ศาลพิพากษาประหารชีวิต อาเด็ม-ไมไรลี สองชาวอุยกูร์ คดีระเบิดแยกราชประสงค์ ปี 2558

ภาพเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุ

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images

คำบรรยายภาพ, ภาพเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุเมื่อ 17 ส.ค. 2558
    • Author, วศินี พบูประภาพ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • Published
  • เวลาอ่าน: 11 นาที

ศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษาประหารชีวิตนายอาเด็ม คาราดั๊ก และนายไมไรลี ยูซูฟู ชาวอุยกูร์สัญชาติจีน ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ในคดีระเบิดที่ศาลพระพรหมเอราวัณบริเวณแยกราชประสงค์ เมื่อปี 2558 พร้อมสั่งปรับคนละ 1,000 บาท และให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายกว่า 1.5 ล้านบาท

วันนี้ (11 มิ.ย.) ศาลอาญากรุงเทพใต้นัดฟังคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อ 2742/2562 ระหว่างพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด เป็นฝ่ายโจทก์ และนายอาเด็ม คาราดั๊ก หรือนายบิลาล โมฮำเหม็ด หรือบิลาล เติรก์ จำเลยที่ 1 และนายไมไรลี ยูซูฟู จำเลยที่ 2 จากคดีระเบิดที่ศาลพระพรหมเอราวัณ บริเวณแยกราชประสงค์เมื่อวันที่ 17 ส.ค. 2558 เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 20 คน และบาดเจ็บกว่า 120 คน

เอกสารสรุปคำพิพากษาจากสำนักงานศาลที่เผยแพร่ต่อสื่อมวลชนระบุว่า "พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีที่จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดขณะที่ประชาชนทั่วไปมาสักการะองค์ท้าวมหาพรหมและอยู่ที่บริเวณใกล้เคียงเป็นจำนวนมาก จนเป็นเหตุให้มีบุคคลถึงแก่ความตาย 20 คน ได้รับอันตรายสาหัสและได้รับอันตรายแก่กาย 126 คน กับทั้งทำให้ทรัพย์สินของบุคคลอื่นและทางราชการได้รับความเสียหายหลายรายการ เป็นภยันตรายต่อความมั่นคง ความปลอดภัย และความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ แม้ศาลนำคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสองมารับฟังประกอบพยานหลักฐานของโจทก์บ้างก็ตาม แต่ก็ไม่เป็นเหตุบรรเทาโทษเพื่อจะลดโทษให้แก่จำเลยทั้งสอง เมื่อลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนให้ประหารชีวิตแล้ว ไม่อาจนำโทษจำคุกฐานอื่นมารวมได้อกี จึงให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสองสถานเดียว"

ศาลยังสั่งปรับจำเลยทั้งสองคนละ 1,000 บาท และชดใช้ค่าเสียหายต่อทรัพย์สินต่อหลายหน่วยงานรวมกว่า 1.5 ล้านบาท

คำพิพากษาของศาลในชั้นต้นวันนี้ เกิดขึ้นหลังจากเหตุระเบิดศาลพระพรหมเอราวัณบริเวณสี่แยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 17 ส.ค. 2558 ผ่านไปกว่า 10 ปี

เดิมทีคดีนี้อยู่ในศาลทหารซึ่งอัยการศาลทหารกรุงเทพยื่นฟ้องไปเมื่อเดือน พ.ย. 2558 ตามประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 50/2557 แต่ต่อมามีคำสั่งโอนคดีมาพิจารณาที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ในปี 2562

หลังได้รับฟังคำพิพากษา ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทยรายงานจากห้องพิจารณาคดีว่า นายไมไรลี ยูซูฟู จำเลยที่ 2 ตะโกนเป็นภาษาไทยว่า "ไว้อาลัยความยุติธรรมของประเทศไทย" และ "ไม่ยอมรับคำตัดสิน" พร้อมกล่าวว่าไม่เคยได้เห็นหลักฐานในคดี

.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, รถควบคุมตัวจำเลยจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร มาที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ เช้าวันนี้ (11 มิ.ย. 2569)

ภายหลังศาลมีคำพิพากษา นายชูชาติ กันภัย ทนายความของนายอาเด็ม จำเลยที่ 1 และนายจำเริญ พนมภคากร ทนายของนายไมไรลี จำเลยที่ 2 ให้สัมภาษณ์แก่ผู้สื่อข่าวว่าเตรียมยื่นอุทธรณ์คำตัดสินภายใน 1 เดือน เนื่องจากมองว่ามีอีกหลายประเด็นที่ยังไม่ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณา

นายชูชาติระบุว่า จะนำประเด็นข้อต่อสู้เดิมที่มีอยู่แล้วในสำนวนมาใช้ต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์ โดยระบุว่าข้อต่อสู้สำคัญได้แก่เรื่องการตรวจสอบอัตลักษณ์บุคคลว่าตรงกับบุคคลในหนังสือเดินทางที่เป็นชื่อของนายอาเด็มหรือไม่ รวมถึงประเด็นหนังสือเดินทางตุรกีเล่มสีน้ำเงินที่เป็นของกลางเป็นรูปแบบที่ถูกทางการตุรกียกเลิกการใช้งานไปนานหลายปีก่อนเกิดเหตุแล้ว

นอกจากนี้ในด้านกระบวนการสอบสวน ทีมทนายความได้หยิบยกข้ออ้างเรื่องการถูกทำร้ายร่างกายระหว่างการซักถามในค่ายทหารขึ้นมาในชั้นศาลด้วย ซึ่งเป็นเรื่องยากที่จำเลยจะหาพยานหลักฐานมาพิสูจน์ได้ในชั้นนั้น

เอกสารเผยแพร่จากศาลระบุถึงคำฟ้องที่จำเลยสองคนถูกฟ้องมีหลายฐานความผิด ได้แก่ ฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง, ฐานร่วมกันทำให้เกิดระเบิดจนน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่นหรือทรัพย์ของผู้อื่น เป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตายและเป็นเหตุให้บุคคลอื่นรับอันตรายสาหัส, ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ และฐานร่วมกันใช้วัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น

ศาลเห็นว่าเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวนี้เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีบทลงโทษที่หนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 โทษประหารชีวิต

ส่วนคำสั่งปรับคนละ 1,000 บาท เป็นฐานความผิดร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ขณะที่คำสั่งให้ร่วมชดใช้ราคาทรัพย์รวมกว่า 1.5 ล้านบาท ประกอบด้วย องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ 16,000 บาท โรงพยาบาลตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 364,500 บาท กรุงเทพมหานคร 530,000 บาท และสำนักการจราจรและขนส่ง สำนักงานกรุงเทพมหานคร 594,417 บาท

ย้อนเหตุการณ์ "คดีระเบิดราชประสงค์"

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

เหตุระเบิดที่ศาลพระพรหมเอราวัณ หน้าโรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ แยกราชประสงค์ เกิดขึ้นเมื่อเวลา 18.55 น. ของวันที่ 17 ส.ค. 2558 บีบีซีไทยรายงานในเวลาต่อมาว่า เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นเหตุสะเทือนขวัญครั้งรุนแรงที่สุดที่เคยเกิดขึ้นในกรุงเทพมหานคร

เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวน 20 ราย เป็นคนไทย 6 ราย และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอีก 14 ราย อาทิ ชาวมาเลเซีย 5 ราย, ชาวจีนแผ่นดินใหญ่ 5 ราย, ชาวฮ่องกง 2 ราย, ชาวอินโดนีเซีย 1 ราย และชาวสิงคโปร์ 1 ราย และมีผู้บาดเจ็บเป็นจำนวนมาก

หลังเกิดเหตุสำนักงานตำรวจแห่งชาติแถลงข่าวโดยระบุว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าถึงภาพจากกล้องวงจรปิดในบริเวณดังกล่าวบันทึกภาพบุคคลสวมเสื้อยืดสีเหลืองนำกระเป๋ามาทิ้งไว้ไม่นานก่อนเกิดเหตุระเบิด

ในวันต่อมายังเกิดเหตุระเบิดที่ท่าเรือสะพานสาทร ซึ่งตำรวจได้เผยแพร่ภาพผู้ต้องสงสัยเป็นชายสวมเสื้อสีฟ้า

ทั้งสองเหตุการณ์นำไปสู่การออกหมายจับผู้ต้องสงสัยรวม 17 คน และสามารถจับกุมได้ 3 คน

พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติในขณะนั้น (2558) แถลงข่าวถึงความคืบหน้าในคดี

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติในขณะนั้น (2558) แถลงข่าวถึงความคืบหน้าในคดี

ในวันที่ 29 ส.ค. 2558 เจ้าหน้าที่เข้าจับกุมนายอาเด็ม คาราดั๊ก (หรืออีกชื่อหนึ่งคือ นายบิลาล โมฮำเหม็ด) ชายชาวอุยกูร์สัญชาติจีน ที่อะพาร์ตเมนต์ย่านหนองจอก

ต่อมาในเดือน ก.ย. ปีเดียวกัน เจ้าหน้าที่จับกุมนายไมไรลี ยูซูฟู ชาวอุยกูร์ ได้ที่พรมแดนไทย-กัมพูชา จ.สระแก้ว

พนักงานอัยการได้ตั้งข้อหาทางอาญา 10 กระทงต่อนายไมไรลีและนายอาเด็มซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับการวางระเบิด โดยหากศาลตัดสินว่ามีความผิด ทั้งสองอาจต้องโทษสูงสุดคือการประหารชีวิต

ต่อมาในเดือน พ.ย. 2560 ตำรวจยังได้จับกุม น.ส.วรรณา สวนสัน (ไมซาเราะ) ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และข้อหาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยเจ้าหน้าที่เชื่อว่าเธอและสามีชาวตุรกีเป็นผู้เช่าห้องพักให้ผู้ก่อเหตุใช้เป็นที่พักพิง ซึ่งคดีของ น.ส.วรรณา ถูกอัยการแยกฟ้องเป็นอีกสำนวนหนึ่ง ก่อนเมื่อวันที่ 7 พ.ย. 2567 ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำพิพากษายกฟ้องคดีดังกล่าว

รายงานของสำนักข่าวประชาไท เมื่อวันที่ 7 พ.ย. 2567 ระบุว่า ศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษาว่าพยานหลักฐานของโจทก์ไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะเชื่อมโยงจำเลยกับผู้ก่อเหตุหลักทั้งสองราย โดยไม่พบสารพันธุกรรมหรือลายนิ้วมือของจำเลยในที่เกิดเหตุและวัตถุพยาน

ขณะที่สำนักข่าวสปริงนิวส์อ้างอิงโดยรายงานคำพิพากษาระบุว่าไม่พบประวัติการติดต่อทางโทรศัพท์ และพบหลักฐานชัดเจนว่าจำเลยเดินทางออกนอกประเทศไปตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2558 ซึ่งเป็นเวลาก่อนเกิดเหตุ

วรรณา ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนหลังรับฟังคำพิพากษาว่า "ดีใจที่สิ้นสุด เพราะ 7 ปีที่ผ่านมามีผลกระทบต่อครอบครัวและลูก 3 คนมาก"

.

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images

คำให้การและข้อโต้แย้งในชั้นศาล

สำหรับประเด็นแรงจูงใจ เจ้าหน้าที่ไทยและจีนรวมถึงนักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงระบุในเบื้องต้นว่า เหตุระเบิดอาจเป็นการแก้แค้นที่ประเทศไทยส่งตัวชาวอุยกูร์มากกว่า 100 คน กลับไปยังประเทศจีนในเดือน ก.ค. 2558 ซึ่งเป็นเวลา 1 เดือนก่อนเกิดเหตุระเบิด

การดำเนินการส่งตัวชาวอุยกูร์กลุ่มดังกล่าวเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยได้ดำเนินการส่งตัวผู้หญิงและเด็กชาวอุยกูร์จำนวน 173 คนไปยังประเทศตุรกี ขณะที่ผู้ชายจำนวน 109 คนถูกทางการไทยส่งตัวกลับไปยังประเทศจีน โดยปรากฎภาพพวกเขาถูกตำรวจจีนควบคุมตัวขึ้นเครื่องบินในลักษณะถูกคลุมหัวและสวมกุญแจมือ

สำหรับชาวอุยกูร์กลุ่มนี้กลายเป็นข่าวใหญ่ในเดือน มี.ค. 2557 เมื่อตำรวจที่จ.สงขลา ได้จับกุมชาวอุยกูร์ 220 คน รวมทั้งผู้ชาย ผู้หญิง และเด็ก ในบริเวณสวนยางพารา อ.รัตภูมิ จ.สงขลา ใกล้กับพรมแดนประเทศมาเลเซีย และได้ดำเนินคดีฐานเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย และต่อมาได้ส่งตัวพวกเขาไปยังสถานกักตัวคนต่างด้าวในกรุงเทพฯ ในช่วงเวลาเดียวกัน ทางการไทยยังได้จับกุมตัวชาวอุยกูร์คนอื่น ๆ อีกหลายสิบคน และนำตัวไปไว้ที่สถานกักตัวคนต่างด้าวทั่วประเทศ

การส่งตัวชาวอุยกูร์ 109 คน กลับจีนเมื่อเดือน ก.ค. 2558

ที่มาของภาพ, CCTV

คำบรรยายภาพ, การส่งตัวชาวอุยกูร์ 109 คน กลับจีนเมื่อเดือน ก.ค. 2558

เหตุการณ์ดังกล่าวได้สร้างความไม่พอใจในต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศตุรกี อย่างในรายงานของสำนักข่าวอิสราที่ระบุว่าเมื่อคืนวันที่ 8 ก.ค. 2558 กลุ่มผู้ประท้วงได้บุกเข้าไปในสำนักงานและทำลายทรัพย์สินภายในสถานกงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ไทย ณ นครอิสตันบูล ประเทศตุรกี กระแสความตึงเครียดยังได้ขยายวงกว้างไปยังทวีปยุโรป โดยมีการรวมตัวชุมนุมประท้วงบริเวณสวนสาธารณะใกล้สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ในช่วงบ่ายวันต่อมา เป็นเหตุให้ทางการไทยต้องออกประกาศเตือนพลเมืองของตนในสวีเดนและเอสโตเนียให้หลีกเลี่ยงการโต้เถียงและเพิ่มความระมัดระวังตัว

นายอนุสิษฐ คุณากร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยในเดือน ก.ค. 2558 ว่า การส่งตัวชาวอุยกูร์กลับจีนเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย โดยมีการพิสูจน์สัญชาติและพิจารณาความเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด ซึ่งจีนจะรับไปดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม พร้อมทั้งให้การรับรองต่อไทยว่าจะสามารถติดตามตรวจสอบความเป็นอยู่และความปลอดภัยของบุคคลเหล่านี้ได้ และยืนยันว่าหากไม่มีความผิดก็จะได้รับการดูแล

ในสัมภาษณ์เดียวกัน เขายังกล่าวว่ารัฐบาลไทยย้ำว่าการดำเนินการเป็นไปด้วยความรอบคอบตามหลักสิทธิมนุษยชนและแนวปฏิบัติสากล แม้ไทยจะไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งโดยตรง แต่ต้องแบกรับภาระจากการหลั่งไหลของผู้อพยพ จึงจำเป็นต้องหาทางแก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสมภายใต้ข้อจำกัดของประเทศ

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 16 ส.ค. 2560 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า เหตุระเบิดที่เกิดขึ้นในวันที่ 17 ส.ค. 2558 ไม่ใช่การตอบโต้ไทย หลังส่งตัวผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์ให้จีน แต่มาจากผู้เสียผลประโยชน์ในการค้ามนุษย์

หลังถูกจับกุมตัว นายอาเด็ม และนายไมไรลี สองจำเลยชาวอุยกูร์ ได้ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในชั้นศาล ทั้งสองได้กลับคำให้การเป็นปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยอ้างว่าพวกเขารับสารภาพในชั้นสอบสวนเนื่องจากถูกกดดันและไม่เข้าใจภาษา

ตามจดหมายข่าวของนายชูชาติ กันภัย ทนายความของนายอาเด็ม ลงวันที่ 16 ก.พ. 2559 ซึ่งได้รับการเผยแพร่โดยเว็บไซต์ของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนของนายชูชาติ กันภัย ทนายความของนายอาเด็ม ลงวันที่ 16 ก.พ. 2559 ระบุข้อโต้แย้งว่า นายอาเด็มให้การยอมรับเพียงข้อหาลักลอบเข้าเมืองและใช้หนังสือเดินทางปลอม แต่ปฏิเสธข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการวางระเบิดทั้งหมด

สำหรับนายไมไรลี จำเลยที่สอง ได้โต้แย้งว่าตนประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการซื้อขายโทรศัพท์ และทนายความได้ชี้แจงหักล้างข้อกล่าวหาของเจ้าหน้าที่เรื่องการตรวจพบสารเคมีในห้องพัก โดยระบุว่าสารเคมีที่ยึดได้นั้นแท้จริงแล้วเป็นเคมีภัณฑ์สำหรับผลิตเครื่องสำอาง ไม่ใช่สารประกอบวัตถุระเบิดตามที่ถูกกล่าวหา

กระบวนการพิจารณาคดีที่ใช้เวลายาวนาน

คดีนี้ถูกพิจารณาในศาลทหารกรุงเทพในช่วงแรก ก่อนที่จะมีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้โอนคดีมายังศาลยุติธรรมปกติ (ศาลอาญากรุงเทพใต้) เมื่อวันที่ 14 พ.ย. 2562

สำหรับสาเหตุของความล่าช้านั้น นายชูชาติ ยังระบุในการให้สัมภาษณ์กับบีบีซีว่าว่าสาเหตุหลักคือ "อุปสรรคทางภาษา" เนื่องจากจำเลยเข้าใจเพียงภาษาอุยกูร์ ศาลจึงต้องใช้ระบบล่ามแปลภาษาถึงสองทอด คือแปลจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ และจากภาษาอังกฤษแปลเป็นภาษาอุยกูร์อีกต่อหนึ่ง

โดยในปี 2560 ทนายความให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยอีกว่า ล่ามคนแรกที่ทางการไทยจัดหาให้ไม่เป็นที่ยอมรับของจำเลย ล่ามคนที่สองถูกตำรวจจับกุมในคดียาเสพติด ส่วนล่ามคนที่สามซึ่งเป็นชาวอุซเบกิสถานก็ไม่สามารถสื่อสารภาษาอุยกูร์ได้ จนกระทั่งสถานทูตจีนประจำประเทศไทยต้องจัดหาล่ามให้ใหม่จำนวน 2 คน

นอกจากประเด็นกำแพงภาษาแล้ว ทนายความของนายอาเด็ม ได้ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยในปี 2563 ว่า ในช่วง 3 ปีแรกที่คดีอยู่ในศาลทหาร ศาลสามารถสืบพยานโจทก์เสร็จสิ้นไปได้เพียง 23 ปาก จากบัญชีพยานทั้งหมด 447 ปาก ต่อมาเมื่อคดีถูกโอนมายังศาลพลเรือน บัญชีพยานได้ถูกพิจารณาปรับลดลงเหลือประมาณ 140 รายชื่อ

โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ซึ่งได้เข้าไปร่วมสังเกตการณ์กระบวนการพิจารณาคดีในศาลทหาร ได้รายงานวิเคราะห์ว่าอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้คดีล่าช้าเกิดจาก "ระบบการนัดพิจารณาคดีของศาลทหาร"

โดยไอลอว์ระบุว่าศาลทหารใช้วิธีนัดสืบพยานแบบไม่ต่อเนื่อง ซึ่งในบางครั้งอาจทิ้งระยะเวลานัดห่างกันหลายเดือน ทำให้กระบวนการพิจารณาคดีขาดความต่อเนื่องอย่างมาก

.

ที่มาของภาพ, NurPhoto via Getty Images

คำบรรยายภาพ, นายไมไรลี ยูซูฟู จำเลยที่ 2 ของคดีนี้

ประเด็นว่าด้วยสภาพความเป็นอยู่ในสถานกักกัน

ตลอดเวลากว่า 10 ปีที่จำเลยชาวอุยกูร์ทั้งสองถูกควบคุมตัวนั้นมีการย้ายสถานที่คุมขังหลายครั้ง จากเรือนจำ มทบ.11 ไปยังเรือนจำชั่วคราวแขวงทุ่งสองห้องซึ่งใช้คุมขังผู้ต้องขังคดีความมั่นคง

จำเลยได้ร้องเรียนผ่านสื่อและศาล โดยในเดือน พ.ค. 2559 นายอาเด็มได้ตะโกนต่อหน้าผู้สื่อข่าวว่า "ผมไม่ใช่สัตว์ ผมเป็นคน" พร้อมแสดงรอยช้ำตามร่างกายให้ผู้พิพากษาดู

ขณะนั้นทนายความห้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า ที่เรือนจำชั่วคราวทุ่งสองห้อง พวกเขาไม่ได้รับอนุญาตให้ทนายเข้าเยี่ยม และสุขภาพทรุดโทรมลงเนื่องจากปฏิเสธที่จะรับประทานอาหารที่ขัดต่อหลักการศาสนาอิสลาม

ต่อมาในเดือน มี.ค. 2568 ทางการจึงได้ย้ายจำเลยทั้งสองไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เขตจตุจักร

ในเดือน ส.ค. 2568 คณะทำงานด้านการกักขังโดยพลการของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (WGAD) ได้ออกเอกสารข้อสรุปว่า การกักขังนายอาเด็มและนายไมไรลีเข้าข่าย "การกักขังโดยพลการและเลือกปฏิบัติ" ด้วยสาเหตุทางเชื้อชาติ

ขณะที่นายเทปเปย์ โอโนะ รองประธานสหพันธ์สิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ (FIDH) ระบุว่ากระบวนการพิจารณาคดีนี้เปิดเผยให้เห็นถึงข้อบกพร่องเชิงระบบของระบบยุติธรรมทางอาญาของไทย

คดีระเบิดที่ศาลพระพรหมมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้ขอลี้ภัยชาวอุยกูร์ที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2557 ซึ่งหลายคนถูกกักตัวอยู่ในสถานกักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองอย่างไม่มีกำหนดตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522

ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา องค์กรสิทธิมนุษยชนรายงานว่ามีชาวอุยกูร์เสียชีวิตระหว่างการควบคุมตัวของทางการไทยอย่างน้อย 5 ราย รวมถึงเด็กและทารก

สาเหตุการเสียชีวิตที่ถูกบันทึกไว้มีทั้งอาการปอดอักเสบติดเชื้อและโรคมะเร็ง ตัวอย่างเช่น กรณีนายอะซิซ อับดุลเลาะห์ วัย 49 ปี ที่เสียชีวิตจากปอดอักเสบติดเชื้อเมื่อต้นปี 2566

นายฟิล โรเบิร์ตสัน จากองค์กรฮิวแมนไรท์วอทช์ ได้ให้ความเห็นต่อกรณีนี้ว่า "การเสียชีวิตเป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้จากการตัดสินใจเชิงนโยบายของไทย ที่จะจับขังชาวอุยกูร์ แล้วโยนกุญแจห้องขังทิ้งไป... ทางการไทยไม่ได้คำนึงถึงปัญหาสุขภาพของการที่ต้องถูกคุมขังในพื้นที่แออัดอย่างไร้กำหนด"

ประเด็นการจัดการกับผู้ต้องกักชาวอุยกูร์ของรัฐบาลไทยปรากฏเป็นข่าวอีกครั้งเมื่อวันที่ 27 ก.พ. 2568 เมื่อทางการไทยส่งตัวผู้ต้องกักชาวอุยกูร์จำนวน 40 คนกลับไปยังประเทศจีน

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยืนยันว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นมติของสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) หลังจากรัฐบาลจีนทำหนังสือยืนยันอย่างเป็นทางการว่าจะดูแลความปลอดภัยและให้ญาติมาร่วมต้อนรับ

นายภูมิธรรม เวชยชัย ระบุว่าการส่งตัวเป็นไปตามหลักสากล เพราะไทยไม่สามารถหาประเทศที่สามรับได้ตลอด 11 ปี ขณะที่นายกัณวีร์ สืบแสงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อจากพรรคเป็นธรรมในขณะเผยว่าสหรัฐฯ เคยติดต่อขอรับชาวอุยกูร์ในฐานะผู้ลี้ภัย และมีอย่างน้อย 6-7 ประเทศ รวมถึงมาเลเซีย ที่พร้อมรับตัว

การส่งตัวชาวอุยกูร์กลับจีนในครั้งนี้ได้รับการประณามจากหน่วยงานระหว่างประเทศ นายโวล์คเกอร์ เติร์ก ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ระบุว่าการกระทำของไทยละเมิดหลักการไม่ส่งกลับ (non-refoulement) และความเสี่ยงต่อการถูกทรมาน

ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาได้ออกแถลงการณ์ประณามการผลักดันชาวอุยกูร์กลับจีน โดยระบุว่าเป็นการส่งกลับไปยังประเทศที่ชาวอุยกูร์เคยถูกข่มเหงและละเมิดสิทธิมนุษยชน

วันที่ 27 ก.พ. 2569 ซึ่งเป็นวันครบรอบ 1 ปีที่ทางการไทยส่งตัวชาวอุยกูร์ทั้ง 40 รายกลับนั้น ออกองค์กรผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์ (World Uyghur Congress) ออกแถลงการณ์ ปัจจุบันยังไม่ทราบชะตากรรม ญาติไม่สามารถติดต่อได้ ขณะที่จีนและไทยไม่ให้ข้อมูลที่เชื่อถือได้ และไม่มีการเข้าถึงจากสหประชาชาติ กรณีนี้จึงถูกมองว่าเข้าข่ายการบังคับสูญหาย พร้อมถูกชี้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบการกดขี่อุยกูร์อย่างเป็นระบบ

"WUC เรียกร้องให้รัฐบาลทั่วโลกดำเนินการให้ประเทศไทยต้องรับผิดชอบต่อการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ เรียกร้องให้เปิดให้ UNHCR เข้าถึงกลุ่มบุคคลที่ถูกส่งกลับโดยทันที และกดดันจีนให้เปิดเผยข้อมูลที่สามารถตรวจสอบได้เกี่ยวกับสถานะ สุขภาพ และที่อยู่ของพวกเขา"