายกฯ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงเพื่อเปิดทางให้ตำรวจเข้าสลายการชุมนุมที่หน้าทำเนียบรัฐบาลเมื่อเวลา 04.30 น. วันนี้

    สำนักข่าวรอยเตอร์เช้านี้ว่า รัฐบาลไทยสั่งห้ามการชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป รวมทั้งการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร และข้อความออนไลน์ที่อาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ ผ่านการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในเขตกรุงเทพฯ เพื่อยุติการจัดการชุมนุม

    เว็บไซต์ดีดับเบิลยู นิวส์ของเยอรมนี รายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ ลงนามในประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ในพื้นที่กรุงเทพฯ เพื่อควบคุมการเดินทาง การเผยแพร่ข่าวสารประเด็นอ่อนไหว และมอบอำนาจให้กับตำรวจและทหารในการควบคุมสถานการณ์ หลังจากที่แกนนำการชุมนุมประกาศยกระดับการชุมนุมของกลุ่มนักเรียนนักศึกษาอีกครั้งนวันนี้

    เว็บไซต์เซาท์ไชนา มอร์นิ่งโพสต์ ของฮ่องกงรายงานว่า ไทยประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเพื่อควบคุมพื้นที่ในกรุงเทพมหานครเมื่อเวลา 04.00 น. และหลังจากนั้นไม่นานเจ้าหน้าที่ตำรวจได้สลายการชุมนุมรอบทำเนียบรัฐบาล มีการรายงานงานว่า มีแกนนำอย่างน้อย 20 คนถูกจับกุม เนื่องจากไม่ให้ความร่วมมือ

    ตำรวจควบคุมฝูงชน

    ที่มาของภาพ, Thai News Pix

  6. “เยาวชนปลดแอก” ยืนยันจัดชุมนุมที่แยกราชประสงค์ 4 โมงเย็น

    แกนนำเยาวชนปลดแอก

    ที่มาของภาพ, เยาวชนปลดแอก

    ทัตเทพ เรืองประไพกิจ หรือ "ฟอร์ด" แกนนำกลุ่มเยาวชนปลดแอกซึ่งเป็นแนวร่วมของกลุ่ม "คณะราษฎร" ทวีตข้อความเมื่อเวลา 9.53 น. ยืนยันว่าจะจัดชุมนุมที่บริเวณแยกราชประสงค์ในเวลา 16.00 น. วันนี้ (15 ต.ค.) หลังจากที่กลุ่มคณะราษฎรถูกสลายการชุมนุมที่หน้าทำเนียบรัฐบาลรุ่งเช้าที่ผ่านมา และมีแกนนำหลายคนถูกจับกุม รวมทั้ง “รุ้ง ปนัสยา” ซึ่งถูกจับกุมไม่นานหลังประกาศเชิญชวนให้คนมารร่วมชุมนุมที่แยกราชประสงค์

    ทัตเทพระบุว่าการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ทำให้สถานการณ์ตอนนี้ "แทบไม่ต่างการรัฐประหาร"

    นอกจากกลุ่มเยาวชนปลดแอกแล้ว ยังไม่อีกหลายกลุ่มที่ประกาศว่าจะรวมตัวที่แยกราชประสงค์ช่วงเย็นวันนี้ เช่น กลุ่ม "เกียมอุดมไม่ก้มหัวให้เผด็จการ" และกลุ่มนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จนทำให้แฮชแท็ก #15ตุลาไปราชประสงค์ ขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งในเทรนด์ทวิตเตอร์ไทยอยู่ช่วงหนึ่ง

  7. โฆษกกลาโหมแจงกรณีทหารตรึงกำลังที่รัฐสภา

    10.40 น. พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม ชี้กรณีที่มีการเผยแพร่ภาพทหารจำนวนมากเข้าไปประจำการที่รัฐสภาว่า เป็นการส่งกำลังพลจากกองทัพภาคที่ 1 เข้าไปดูแลความปลอดภัยตามปกติ เนื่องจากขณะนี้มีสถานการณ์การชุมนุม ทหารจึงเข้าไปดูแลความสงบเรียบร้อยให้เนื่องจากตำรวจอาจมีกำลังไม่พอ ทหารจึงเข้ามาเสริม

    "ไม่ได้มีอะไร ทางกองทัพภาค 1 เขาคงเข้าไปดูแลพื้นที่เท่านั้นเอง กำลังตำรวจจะได้ใช้ในเรื่องการบังคับใช้กฎหมายได้ เพราะมันใช้กำลังเยอะ เพราะเรายังไม่รู้สถานการณ์การชุมนุมว่าจะยืดเยื้อออกไปอีกเท่าไหร่ กำลังตำรวจจะไม่พอ" โฆษกกระทรวงกลาโหมกล่าวกับบีบีซีไทย

    "(ทหาร) ไม่ได้ทำอะไร เพียงแต่เข้าไปดูแลความปลอดภัยในพื้นที่ท่านั้นเอง ถ้าพื้นที่ปลอดภัยแล้ว เคลียร์แล้ว ก็คงออก คงไม่ได้อยู่ยาว เพราะไม่ได้เข้าไปบังคับใช้กฎหมายอะไร ยังคงใช้กฎหมายปกติ" พล.ท.คงชีพกล่าว

    ข้าม X โพสต์
    ยินยอมรับเนื้อหาจาก X

    บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก X เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ X และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ X ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"

    คำเตือน: บีบีซีไม่มีส่วนรับผิดชอบต่อเนื้อหาที่มาจากภายนอก

    สิ้นสุด X โพสต์

  8. อานนท์-ประสิทธิ์ ถูกนำตัวไปเชียงใหม่

    นายประสิทธิ์ ครุธาโรจน์

    ที่มาของภาพ, ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

    คำบรรยายภาพ, เจ้าหน้าที่แสดงหมายจับกุมนายประสิทธิ์ช่วงรุ่งสางวันนี้ (15 ต.ค.)

    10.10 น. นายประสิทธิ์ ครุธาโรจน์ นักศึกษา ม.เชียงใหม่ หนึ่งในแกนนำคณะราษฎร ที่ถูกตำรวจจับกุมพร้อมนายอานนท์ นำภา ก่อนนำตัวไปยังกองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 อ.คลองหลวง จ. ปทุมธานี แจ้งผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า เขาและนายอานนท์กำลังถูกนำตัวไป จ.เชียงใหม่ โดยน่าจะไปด้วยเครื่องบินตำรวจ

    ขณะที่นายอานนท์โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กในเวลาไล่เลี่ยกันว่า ตำรวจบังคับให้เขาขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไป จ.เชียงใหม่ โดยไม่ให้ทนายไปด้วย "นี่คือการละเมิดสิทธิผมและอันตรายกับผมอย่างยิ่ง"

    "มีหน่วยหนุมานกองปราบ พร้อมอาวุธ มาควบคุมตัวผม รอขึ้นฮอ ที่กองบินตำรวจ" ทนายอานนท์โพสต์เพิ่มเติมเมื่อเวลา 11.15 น.

    นายอานนท์และนายประสิทธิ์ถูกออกหมายจับจากกรณีจัดการชุมนุมและปราศรัยที่ จ.เชียงใหม่ เมือเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา

  9. นายกฯ-รมต.-ขรก. ทยอยเข้าทำเนียบฯ, ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ทำเนียบรัฐบาลแจ้งว่านายกฯ และข้าราชการงดปฏิบัติงานที่ทำเนียบฯ วันนี้

    ผู้สื่อข่าวทำเนียบรัฐบาลรายงานว่า หลังจากตำรวจเข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มคณะราษฎรบริเวณด้านหน้าทำเนียบรัฐบาลและทำความสะอาดพื้นที่เรียบร้อยแล้ว พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เตรียมเดินทางเข้ามาทำงานที่ทำเนียบรัฐบาล เช่นเดียวกับรัฐมนตรี ข้าราชการ และสื่อมวลชน หลังจากค่ำวานนี้ (14 ต.ค.) เจ้าหน้าที่ทำเนียบรัฐบาลแจ้งสื่อมวลชนให้งดเข้าปฏิบัติงานในทำเนียบรัฐบาลในวันนี้

    ส่วนกำหนดการที่นายหวัง อี้ มนตรีแห่งรัฐและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ. ประยุทธ์ ที่ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ในเวลา 11.15 น. ก็ได้กลับมาใช้ทำเนียบฯ เป็นสถานที่ต้อนรับแขกของรัฐบาลอีกครั้ง

    พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

    ที่มาของภาพ, ทำเนียบรัฐบาล

    คำบรรยายภาพ, นายกฯ ลงนามในประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร มีผลตั้งแต่เวลา 04.00 น.
  10. คณะก้าวหน้าเรียกร้องรัฐบาลปล่อยตัวแกนนำและหยุด "แพร่มลทินให้ผู้ชุมนุม"

    ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมการเมืองที่เรียกตัวเองว่า "คณะก้าวหน้า" ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลปล่อยตัวผู้ชุมนุม ยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทันที และ "หยุดก้าวล่วงประชาชน"

    คณะก้าวหน้าเห็นว่า การชุมนุมตลอดวันที่ 14 ต.ค. เป็นการแสดงออกซึ่งสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ และตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) พร้อมยืนยันว่าผู้ชุมนุมได้ "แสดงออกอย่างสันติ สงบ เรียกร้องในสิ่งที่ประเทศประชาธิปไตยพึงมี" ไม่เข้าเหตุให้มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงได้ รัฐจึงไม่มีความชอบธรรมในการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

    คณะก้าวหน้ายังตั้งข้อสังเกตต่อการนำกำลังเข้าสลายการชุมนุมในยามวิกาลว่า "ส่อเจตนาปกปิด ไม่สุจริตใจ ทำให้การใช้กำลังเข้าจัดการกับผู้ชุมนุมตรวจสอบได้ยาก ขัดต่อหลักการสากล"​ พร้อมเรียกร้องรัฐบาลให้ปล่อยตัวผู้ถูกจับกุมทั้งหมด

    "รัฐบาลต้องจัดการระงับขบวนการเผยแพร่ข่าวปลอมเพื่อด้อยค่า แพร่มลทินให้กับผู้ชุมนุมโดยด่วน รวมถึงดูแลไม่ให้เกิดการระดมมวลชนมาปะทะกัน ซึ่งเป็นการสร้างเงื่อนไขปูทางไปสู่การรัฐประหาร" แถลงการณ์คณะก้าวหน้ากล่าวระบุไว้ตอนหนึ่ง

    นอกจากนี้คณะก้าวหน้ายังประกาศขอยืนหยัดเคียงข้างประชาชนผู้ต่อสู้เพื่อเสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ สำหรับคณะก้าวหน้า มีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) เป็นผู้นำสูงสุด และมีนายปิยบุตร แสงกนกกุล อดีตเลขาธิการ (อนค.​) เป็นเลขขาธิการกลุ่ม โดยเมื่อ 14 ต.ค. นายปิยบุตรได้ปรากฏตัวในพื้นที่การชุมนุมด้วย

    ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

    ที่มาของภาพ, Facebook/คณะก้าวหน้า-Progressive Movement

    คำบรรยายภาพ, ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อ่านแถลงการณ์ "คณะก้าวหน้า" ต่อกรณีสลายการชุมนุม
  11. “รุ้ง ปนัสยา” ถูกจับ

    เวลาประมาณ 08.10 น. เจ้าหน้าที่จากกองบังคับการสืบสวน แสดงหมายจับ น.ส. ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือ “รุ้ง” หนึ่งในแกนนำกลุ่ม “คณะราษฎร” ที่โรงแรมย่านถนนข้าวสาร พร้อมกับนายณัฐชนน ไพโรจน์ อีกหนึ่งแกนนำผู้ชุมนุม

    หมายจับของทั้งสองคนระบุข้อกล่าวหาอันเนื่องมาจากการจัดชุมนุม “ธรรมศาสตร์จะไม่ทน” ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เมื่อวันที่ 10 ส.ค.

    การจับกุมเกิดขึ้นไม่ถึง 1 ชั่วโมงหลังจาก น.ส. ปนัสยาอ่านแถลงการณ์คณะราษฎรประณามเหตุสลายการชุมนุมและนัดหมายผู้ชุมนุมให้มารวมตัวกันอีกครั้งเวลา 16.00 น. วันนี้ (15 ต.ค.) ที่แยกราชประสงค์

    เมื่อเจ้าหน้าที่แสดงหมายจับ ปนัสยาได้รับหมายจับนั้นมาฉีกทิ้ง เจ้าหน้าที่จึงบอกให้เธออย่าใช้อารมณ์และยืนยันเขาทำตามหน้าที่

    "ไม่มีประโยชน์หรอกน้อง เราก็เล่นคนละบทบาท" ตำรวจบอกกับปนัสยา ซึ่งหลังจากนั้นได้ทิ้งตัวนอนลงบนพื้นเพื่อแสดงอารยะขัดขืน

    หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ได้แสดงหมายจับนายณัฐชนน ไพโรจน์ หรือ “ณัฐ” ประธาน สนท. ซึ่งอยู่ในห้องพักด้วย โดยหมายจับระบุข้อกล่าวหาฐานร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือพฤติการณ์อื่นใด อันไม่ใช่การกระทำภายในความมุงหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือไม่ใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร และอีกหลายข้อหา

    จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวทั้งสองคนไป คาดว่าจะไปที่กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี

    "รุ้ง ปนัสยา" ทิ้งตัวนอนลงบนพื้นในห้องพักของโรงแรม

    ที่มาของภาพ, ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

    คำบรรยายภาพ, "รุ้ง ปนัสยา" ทิ้งตัวนอนลงบนพื้นในห้องพักของโรงแรมเพื่อเป็นการแสดงอารยะขัดขืนขณะเจ้าหน้าที่แสดงหมายจับเพื่อจับกุม
    ปนัสยาและพริษฐ์บนรถปราศรัยระหว่างการชุมนุม

    ที่มาของภาพ, AFP

    คำบรรยายภาพ, ปนัสยา (ซ้าย) และพริษฐ์บนรถปราศรัยระหว่างการชุมนุม
  12. เปิดข้อกำหนด "ห้ามชุมนุม-ห้ามสื่อเสนอข่าวกระทบความมั่นคงรัฐ"

    การประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ของรัฐบาล เป็นการประกาศ "ภาวะฉุกเฉินซ้อนฉุกเฉิน" เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยอยู่ภายใต้กฎหมายพิเศษฉบับนี้ตั้งแต่ 24 มี.ค. เพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19)

    อย่างไรก็ตามภายใต้การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความมุ่งหมายยุติการชุมนุมของ "คณะราษฎร" มีการออกข้อกำหนด 4 ข้อ สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

    • ห้ามชุมนุมหรือมั่วสุมตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป หรือกระทำการใดอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย
    • ห้ามเสนอข่าว จำหน่าย หรือทำให้แพร่หลายซึ่งหนังสือ สิ่งพิมพ์ หรือสื่ออื่นใด รวมตลอดทั้งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์บรรดาที่มี "ข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว หรือเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสารทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์ฉุกเฉินจนกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนในทั่วราชอาณาจักร"
    • ห้ามใช้เส้นทางคมนาคม/ยานพาหนะ หรือให้ใช้เส้นทางคมนาคม/ยานพาหนะโดยมีเงื่อนไข
    • ห้ามใช้ เข้าไป หรืออยู่ในอาคารหรือสถานที่ใด ๆ และให้ออกจากอาคาร หรือสถานที่ใด ๆ
  13. คณะราษฎรประณามสลายชุมนุม-จับกุมผู้ปราศรัย, นัดชุมนุมที่แยกราชประสงค์ เวลา 16.00 น. วันนี้ (15 ต.ค.)

    คณะราษฎรออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนต่อการสลายการชุมนุมช่วงย่ำรุ่งของวันที่ 15 ต.ค. โดยเผยแพร่ทางเฟซบุ๊กกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมเมื่อเวลาประมาณ 07.10 น. ระบุว่า การสลายการชุมนุมโดยเจ้าหน้าที่รัฐ พร้อมทั้งมีการจับกลุ่มแกนนำและผู้ปราศรัย เป็นการกระทำที่ไม่มีความชอบธรรม เพราะการชุมนุมเป็นสิ่งที่สามารถกระทำได้ตามระบอบประชาธิปไตย เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ทุกคน

    "ไม่ควรมีใครสมควรถูกจับกุมจากการชุมนุมไม่ว่ากรณีใด ๆ ก็ตาม และการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นการกระทำที่ภาครัฐมีจุดมุ่งหมายบั่นทอนขบวนการประชาธิปไตย ขัดขวางประชาชน เป็นการกระทำเพื่อรักษาอำนาจของตนเองและพวกพ้องหาใช่เพื่อส่วนรวมไม่"

    แถลงการณ์ยังได้กล่าวหาภาครัฐว่ามีการแอบอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ในการประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉิน

    "คณะราษฎรขอประณามการกระทำดังกล่าวของภาครัฐ เราขอแสดงจุดยืนโดยจัดการชุมนุมต่อไป ในวันที่ 15 ต.ค. เวลา 16.00 น. ณ แยกราชประสงค์"

  14. ใครถูกจับบ้าง

    ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนสรุปข้อมูลการจับกุมแกนนำและผู้ชุมนุมหลังนายกฯ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง เบื้องต้นมีผู้ถูกจับกุม 3 ราย ดังนี้

    1. นายอานนท์ นำภา ถูกจับกุมตามหมายจับจากการปราศรัยที่ จ.เชียงใหม

    2. นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ (เพนกวิน)

    3. นายประสิทธิ์ ครุธาโรจน์ นักศึกษา ม.เชียงใหม่ ถูกจับกุมตามหมายจับกรณีชุมนุมที่ จ.เชียงใหม่

    คาดว่าทั้งหมดถูกนำตัวไปที่กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี

    นอกจากนี้ศูนย์ทนายฯ ยังแจ้งว่าผู้ชุมนุมที่ถูกจับกุม หากต้องการความช่วยเหลือทางกฎหมาย สามารถติดต่อแจ้งเรื่องที่เบอร์สายด่วนของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

    ข้าม X โพสต์
    ยินยอมรับเนื้อหาจาก X

    บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก X เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ X และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ X ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"

    คำเตือน: บีบีซีไม่มีส่วนรับผิดชอบต่อเนื้อหาที่มาจากภายนอก

    สิ้นสุด X โพสต์

  15. ปิดการจราจรแยกยมราช

    เวลา 6.24 น. หรือกว่า 1 ชั่วโมงหลังจากเจ้าหน้าที่เข้าสลายการชุมนุมกลุ่ม “คณะราษฎร” เจ้าหน้าที่ยังคงปิดการจราจรบริเวณแยกยมราช มุ่งหน้าทำเนียบรัฐบาล คาดเพื่อใช้เวลาเคลียร์พื้นที่ ทำความสะอาด และอำนวยความสะดวกในการเคลื่อนกำลังพลของเจ้าหน้าที่

    ป้ายปิดการจราจร

    ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai

  16. สิ่งที่หลงเหลืออยู่หลังสลายการชุมนุม

    สภาพพื้นที่ชุมนุมของกลุ่ม "คณะราษฎร" รวมทั้งเวทีปราศรัยหลังเจ้าหน้าที่เข้าสลายการชุมนุมและจับกุมแกนนำ

    ป้ายข้อความ ธงชาติ ผืนผ้าใบถูกทิ้งไว้

    บริเวณสะพานชมัยมรุเชษฐ์ ที่เคยเป็นที่ตั้งเวทีหลักของผู้ชุมนุมเมื่อกลางดึกที่ผ่านมา มีแต่ความว่างเปล่า

    หลังผู้ชุมนุมออกจากพื้นที่ไปหมดแล้ว ทางตำรวจได้นำเจ้าหน้าที่เก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด (EOD) เข้ามาตรวจสอบ และกรุงเทพมหานครก็ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาทำความสะอาด

    สภาพพื้นที่หลังสลายการชุมนุม

    ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai

    สภาพพื้นที่หลังสลายการชุมนุม

    ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai

    สภาพพื้นที่หลังสลายการชุมนุม

    ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai

  17. เปิดอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ระหว่างพักคอยชุมนุมที่ราชประสงค์

    ในขณะที่ตำรวจกำลังรุกคืบเข้าพื้นที่ การ์ดอาสาของ “คณะราษฎร” ได้ประกาศแจ้งให้ประชาชนกลับบ้านไปพักผ่อน ก่อนกลับมารวมตัวกันใหม่ที่แยกราชประสงค์ในช่วงเย็น โดยให้เหตุผลว่าผู้ชุมนุมอ่อนล้ากันมากแล้ว ขอให้ไปพักผ่อนก่อน เพราะยังมีภารกิจรออยู่ตอนเย็น” ทำให้ผู้ชุมนุมชายรายหนึ่งที่บอกว่าเดินทางมาจาก จ.พิจิตร แสดงความไม่พอใจ

    แนวร่วมการชุมนุมย้อนถามไปว่า “จะให้พวกกลับที่ไหน เรามาจากต่างจังหวัด” และ “ถ้าถอยคือแพ้ ที่มาก็เพื่อต่อสู้” และเกิดเหตุด่าทอกันเล็กน้อย

    สุดท้ายมีการแจ้งว่าผู้จัดการชุมนุมได้เตรียมพื้นที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ไว้รองรับประชาชนที่เดินทางมาจากต่างจังหวัดแล้ว

  18. ผู้ชุมนุมถูกจับกุม

    ผู้ชุมนุมที่ถูกจับกุม

    ที่มาของภาพ, Reuters

    คำบรรยายภาพ, ภาพถ่ายของผู้ชุมนุมที่ถูกจับกุมขณะอยู่ในรถของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
  19. ตำรวจปราบจลาจล

    ที่มาของภาพ, Reuters

    ตำรวจปราบจลาจล

    ที่มาของภาพ, Reuters

  20. นายกฯ ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินใน กทม.

    การเข้าปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ตำรวจเกิดขึ้นภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ลงนามในประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร มีผลตั้งแต่เวลา 04.00 น. ที่ผ่านมา

    พร้อมแต่งตั้ง พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้กำกับการปฏิบัติงานของหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง และ พล.ต.อ. สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง

    ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศฉบับดังกล่าว โดยรายละเอียดตอนหนึ่งระบุว่า โดยที่ปรากฎว่ามีบุคคลหลายกลุ่มได้เชิญชวน ปลุกระดม และดำเนินการให้มีการชุมนุมสาธารณะโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายว่าด้วยการชุมนุมสาธารณะขึ้นในกรุงเทพฯ โดยใช้วิธีการและช่องทางต่าง ๆ ก่อให้เกิดความปั่นป่วนวุ่นวายและไม่สงบเรียบร้อยของประชาชน มีการกระทำที่กระทบต่อขบวนเสด็จพระราชดำเนิน มีเหตุอันควรให้เชื่อได้ว่ามีการกระทำที่มีความรุนแรงกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยในชีวิต หรือทรัพย์สินของรัฐหรือบุคคล อันมิใช่การชุมนุมโดยสงบที่ได้รับการรับรองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

    ทั้งยังกระทบโดยตรงต่อสัมฤทธิผลของมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 อันส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศที่อยู่ในภาวะเปราะบาง กรณีจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีมาตรการเร่งด่วน เพื่อแก้ไขกรณีดังกล่าวให้ยุติได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที เพื่อให้มีการปฏิบัติตามกฎหมายและรักษาความสงบเรียบร้อยและประโยชน์ส่วนร่วม

    อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 11 แห่งพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 นายกรัฐมนตรีจึงให้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพฯ

    ราชกิจจานุเบกษา

    ที่มาของภาพ, ราชกิจจานุเบกษา