สาวอังกฤษรณรงค์ผู้ป่วยผ่าตัดลำไส้ใหญ่ไม่ต้องอาย หากใช้ถุงขับถ่ายทางหน้าท้อง

Published
เวลาอ่าน: 2 นาที

มีประชากรราว 1 ใน 500 คนของสหราชอาณาจักร ที่ต้องใช้ถุงขับถ่ายทางหน้าท้อง (stoma bag) ซึ่งเป็นอุปกรณ์เก็บของเสียและอุจจาระจากลำไส้ใหญ่สำหรับผู้ได้รับการผ่าตัดทำทวารเทียม หรือการนำช่องเปิดของลำไส้ใหญ่มาไว้ที่หน้าท้อง

เรื่องนี้อาจสร้างความอับอายให้กับผู้ป่วย โดยบางคนพยายามปกปิดซ่อนถุงขับถ่ายที่น่ารังเกียจไว้ตลอดเวลา แต่นั่นไม่ใช่สองสาวชาวอังกฤษ ไอลิช อีแวนส์ และ ซัมเมอร์ กริฟฟิธส์ ซึ่งพยายามรณรงค์ให้ผู้ป่วยที่รับการผ่าตัดลำไส้ใหญ่ไม่ต้องอาย หากต้องใช้ถุงขับถ่ายทางหน้าท้องในชีวิตประจำวัน

สองสาวซึ่งเป็นเพื่อนสนิทกันต่างป่วยเป็นโรคลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรัง (Ulcerative Colitis - UC) แม้จะอยู่ในวัยเพียงยี่สิบกว่าปีเท่านั้น โดยไอลิชต้องทนทรมานจากอาการปวดท้องและมีปัญหาการขับถ่ายมานานถึง 8 ปี ก่อนจะได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญว่าลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผลอย่างรุนแรง

ไอลิชเล่าว่า "ตั้งแต่อายุ 16 ฉันก็มักจะปวดท้องบ่อย ๆ เวลาไปข้างนอกก็ต้องคอยวางแผนหาห้องน้ำที่อยู่ใกล้เสมอ ถ้าไปเที่ยวกลางคืนก็จะดื่มแอลกอฮอล์สังสรรค์กับเพื่อนไม่ได้เลย เพราะอาการปวดท้องจะรุนแรงขึ้น ฉันจึงเข้าสังคมได้ยากมาก"

"ฉันไปตรวจกับหมอมาหลายคน แต่เพราะยังเด็กเกินกว่าจะเป็นโรคลำไส้แบบคนแก่ พวกเขาเลยคิดว่าฉันแค่ปวดประจำเดือนหรือฮอร์โมนผิดปกติเท่านั้น กว่าจะตรวจพบว่าฉันเป็นอะไรกันแน่ เวลาก็ล่วงเลยไปจนสายเกินแก้เสียแล้ว แผลเป็นที่ผนังลำไส้อักเสบรุนแรง จนอาจแตกออกมาได้ทุกขณะ"

"ฉันไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากผ่าตัดทำทวารเทียมและหันมาใช้ถุงขับถ่ายหน้าท้อง นี่คือสาเหตุที่ฉันอยากจะรณรงค์สร้างความตระหนักแก่คนหนุ่มสาวในเรื่องโรคลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรัง หากคุณรู้ตัวเสียแต่เนิ่น ๆ ก็อาจไม่ต้องผ่าตัดแต่ใช้ยารักษาแทนได้"

อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดทำทวารเทียมที่ว่านี้ไม่ยุ่งยาก โดยแพทย์สามารถผ่าตัดผ่านแผลเปิดขนาดเล็กที่หน้าท้องได้อย่างง่ายดาย ไอลิชเชื่อว่าข้อดีของการผ่าตัดและเปลี่ยนมาใช้ถุงขับถ่ายทางหน้าท้อง มีมากกว่าข้อเสียอย่างชัดเจน

"คุณภาพชีวิตของฉันดีขึ้นมาก ไม่ต้องคอยมองหาห้องน้ำตลอดเวลาอีกต่อไป สามารถกินอาหารที่เคยกินไม่ได้อย่างเช่นข้าวโพดหวาน ข้าวโพดคั่ว เห็ด ลูกเกด ถั่วลิสง และสารพัดสิ่งที่ย่อยยาก"

"เมื่อฉันเริ่มเปิดบัญชีอินสตาแกรมของตัวเอง มีบางคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นเชิงลบ ทำนองว่าฉันไม่มีวันจะมีแฟนกับเขาได้ ซึ่งก็ไม่จริงเลย แต่หลายคนก็เข้ามาแสดงความชื่นชมที่ฉันกล้าเปิดเผย ทำให้พวกเขาได้รับรู้เรื่องราวที่ไม่เคยทราบมาก่อน ทำให้ฉันรู้สึกว่าสิ่งที่ทำลงไปคุ้มค่าอย่างมาก"

การพูดคุยให้ความรู้กับผู้คนผ่านบัญชีอินสตาแกรมนี้เอง ที่ทำให้ไอลิชได้รู้จักกับซัมเมอร์ เพื่อนสนิทคนหนึ่งของเธอในปัจจุบัน

ซัมเมอร์ป่วยด้วยโรคลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรังเช่นกัน เธอมีเลือดออกขณะถ่ายอุจจาระ และเคยปวดท้องจนต้องไปเข้าห้องน้ำถึงวันละ 30 ครั้ง ขณะกำลังศึกษาในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งที่เมืองนิวคาสเซิล

หลังจากต้องหยุดเรียนเพราะอาการป่วยถึง 1 ปี ในที่สุดซัมเมอร์ได้ตัดสินใจเข้ารับการผ่าตัดรักษา โดยก่อนหน้านั้นเธอได้พูดคุยปรึกษากับไอลิช ซึ่งก็ช่วยสร้างความมั่นใจและช่วยให้เธอคลายกังวลกับชีวิตหลังการผ่าตัดที่ต้องใช้ถุงขับถ่ายทางหน้าท้องลงอย่างมาก

ซัมเมอร์เล่าถึงประสบการณ์หลังผ่าตัดว่า "ฉันพบว่ามันไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิดไว้ ฉันรู้สึกเป็นอิสระมากขึ้น ไม่ต้องคอยกังวลเรื่องหาห้องน้ำ สวมกางเกงยีนส์ได้เป็นครั้งแรกในรอบสองปีโดยไม่รู้สึกอึดอัด กินดื่มตามใจชอบได้มากขึ้น"

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร International Journal of Chronic Disease เมื่อปี 2020 พบว่าคนหนุ่มสาวมักอับอายและรู้สึกว่าถูกสังคมตีตรา เมื่อพวกเขาล้มป่วยด้วยโรคลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรัง แต่ไอลิชและซัมเมอร์กลับพยายามชี้ให้คนกลุ่มนี้เห็นว่า การเปิดเผยตัวเองและตรงไปตรงมากับสิ่งที่เป็นอยู่จะเป็นการดีที่สุด

ตอนนี้ซัมเมอร์เปิดบัญชีอินสตาแกรมของเธอเอง เพื่อบอกเล่าประสบการณ์และส่งเสริมให้คนวัยเดียวกันได้ตระหนักว่า การรักษาโรคลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรังและการใช้ถุงขับถ่ายทางหน้าท้อง ไม่ได้เป็นอุปสรรคขัดขวางการใช้ชีวิตปกติแบบวัยรุ่นทั่วไปแต่อย่างใด

"มันดีจริง ๆ ที่เราทำให้พวกเขาเบาใจขึ้นได้ เหมือนกับที่ไอลิชช่วยสร้างความมั่นใจให้กับฉันมาก่อน" ซัมเมอร์กล่าว

โรคลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรังคืออะไร

  • มีการอักเสบรวมทั้งเกิดบาดแผลที่เยื่อบุผนังลำไส้ใหญ่และทวารหนัก
  • มีอาการถ่ายท้อง ปวดเกร็งในท้อง อุจจาระมีเลือดและเมือกปน อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด
  • เป็นหนึ่งในสองรูปแบบของโรคลำไส้อักเสบ IBD โดยอีกรูปแบบหนึ่งคือโรคโครห์น (Crohn's disease)
  • นักวิจัยเชื่อว่าสาเหตุอาจมาจากพันธุกรรม สารกระตุ้นในสิ่งแวดล้อม และการตอบสนองที่ผิดปกติของภูมิคุ้มกัน
  • ผู้ป่วย 15 คน ในจำนวน 100 คน อาจต้องรับการผ่าตัด หลังการวินิจฉัยโรคผ่านไปราว 10 ปี