มือกีตาร์เล่าประสบการณ์เฉียดตาย ช่วยชีวิตคนนับร้อยบนเรือสำราญที่กำลังอับปาง

- Author, ซาราห์ แมคเดอร์มอตต์
- Role, บีบีซี
- Published
ตอนที่ โอเชียนอส (Oceanos) เรือสำราญหรูสัญชาติกรีก แล่นออกสู่ท้องทะเลที่เต็มไปด้วยคลื่นลมแรงในระหว่างการล่องไปตามแนวชายฝั่งประเทศแอฟริกาใต้ เมื่อปี 1991 จู่ ๆ มอส ฮิลล์ นักดนตรีบนเรือและเพื่อนร่วมงานของเขาก็พบว่าตัวเองต้องกลายเป็นผู้รับผิดชอบชีวิตผู้โดยสารทั้งหมดบนเรือ
ตอนนั้นเป็นช่วงอาหารค่ำ มอส ฮิลล์ เริ่มตระหนักว่าพายุที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่นั้นรุนแรงแค่ไหน พนักงานเสิร์ฟที่ปกติจะให้บริการอาหารและเครื่องดื่มแก่ผู้โดยสารได้โดยไม่ทำอาหารหกเลอะเทอะ กำลังทำงานด้วยความยากลำบาก
มอส ซึ่งเป็นมือกีตาร์จากซิมบับเวทำงานบนเรือสำราญลำนี้ร่วมกับ เทรซี ภรรยาที่เป็นมือเบส พวกเขาไม่เคยเห็นพนักงานเสิร์พทำถาดใส่อาหารตกมาก่อน แต่ก็ได้เห็นภาพดังกล่าวในค่ำคืนนี้
สภาพอากาศที่รุนแรง ทั้งกระแสลมและฝนที่ตกกระหน่ำลงมาทำให้การเดินทางช่วงสุดท้ายของเรือโอเชียนอสที่มุ่งหน้าสู่เมืองเดอร์บัน ของแอฟริการใต้ต้องล่าช้าไปหลายครั้ง
แต่การที่สภาพอากาศไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น กัปตันเรือจึงตัดสินใจนำเรือ พร้อมผู้โดยสารและลูกเรือ 581 ชีวิตแล่นฝ่ากระแสลมความเร็ว 40 น็อต และคลื่นสูง 9 เมตร เพื่อมุ่งหน้าสู่จุดหมายปลายทาง
ตามปกติ มอสและเทรซี ซึ่งอยู่ในวัย 30 ปีเศษมักจัดงานปาร์ตีริมสระน้ำเพื่อสร้างความบันเทิงให้ผู้โดยสารในระหว่างที่เรือกำลังแล่นออกจากท่า แต่สภาพอากาศที่ไม่เป็นใจในวันนั้น ทำให้พวกเขาต้องย้ายงานเข้าไปอยู่ในร่ม มอสเล่นกีตาร์คู่ใจไปพร้อมกับพยายามทรงตัวจากการที่เรือกำลังโคลงเคลงอย่างหนัก
"พายุรุนแรงขึ้นทุกที" มอสเล่าถึงสถานการณ์ในตอนนั้น
ในช่วงอาหารค่ำวันนั้น เทรซีซึ่งมอสบรรยายว่าเป็นคนที่ไม่หวาดกลัวอะไรง่าย ๆ ได้ตัดสินใจจัด "กระเป๋าฉุกเฉิน" เผื่อเอาไว้
"เธอเดินไป แล้วจู่ ๆ ไฟทั้งหมดก็ดับลง" มอสเล่า

การที่พนักงานบนเรือไม่ยอมแจ้งว่าต้องปฏิบัติตัวอย่างไรต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น มอสซึ่งปกติไม่ใช่คนที่ตื่นกลัวอะไรง่าย ๆ เริ่มรู้สึกไม่สบายใจ
"คุณอยู่บนเรือที่ลอยอยู่กลางมหาสมุทร ในค่ำคืนที่มืดมิด ท่ามกลางพายุที่โหมกระหน่ำ มันทำให้ผมรู้สึกท้องไส้ปั่นป่วนไปหมด" มอสบรรยายความรู้สึกที่เกิดขึ้นในตอนนั้น
เมื่อไฟฉุกเฉินดวงเล็กสว่างขึ้น มอสเข้าไปตรวจความเรียบร้อยของเครื่องดนตรีบนเวที แล้วจู่ ๆ ก็ตระหนักได้ว่าเขาไม่ได้ยินเสียงเครื่องยนต์เรือที่ปกติจะดังอยู่ตลอดเวลา ตอนนี้เรือได้หยุดทำงาน และเริ่มเคลื่อนตัวช้าลง
ไม่นานหลังจากนั้น โอเชียนอสที่มีความยาว 153 เมตร ก็ถูกคลื่นซัดจนเบี่ยงไปด้านข้าง
ผู้โดยสารที่กำลังกังวลกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นต่างไปรวมตัวกันอยู่บริเวณห้องนั่งเล่นของเรือ แต่ข้าวของที่เคลื่อนที่ไปตามแรงโยกของเรือก็ทำให้พวกเขาต้องลงไปนั่งอยู่กับพื้น
หลังจากเวลาผ่านไปราว 1 ชั่วโมง บรรยากาศบนเรือก็เต็มไปด้วยความตึงเครียด มอสจึงหยิบกีตาร์โปร่งขึ้นมาเล่น แล้วร้องเพลงกับเพื่อนร่วมวง เพื่อปลอบขวัญเหล่าผู้โดยสาร แต่ขณะเดียวกันเขาก็เริ่มสังเกตว่าเรือเริ่มเอียงและไม่โยกกลับไปอยู่ในระดับเดิมอีก
"มีเรื่องเลวร้ายบางอย่างกำลังเกิดขึ้น" มอสพูดกับเทรซี "ผมจะไปดูว่ามันเกิดอะไรกันแน่"


มอส และจูเลียน เพื่อนนักมายากลที่มาจากมณฑลยอร์กเชียร์ในอังกฤษ เดินจับราวช่วยการทรงตัวไปตามทางเดินชั้นล่างที่มืดสนิท พวกเขาได้ยินเสียงคนพูดคุยกันอย่างแตกตื่นในภาษาต่าง ๆ เจ้าหน้าที่ฝ่ายเดินเรือกำลังวิ่งวุ่น บางคนกำลังแบกถุงสัมภาระ บ้างก็สวมเสื้อชูชีพ และบางคนก็อยู่ในสภาพเนื้อตัวเปียกปอน
มอสเล่าว่า "ทุกคนดูตื่นตระหนก เราพยายามถามว่า 'เกิดอะไรขึ้น' แต่พวกเขาทำเหมือนพวกเราไม่มีตัวตน"
จูเลียนและมอสจึงตัดสินใจเดินลงไปที่ห้องเครื่องยนต์ ซึ่งอยู่ชั้นล่างสุดของเรือ
"พวกเราอยู่ต่ำกว่าเส้นบอกระดับน้ำข้างลำเรือ ในความมืด ตามลำพัง โดยที่ไม่มีใครอยู่ที่นั่นเลย…นี่คือสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ไม่แม้แต่ในตอนที่เรือเทียบท่า" มอสเล่า
ในตอนนั้น มอสได้ยินเหมือนเสียงน้ำปริมาณมหาศาลกำลังถาโถมเข้าใส่ประตูเหล็กหนาที่ทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้น้ำไหลเข้าไปยังพื้นที่ส่วนอื่นในเรือ
นี่ทำให้เขาตระหนักได้ว่า เรือโอเชียนอสกำลังจม

กลับไปที่ห้องนั่งเล่นบนเรือยังคงไม่มีการประกาศแจ้งผู้โดยสารว่าเกิดอะไรขึ้น มอสพบกับผู้อำนวยการเรือที่ระบุว่า กัปตันแจ้งเธอว่าพวกเขาจะต้องสละเรือ
"จากนั้นเราก็พบว่า เรือชูชีพลำหนึ่งได้แล่นออกไปแล้วพร้อมกับลูกเรือและเจ้าหน้าที่ฝ่ายเดินเรืออาวุโสหลายคน" มอสกล่าว
มอสและคนอื่นที่เหลือไม่มีความรู้เรื่องการอพยพคนออกจากเรือสำราญ หรือวิธีการหย่อนเรือชูชีพที่แขวนอยู่เหนือกราบเรือทั้งสองฝั่ง แต่ตอนนั้นก็ไม่มีใครที่มีความรู้เหลืออยู่ที่นั่นแล้ว
พวกเขาพยายามหย่อนเรือชูชีพลงมาที่ดาดฟ้าเรือ แต่ก็ไม่รู้วิธีจะทำให้เรือไม่แกว่งไปมาในขณะที่คนกำลังลงเรือ ดังนั้นมอสจึงแก้ปัญหาด้วยการเอาขาข้างหนึ่งเข้าไปอยู่ในเรือชูชีพ ส่วนขาอีกข้างอยู่บนดาดฟ้าเรือ
เมื่อผู้โดยสารลงเรือชูชีพจนเต็ม ซึ่งบางลำอาจมีมากถึง 90 คน และหลายคนกำลังร้องไห้ด้วยความตื่นกลัว พวกเขาก็ค่อย ๆ ชักรอกสายเคเบิลเพื่อหย่อนเรือลงน้ำ
"เราปล่อยให้พวกเขาออกไปกลางดึก ล่องลอยไปตามกระแสคลื่นที่โหมกระหน่ำ คนบนเรือชูชีพต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่แสนทรมาน พวกเขาเนื้อตัวเปียกปอน มันทั้งหนาวและมืดสนิท แต่เราก็ต้องเดินหน้าต่อไปจนกว่าจะปล่อยเรือชูชีพที่กราบเรือขวาจนหมด" มอสกล่าว

แต่ในตอนนั้น น้ำได้ไหลเข้าเรือโอเชียนอสอย่างต่อเนื่อง เรือเอียงไปทางฝั่งกราบขวาอย่างมาก จนทำให้การหย่อนเรือชูชีพที่อยู่ฝั่งกราบเรือซ้ายแทบจะเป็นไปไม่ได้
แทนที่เรือชูชีพที่กราบซ้ายเรือจะถูกหย่อนลงน้ำเมื่อคนลงเรือจนเต็ม แต่มันต้องลอยเคว้งคว้างอยู่ที่ข้างเรือจนกว่าคลื่นลูกใหญ่จะซัดเข้ามาถึงระดับที่จะปล่อยเรือลงน้ำได้
มอสบรรยายภาพในตอนนั้นว่า "แรงโน้มถ่วงทำให้เรือตกพรวดลงไปราว 3-4 เมตร คนบนเรือแทบจะตกลงไปในทะเล มันน่ากลัวมาก"
ในที่สุดมอสก็ตระหนักได้ว่ามันอันตรายเกินไปที่จะเอาคนลงเรือชูชีพที่เหลือ
แต่เวลาในการเอาชีวิตรอดของคนบนเรือโอเชียนอสก็กำลังหมดลงทุกขณะ
ในตอนนั้นยังมีคนที่ยังต้องการความช่วยเหลืออีกหลายร้อยชีวิต มอสกับพวกจึงตัดสินใจไปที่ห้องควบคุมเรือ ด้วยความหวังที่จะได้พบกับกัปตัน และเจ้าหน้าที่ฝ่ายเดินเรือที่ยังเหลืออยู่ เพื่อสอบถามว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป
"เรามองเข้าไปข้างใน แต่ไม่มีใครอยู่เลย นี่คือตอนที่เราตระหนักว่า มีแค่พวกเราเท่านั้นที่เหลืออยู่" มอสกล่าว
ในห้องนั้นมีแสงสีแดงอมส้มกะพริบอยู่ในความมืด แต่มอสก็ไม่รู้จักอุปกรณ์ส่วนใหญ่ และไม่ต้องพูดถึงเรื่องการใช้งานพวกมัน แต่พวกเขาก็พยายามหาทางใช้วิทยุสื่อสารเพื่อส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ
"ผมเรียก เมย์เดย์ ! เมย์เดย์ ! เมย์เดย์ ! แล้วรอให้มีใครสักคนตอบกลับ" มอสเล่า
ในที่สุดก็มีเสียงตอบกลับมาว่า "ครับ เหตุฉุกเฉินของคุณคืออะไร"
ด้วยความโล่งอก มอสอธิบายว่าเขาอยู่บนเรือโอเชียนอส และมันกำลังอับปาง
เสียงปลายสายพูดว่า "โอเค คุณยังมีเวลาเหลืออยู่เท่าไหร่บนเรือ"
"ผมไม่รู้ กราบขวาเรือกำลังเอียงจมน้ำ…มีน้ำไหลเข้ามามหาศาล เรายังมีคนบนเรืออยู่อีกอย่างน้อย 200 คน" มอสตอบ
"โอเค พวกคุณอยู่ตำแหน่งไหน" ปลายสายถาม
"เราน่าจะอยู่กลางทางระหว่างท่าเรืออีสต์ลอนดอน และเดอร์บัน" มอสตอบ
"ไม่ใช่ ๆ คุณอยู่ที่พิกัดอะไร"
มอสไม่รู้ว่าเรือของพวกเขาอยู่ที่พิกัดไหน
"คุณยศอะไร" ปลายสายถามต่อ
"ผมไม่มียศ ผมเป็นมือกีตาร์" มอสตอบ
อีกฝ่ายเงียบไปสักพัก แล้วถามว่า "แล้วคุณไปทำอะไรอยู่ที่ห้องควบคุมเรือ"
"ก็มันไม่เหลือใครอยู่ที่นี่แล้ว" มอสตอบ
"แล้วใครอยู่ในห้องควบคุมกับคุณ" อีกฝ่ายถาม
"มีผม ภรรยาผม ที่เป็นมือเบส และมีนักมายากลอยู่ที่นี่ด้วย …"
มอสถูกต่อสายให้คุยกับเรือลำเล็ก 2 ลำที่อยู่ใกล้กับโอเชียนอส พวกเขาบอกให้มอสหาตัวกัปตันเพื่อให้กลับไปที่ห้องควบคุม แต่มอสไม่รู้ว่ากัปตันอยู่ที่ไหน
หลังจากพยายามตามหาอยู่สักพัก ในที่สุดมอสก็พบตัวกัปตันอยู่ที่ท้ายเรือ กำลังสูบบุหรี่ในความมืด มอสอธิบายว่าพวกเขาต้องการความช่วยเหลือจากกัปตันอย่างเร่งด่วน
"เขามองมาที่ผม สายตาว่างเปล่า แล้วพูดว่า "มันไม่จำเป็น ๆ" มอสเล่า
"ผมคิดว่าเขากำลังอยู่ในความช็อกอย่างรุนแรง" มอสบอก
เรือทั้งสองลำที่อยู่ใกล้โอเชียนอสที่สุดมีเรือชูชีพอยู่เพียง 2 ลำจึงให้ความช่วยเหลือได้ไม่มากนัก แต่พวกเขาได้ประสานเรื่องที่เรือกำลังอับปางกับทางการแอฟริกาใต้ที่เริ่มจัดปฏิบัติการกู้ภัยคนบนเรือโอเชียนอส

ในขณะที่พายุยังคมถาโถมใส่เรือของพวกเขา มอสและเทรซีนั่งอยู่ด้วยกันท่ามกลางความมืด พร้อมกับภาวนาให้ความช่วยเหลือมาถึงก่อนที่จะสายเกินไป
ตอนนั้นมอสพูดกับภรรยาว่า "ผมคิดว่าเรือจะต้องจม และเป็นไปได้มากว่าเราจะจมลงไปพร้อมกับมัน"
มอสกับเทรซีมีลูกสาวอายุ 15 ปีที่ชื่อ แอมเบอร์ ซึ่งเพิ่งจะขึ้นเรือโอเชียนอสในช่วงวันหยุดยาว ก่อนที่จะกลับขึ้นฝั่งไปเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้า เพื่อกลับไปที่โรงเรียนประจำในแอฟริกาใต้
มอสพูดในตอนนั้นว่า "ลูกไม่อาจจะสูญเสียพ่อแม่ไปพร้อมกันทั้งสองคนได้ ไม่ว่าเราจะทำอะไร เราต้องทำให้แน่ใจว่าอย่างน้อยเราคนหนึ่งจะรอดออกไปได้"

เวลาได้ล่วงเลยไปกว่า 3 ชั่วโมง ก่อนที่เฮลิคอปเตอร์กู้ภัยลำแรกจะมาถึง แล้วบินอยู่เหนือโอเชียนอส
ทหารเรือนักประดาน้ำ 2 นายหย่อนตัวลงมาที่ดาดฟ้าเรือ พวกเขาขอความร่วมมือจากทุกคนก่อนที่เรือจะอับปางลง พร้อมกับสอนหลักสูตรการลำเลียงคนทางอากาศอย่างรวบรัดภายใน 5 นาทีให้แก่มอส
ทหารเรือนายหนึ่งไปจัดการกู้ภัยที่ท้ายเรือ ส่วนมอสกับเทรซีรับหน้าที่จัดการกู้ภัยที่ส่วนหน้าของเรือ แต่ในขณะที่เรือเริ่มเอียงมากขึ้นผู้คนก็เริ่มแตกตื่น
ปฏิบัติการกู้ภัยเต็มไปด้วยความทุลักทุเล คนที่มอสช่วยลำเลียงทางอากาศโดยยึดกับสายเคเบิลจากเฮลิคอปเตอร์กำลังห้อยแกว่งไปมาอยู่กลางอากาศ กระแสลมแรงพัดให้พวกเขากระแทกเข้ากับเรือ ถึงแม้มอสจะเป็นห่วงว่าพวกเขาจะได้รับบาดเจ็บแค่ไหน แต่เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป
มีเฮลิคอปเตอร์เข้าร่วมในปฏิบัติการกู้ภัยครั้งนี้ทั้งสิ้น 5 ลำ โดยที่แต่ละลำจะลำเลียงผู้คนออกจากเรือไปยังที่ปลอดภัยคราวละ 12 คน ในขณะนั้นเวลาก็ล่วงเลยจนใกล้รุ่งสาง
มอสและเทรซีซึ่งอยู่ในสภาพหมดแรงคือคนชุดสุดท้ายที่ได้รับความช่วยเหลือ
"ขณะที่เรากำลังลอยอยู่เหนือเรือทำให้ผมได้เห็นภาพอย่างชัดเจน ผมมองเห็นโอเชียนอสอยู่ในสถานการณ์วิกฤต เราเห็นคลื่นซัดเข้าไปถึงหัวเรือซึ่งเป็นจุดที่เราช่วยลำเลียงผู้คน"
ตอนที่เฮลิคอปเตอร์ลำเลียงมอสลงจอดที่พื้นหญ้า บรรดาลูกเรือต่างวิ่งเข้าสวมกอดเขา พร้อมส่งเสียงร้องด้วยความยินดี
"ผมเริ่มร้องไห้สะอึกสะอื้น" มอสเล่า "แล้วผมก็ทรุดตัวลง"

ที่มาของภาพ, Getty Images
ในวันที่ 4 ส.ค. 1991 ราว 45 นาทีหลังจากคนบนเรือชุดสุดท้ายถูกลำเลียงขึ้นฝั่งอย่างปลอดภัย เรือสำราญหรูโอเชียนอสก็จมลงสู่ก้นทะเล ส่วนผู้ที่ลงเรือชูชีพไปก่อนหน้านี้ต่างก็ได้รับความช่วยเหลือจากเรือที่สัญจรผ่านมา และไม่มีใครต้องสูญเสียชีวิตไปในเหตุระทึกขวัญครั้งนี้
ปัจจุบันมอสและเทรซีอาศัยอยู่ที่เมืองลิเวอร์พูล พวกเขาทำงานเล่นดนตรีบนเรือสำราญต่อไปอีกหลายปี ทุกวันนี้กว่า 30 ปีให้หลัง เทรซียังไม่ค่อยอยากพูดถึงเหตุเรืออับปางที่เกือบคร่าชีวิตของเธอในวันนั้น
แต่สำหรับมอส ซึ่งมักถูกถามถึงเรื่องโอเชียนอสหลายต่อหลายครั้งกลับมองว่าการพูดถึงเรื่องนี้เป็นการช่วยระบายความรู้สึกของเขาอย่างหนึ่ง เขามองย้อนกลับไปยังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยความรู้สึกโล่งใจ
"ผมไม่ได้อยู่ยงคงกระพัน แต่ถ้าผมผ่านเรื่องนี้มาได้ ผมก็จะสามารถผ่านเรื่องไหน ๆ ไปได้ทั้งนั้น"
การไต่สวนเรื่องการอับปางของโอเชียนอสในประเทศกรีซ พบว่ามีสาเหตุมาจากความประมาทเลินเล่อของกัปตันและเจ้าหน้าที่ฝ่ายเดินเรืออาวุโสอีก 4 คน





























