"เปิดสเปกเอไอ - ซักปม 'ไชยชนก' รู้จักผู้รับงาน" ถอดประเด็นสำคัญในเวทีรับฟังความคิดเห็นโครงการ TH-AI Passport

.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, ผู้ตอบข้อซักถามหลักในเวทีรับฟังความคิดเห็นประกอบด้วย นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) (คนที่สามจากซ้าย), ผู้แทนจากกลุ่มบริษัทคู่สัญญา (ผู้หญิง) และผู้แทนจากบริษัทไมโครซอฟต์ (คนขวาสุด)
    • Author, นงนภัส พัฒน์แช่ม
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • Published
  • เวลาอ่าน: 10 นาที

หลังจากที่มีข้อถกเถียงจากคนในวงการเทคโนโลยีสารสนเทศหรือไอทีต่อรายละเอียดโครงการยกระดับทักษะด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อคนไทย หรือ TH-AI Passport ที่ดำเนินการโดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในวันนี้ (11 มิ.ย.) กระทรวงดีอีได้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนผู้ที่มีความสนใจในโครงการ พร้อมซักถามข้อมูลที่สังคมยังคงคลางแคลงใจ

เวทีรับฟังความคิดเห็นที่จัดขึ้นเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา มีตัวแทนหลายฝ่ายคอยตอบข้อซักถาม ทั้งนายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี, นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ซึ่งเป็นหน่วยงานเจ้าของโครงการ, ผู้แทนจากกลุ่มบริษัทคู่สัญญา ไปจนถึงผู้แทนจากบริษัทไมโครซอฟต์ ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทเจ้าของเอไอ

ขณะที่นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี ร่วมฟังการตอบข้อซักถามในงานด้วย แต่ไม่ได้เป็นผู้ชี้แจงหลักบนเวที

นี่คือประเด็นสำคัญจากเวทีรับฟังความคิดเห็นที่ใช้ระยะเวลาร่วม 3 ชั่วโมง ประมวลโดยบีบีซีไทย

สเปกเอไอในโครงการ

ผู้แทนกลุ่มบริษัทคู่สัญญา ซึ่งคือ "กิจการร่วมค้าทีเอช" ที่ประกอบไปด้วยบริษัท เทิร์นคีย์ คอมมูนิเคชั่น เซอร์วิส จำกัน (มหาชน) และบริษัท ฮิวแมน อินเทลลิเจนท์ จำกัด ไล่เรียงรายละเอียดต่าง ๆ ของตัวเอไอที่วางแผนจะให้ 5 ล้านสิทธิ์ได้ใช้ไว้ดังนี้

.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, รายการโมเดลเอไอที่ผู้แทนกลุ่มบริษัทคู่สัญญาระบุว่า 5 ล้านสิทธิ์จะได้รับ จากผ่านการเขาไปเรียนในหลักสูตรที่กำหนดไว้ตามเกณฑ์
  • ได้เอไอ 14 ค่าย 31 โมเดล

ผู้แทนกลุ่มบริษัทคู่สัญญา ซึ่งไม่ได้แนะนำชื่อหรือตำแหน่งใด ๆ บนเวทีรับฟังความคิดเห็นในวันนี้ บอกว่าตัวเอไอที่ฝ่ายของเธอในฐานะ "ผู้รับจ้าง" จะจัดหาให้คนไทยกลุ่มเป้าหมายเข้ามาใช้ได้ในแพลตฟอร์มนั้น จะประกอบไปด้วยเอไอจาก "14 ค่าย" รวม "31 โมเดล" ตามรายการที่แสดงบนหน้าจอในงาน

รายการต่าง ๆ ที่ขึ้นบนหน้าจอ ประกอบด้วยโมเดลเอไอที่มีชื่อเสียงหลายตัว อาทิ GPT 5.5 ของโอเพนเอไอ, Gemini 3.1 Pro ของกูเกิล, Claude Opus 4.8 ของแอนโทรปิก ไปจนถึงโมเดลเอไอยอดนิยมของเพอร์เพล็กซิตี, เอ็กซ์, เมตา, ดีพซีค เป็นต้น

  • ตัวเอไอทำอะไรได้บ้าง

ตัวแทนกลุ่มบริษัทคู่สัญญายังเปิดวิดีทัศน์แนะนำบริการที่จะอยู่ในระบบ TH-AI Passport ประกอบไปด้วยฟีเจอร์ที่สามารถสร้างสรรค์สื่อได้หลายรูปแบบ ทั้งการสร้างรูปภาพ, วิดีโอ, เพลง ไปจนถึงสร้างเว็บไซต์ HTML ซึ่งในระบบจะมีฟีเจอร์เปรียบเทียบโมเดลเอไอต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ใช้บริการเลือกได้ว่าจะใช้โมเดลตัวไหน

นอกจากนี้ จะมีฟีเจอร์ "Smart Search" ซึ่งสามารถค้นหาข้อมูลต่าง ๆ พร้อมแนบแหล่งที่มา และมีฟีเจอร์ "Deep Research" สำหรับค้นหาข้อมูลเชิงลึก อีกทั้งยังสามารถบันทึกไฟล์เป็น PDF ได้ และยังมีคำสั่ง (prompt) สำเร็จรูปให้ส่วนหนึ่งเพื่อช่วยในการใช้งาน

อีกทั้งยังมีฟีเจอร์สร้างโฟลเดอร์ให้เอไอจดจำบริบทของโปรเจกต์ต่าง ๆ ได้ และมีฟีเจอร์ "บทสนทนาชั่วคราว" ที่ระบบจะไม่บันทึกไว้ในประวัติการใช้งานอีกด้วย

.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, แบบจำลองระบบ TH-AI Passport ที่มีการเปิดให้ผู้ร่วมงานทดลองใช้
  • เงื่อนไขการใช้งาน

นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี อธิบายไว้ในช่วงต้นของงานว่า โครงการนี้จะกำหนดเงื่อนไขผู้ขอใช้สิทธิ์จะต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปี โดยมีกลุ่มเป้าหมาย 3 กลุ่มคือ นักเรียน/นักศึกษา, บุคลากรภาครัฐ และประชาชนทั่วไป (รวมถึงผู้ประกอบการ SME)

ขณะที่ตัวแทนกลุ่มบริษัทคู่สัญญาอธิบายว่าการเข้าถึงโมเดลเอไอต่าง ๆ ในโครงการ จะแบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ ผู้เริ่มต้น และ ผู้สร้างสรรค์ ซึ่งเมื่อเข้ารับสิทธิ์ในโครงการเป็น "ผู้เริ่มต้น" แล้ว จะต้องใช้เอไอตัวฟรีก่อน และเข้าอบรมเก็บคะแนนให้ได้รวม 100 คะแนน เพื่อให้ได้เลื่อนระดับเป็น "ผู้สร้างสรรค์" ซึ่งจะได้สิทธิ์เข้าถึงเอไอทุกโมเดลในโครงการ

โดยตลอดระยะเวลา 12 เดือนของโครงการ ผู้ใช้บริการจะต้องเข้าไปเรียนรู้หลักสูตรที่กำหนดไว้ให้อยู่ตลอด หากเดือนไหนไม่ได้เรียนรู้หลักสูตรใหม่ ๆ ก็อาจถูกลดระดับกลับไปเป็น "ผู้เริ่มต้น" ได้

.

ที่มาของภาพ, Nongnapat Patcham/BBC Thai

คำบรรยายภาพ, อินโฟกราฟิกแสดงเงื่อนไขการใช้งานโมเดลเอไอที่มีการเปิดในเวทีรับฟังความคิดเห็น

ผู้แทนกลุ่มบริษัทคู่สัญญายังเปิดเผยด้วยว่าหลักสูตรที่เตรียมไว้ให้ประชาชนผู้ร่วมโครงการเข้ามาเรียนรู้เก็บคะแนน มีกว่า 130 หลักสูตร ที่รวมความรู้จากหลายองค์กร ทั้งไมโครซอฟต์, กูเกิล, โอเพนเอไอ ไปจนถึงหลักสูตรตามกรอบการทำงานของยูเนสโก (Unesco Framework) ซึ่งจะมีตั้งแต่หลักสูตรขั้นพื้นฐาน, การใช้เอไอในการทำงานทั่วไป ไปจนถึงการใช้ในภาคธุรกิจต่าง ๆ

คำชี้แจงข้อสงสัยในตัวโครงการก่อนหน้านี้

มีการชี้แจงในหลายประเด็นตั้งแต่ช่วงแรกของงาน ก่อนที่จะเปิดให้ผู้เข้าร่วมงานซักถามในประเด็นอื่น ๆ เพิ่มเติม อาทิ

  • เหตุใดผู้ทำราคากลางมาร่วมประมูลด้วย

ปลัดกระทรวงดีอี ชี้แจงประเด็นนี้ว่า การที่ชื่อบริษัทผู้ได้รับงานซ้ำซ้อนกับบริษัทที่มาร่วมทำราคากลาง เพราะการสืบค้นราคากลางก็ต้องสืบค้นจากผู้ประกอบการในธุรกิจนั้น ๆ อยู่แล้ว

"มันเป็นไปไม่ได้ว่างานนี้ ซึ่งเป็นในลักษณะของกึ่งไอทีหรือดิจิทัล แล้วจะไปสืบราคาจากงานก่อสร้าง ผู้ประกอบการก่อสร้าง ไม่ได้ เพราะฉะนั้นวิธีปฏิบัติ เราก็จะไปสืบค้นจากกลุ่มกิจการที่อยู่ในด้านของเทคโนโลยีหรือดิจิทัล" เขาระบุพร้อมเสริมว่าในการสืบค้น ฝ่ายรัฐก็ต้องพิจารณาผลงานที่ผ่านมาของผู้ที่เคยให้บริการกับกระทรวงหรือส่วนราชการด้วย แล้วจึงสืบค้นราคาจากกลุ่มกิจการนั้น ๆ ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติของทางราชการ

"ไอ้มันจะล็อกสเปกหรือการที่เรียกว่าฮั้วหรือเปล่าอันนี้เราตอบไม่ได้หรอกครับ เพราะว่าเขาก็ไม่ฮั้วต่อหน้าเรา" เขาตอบคำถามพิธีกรในงาน "แต่ประเด็นคือต้องดูผลการประมูล"

ปลัดกระทรวงดีอีระบุว่าในการดำเนินโครงการนี้ มีการสืบค้นราคา "จาก 8 ราย" แต่ในการแข่งขันเสนอราคามีผู้เข้าเสนอราคาแบ่งเป็น 2 กลุ่มกับ 1 ราย ซึ่งผู้เสนอราคาอีกกลุ่มหนึ่งที่ร่วมแข่งขันด้วยก็ไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่มีการสืบค้นราคา

  • ทำไมไม่ดีลตรง

ตัวแทนของบริษัทไมโครซอฟต์ ซึ่งไม่ได้มีการเปิดเผยชื่อและตำแหน่ง ตอบคำถามประเด็นนี้ว่าเป็น "business model" หรือรูปแบบทางธุรกิจของไมโครซอฟต์ ที่ในการจะขายการบริการต่าง ๆ ให้กับภาครัฐ จะเป็นลักษณะของการซื้อ "ผ่านตัวแทนจำหน่ายภายในประเทศเท่านั้น"

เขาอธิบายบริบทของบริษัทไมโครซอฟต์ในโครงการนี้ คือเป็น "ผู้ถูกเลือกโดยผู้ที่ได้รับสัญญา" ให้จัดเตรียมโมเดลเอไอส่วนหนึ่งในโครงการ อาทิ GPT 5.5 และ GPT Image 2

ส่วนสาเหตุที่ไม่อาจทำสัญญาโดยตรงกับภาครัฐได้ เพราะติดเงื่อนไขใน TOR บางข้อ เช่น บทปรับที่ไม่มีเพดานสูงสุด ซึ่งในสัญญาโครงการภาครัฐต่าง ๆ มักมีข้อกำหนดในลักษณะนี้

ขณะที่ปลัดกระทรวงดีอีกล่าวเสริมว่าการจะแบ่งสัญญาโครงการออกเป็นหลายฉบับเพื่อดีลตรงกับผู้ให้บริการเอไอแต่ละเจ้านั้น เป็นเรื่องที่ไม่สามารถทำได้ตามข้อจำกัดของทางราชการ นอกจากนี้ กระทรวงยังต้องการให้มี "ผู้ประมวลผล" ในโครงการเพื่อให้สามารถนำข้อมูลไปต่อยอดได้

.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี ชี้แจงประเด็นที่โครงการไม่ดีลตรงกับบริษัทเข้าของเอไอ เพราะติดข้อจำกัดของราชการ
  • ความสามารถในการรองรับคนเข้าระบบพร้อมกัน (concurrent)

ประเด็นนี้ผู้แทนกลุ่มบริษัทคู่สัญญาระบุว่ามีการออกแบบระบบรองรับการเข้าใช้งานพร้อมกันใน "ช่วงพีค" ซึ่งคำนวณโดยอ้างอิงสถิติการเข้าใช้งานแพลตฟอร์มอื่น ๆ ทั่วไป ที่มักมีผู้เข้าใช้งานจริงต่อวันประมาณ 10-12%

ด้วยฐานการคำนวณเช่นนี้ ทางบริษัทจึงประเมินว่าจำนวนผู้ที่จะเข้ามาใช้งานระบบ TH-AI Passport จริงต่อวันจะอยู่ที่ประมาณ 500,000 – 700,000 คน โดยคาดการณ์ว่าใน "ช่วงพีค" จะมีผู้เข้ามาใช้งานในระบบพร้อมกัน 2,500 TPS (Transaction per second – จำนวนธุรกรรมต่อวินาที) ซึ่งกลุ่มผู้รับจ้างได้เตรียมเผื่อเอาไว้แล้วให้รองรับได้ถึง 5,000 TPS และจะเตรียมแผนสำรองเผื่อในกรณีที่โครงการได้รับความนิยมมากจนอาจมีผู้ใช้งานมากกว่านั้น

การแจกแจงรายละเอียดนี้ เกิดขึ้นหลังจากปลัดกระทรวงดีอีระบุว่ากระทรวงฯ "ได้กำชับกับทางคู่สัญญาแล้วว่า เราไม่สนใจว่าจะ[เป็นช่วงเวลาที่มีผู้ใช้งาน]สูงสุดหรือไม่สูงสุด โครงการนี้ต้องรองรับการใช้งาน 5 ล้านคนได้พร้อมกัน"

  • เปลี่ยนเงื่อนไขให้ "จ่ายเท่าที่ใช้"

ปลัดกระทรวงดีอียังเปิดเผยในเวทีแสดงความคิดเห็นวันนี้ (11 มิ.ย.) ด้วยว่า จากข้อสงสัยต่าง ๆ ที่โครงการนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์นั้น ทำให้เขาได้เจรจากับผู้รับจ้างแล้วว่าจะปรับเปลี่ยนเงื่อนไขของโครงการเป็นให้เบิกจ่ายตามการใช้งานจริง (pay per use) ซึ่งหมายความว่า หากมีผู้เข้าใช้บริการไม่ถึง 5 ล้านสิทธิ์ ภาครัฐก็จะจ่ายให้กับผู้รับจ้างน้อยลง โดยคำนวณตามจำนวนผู้ใช้สิทธิ์ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างหารือในรายละเอียดกับกลุ่มบริษัทคู่สัญญา

ข้อถกเถียงบนเวที

.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, นายธีระชาติ ก่อตระกูล ในฐานะคณะทำงานผู้นำฝ่ายค้านและทีมนโยบายดิจิทัล พรรคประชาชน ซักถามนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี ถึงความสนิทสนมกับผู้รับจ้างโครงการ
  • "ธีระชาติ" ซัก "ไชยชนก" ปมรู้จักผู้รับงานในโครงการ

ช่วงหนึ่งของการถาม-ตอบ นายธีระชาติ ก่อตระกูล คณะทำงานผู้นำฝ่ายค้านและทีมนโยบายดิจิทัลพรรคประชาชนตั้งคำถามไปถึง "รัฐมนตรี" กระทรวงดีอีที่ร่วมรับฟังการแสดงความคิดเห็นในงานว่า "ได้รู้จักเป็นการส่วนตัวกับผู้ที่ได้งานโครงการนี้หรือไม่"

นายไชยชนก ที่ยืนฟังอยู่ข้างเวที ตอบคำถามนี้โดยยอมรับว่าเขา "รู้จัก" กับผู้ได้รับงาน

"ถามว่าผมรู้จักเป็นการส่วนตัวหรือไม่ รู้จักครับ" นายไชยชนกกล่าว "แต่ผมก็รู้จักหลายท่านมากในประเทศนี้นะครับ การที่ผมจะมาทำงาน ผ่านการทำงานในภาคเอกชนมาเยอะ ทำหลายเรื่องมาเยอะ แล้วจะบอกว่าผมต้องไม่รู้จักสักคนเลยที่จะมาชนะการประมูลงานของกระทรวงใด ๆ ก็ตาม ผมว่าอันนั้นคงเป็นไปไม่ได้" เขาอธิบาย แต่ก็เน้นย้ำต่อว่าเขา "ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องในกระบวนการ" จัดซื้อจัดจ้าง เพราะเป็นหน้าที่ของข้าราชการประจำ

ทว่านายธีระชาติยังซักถามต่อไปถึงระดับความสนิทสนม โดยเขาตั้งข้อสังเกตว่ามีผลทำให้ทำผู้รับงานได้เตรียมระบบให้รองรับผู้เข้าใช้งานพร้อมกันสูงถึง 5,000 TPS ซึ่งสูงกว่ามากจากข้อกำหนดในเอกสาร TOR ที่คำนวณออกมาพบว่ากำหนดให้ต้องรองรับได้เพียง 139 TPS หรือไม่ หรือเป็นเพราะในการกำหนด TOR ตั้งแต่แรกมี "ส่วนต่าง" อยู่แล้ว

ประเด็นนี้ ปลัดกระทรวงดีอี เป็นผู้ตอบแย้งว่า "139 ไม่มีอยู่ใน TOR" ทำให้นายธีระชาติโต้ทันทีว่าเป็นตัวเลขที่คำนวณมาจากข้อกำหนดให้รองรับผู้ใช้งาน 500,000 คนต่อชั่วโมง จากนั้นทั้งสองฝ่ายก็ตอบโต้กันไปมา โดยช่วงหนึ่งของการโต้เถียง เช่น

นายพชร: "ผมขอให้ท่านพูดบนข้อเท็จจริง"

นายธีระชาติ: "ข้อเท็จจริงคือ 500,000 concurrent (ผู้เข้าใช้งานพร้อมกัน) ต่อชั่วโมง"

นายพชร: "ขั้นต่ำครับ ท่านอ่านให้หมดครับ... ตอนนี้เราเลยบอกว่าตามที่ท่านได้กรุณามีข้อสังเกตเยอะแยะมากมาย เราก็บอกว่าถ้างั้นเราจะยึดบน TOR เราไม่สนใจแล้ว 5 แสนน่ะ 5 ล้านคนเข้าพร้อมกันก็ต้องใช้ได้"

  • "ธรรม์ธีร์" ตั้งคำถามถึงการเก็บข้อมูลส่วนบุคคล

ประเด็นนี้ถูกตั้งคำถามโดยนายธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ ที่มาในฐานะนักวิชาการ ว่าโครงการนี้มีการเก็บรวบรวมข้อมูลและประมวลผลในไทยทั้งหมดหรือไม่

เขาตั้งคำถามกับผู้แทนจากไมโครซอฟต์ แต่ในขณะนั้นผู้แทนจากไมโครซอฟต์ไม่ได้อยู่ร่วมชี้แจงบนเวทีแล้ว ทำให้ผู้แทนบริษัทคู่สัญญาเป็นฝ่ายตอบคำถามนี้แทน

"จริง ๆ มันเป็นหลักการสากล เพราะว่ามันสมองอยู่ที่ต่างประเทศ เวลาเราส่ง prompt (คำสั่ง) ไปถาม เขาก็จะต้องประมวลผลที่ต่างประเทศแล้วส่งกลับมา" เธออธิบาย

"สิ่งที่เก็บอยู่ในเมืองไทยก็คือ profile (รายละเอียดบัญชี) ของผู้ใช้งาน แล้วก็ chat log (ข้อมูลการสนทนา) คือสิ่งที่เราถามไปและสิ่งที่ได้รับกลับมา"

อย่างไรก็ดี นายธรรม์ธีร์ถามย้ำต่อไปว่า ในการประมวลผลยังต่างประเทศ สุดท้ายแล้วก็ต้องส่งคำถามไปอยู่ดีหรือไม่ เช่นนั้นแล้วจะต่างอะไรกับการที่ผู้ใช้บริการซื้อเอไอ โปรใช้เองที่มีการรวบรวมข้อมูลและประมวลผลในลักษณะเดียวกัน ซึ่งผู้แทนบริษัทคู่สัญญาตอบว่าเป็นเรื่องทางเทคนิค จึงขอเก็บคำถามนี้ไว้แล้วอาจจะตอบในภายหลัง

ทั้งนี้ เรื่องการเก็บข้อมูลการใช้งานในโครงการ ผู้แทนจากบริษัทไมโครซอฟต์ได้ให้ข้อมูลในช่วงต้นของเวทีรับฟังความคิดเห็นโดยยืนยันว่าจะไม่มีการนำข้อมูลที่ผู้ใช้บริการป้อนเข้ามาไปใช้ในการฝึกโมเดลเอไอของไมโครซอฟต์ ขณะที่ผู้แทนบริษัทคู่สัญญาก็ยืนยันว่า ข้อมูลที่ภาครัฐจะเห็น คือภาครวมของการใช้งาน เช่น ใช้เรื่องการศึกษากี่เปอร์เซ็นต์ หรือใช้เรื่องธุรกิจกี่เปอร์เซ็นต์ แต่จะไม่เห็นถึงขึ้นใครใช้คำถามอะไรกับเอไอ

อย่างไรก็ดี ประเด็นนี้ถูกโต้แย้งโดยหนึ่งในผู้ร่วมงานที่แนะนำตัวว่ามาจากสถาบันออกแบบอนาคตประเทศไทยที่อ้างอิงข้อกำหนดหนึ่งใน TOR ซึ่งระบุให้ต้องมีข้อมูลการใช้งานผิดกฎหมาย ผิดวัตถุประสงค์ หรือผิดประเภท หมายความว่าจะต้องเห็นคำสั่ง (prompt) ที่ผู้ใช้บริการป้อนเข้าไปหรือไม่ ซึ่งประเด็นนี้ยังไม่มีคำตอบในเวทีรับฟังความคิดเห็น

  • "การดี" ซักจะเดินหน้าต่อหรือยกเลิกโครงการ

ด้านนางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ตั้งคำถามถึงทิศทางในการดำเนินโครงการนี้ต่อว่าจะเป็นอย่างไร ระหว่างเดินหน้าต่อตามเดิม, เดินหน้าต่อโดยมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงโครงการ หรือยกเลิกโครงการไปเลย ซึ่งปลัดกระทรวงดีอีตอบคำถามโดยระบุว่าตอนนี้เหลืออยู่เพียง 2 ทางเท่านั้น คือเดินต่อแบบปรับปรุงโครงการให้มีความสมบูรณ์มากที่สุด หรือไม่ก็ยกเลิกโครงการ

"ไปต่อแบบเดิมคงไม่ใช่อยู่แล้ว เพราะตอนนี้ยังไงก็ต้องพิจารณาปรับปรุงให้ตามนโยบายท่านรัฐมนตรี เพียงแต่ว่าปรับปรุงได้ขนาดไหนอย่างไรอีกเรื่องหนึ่ง" นายพชรตอบคำถาม

"ถามว่าระดับเจ้าหน้าที่ทุกคนตอนนี้ แม้แต่ตัวคู่สัญญาเอง เดาใจผมก็ว่าอยากให้เลิก แต่ถ้าโครงการนี้เลิกนะครับ บอกได้เลยว่าโครงการลักษณะนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก ไม่ว่าในรัฐบาลไหน" เขาให้ความเห็น

.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, กระทรวงดีอีระบุว่าการรับฟังความคิดเห็นวันนี้ (11 มิ.ย.) เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าร่วมได้

ทั้งนี้ ในกิจกรรมรับฟังความคิดเห็นยังมีอีกหลายข้อเสนอแนะ อาทิ การขอให้มีการเปิดเผยเอกสารสัญญาการดำเนินโครงการ, ขอให้แก้ไขบันทึกแนบท้ายให้ปิดช่องโหว่ต่าง ๆ ให้ได้ประโยชน์สูงสุดและมีความโปร่งใส, ขอให้ออกแบบระบบป้องกันการสวมสิทธิ์เข้าใช้งาน ไปจนถึงมีการตั้งข้อสังเกตเรื่องขอบเขตการใช้งานต่อวันที่วางไว้อาจไม่เพียงพอต่อลักษณะการใช้งานจริง ซึ่งผู้แทนกระทรวงดีอีและกลุ่มบริษัทคู่สัญญารับจะนำบางประเด็นไปพิจารณาต่อ