You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
ปัญญาประดิษฐ์ : ที่คาดหัวอัจฉริยะที่วัดคลื่นไฟฟ้าสมองได้ จะช่วยให้เรามีสมาธิดีขึ้นได้ไหม
เอ็มมา เบาเมิร์ต บอกว่าเธอรู้สึกว่าตัวเองดูตลกเมื่อลองใส่ที่คาดหัวที่มีระบบเทคโนโลยีขั้นสูงครั้งแรก "แต่ฉันก็รู้สึกว่ามันทำให้ดูเท่ด้วยเพราะฉันเป็นคนเนิร์ด ๆ"
หญิงวัย 24 ปีจากรัฐอิลลินอยส์ผู้นี้เป็นส่วนหนึ่งของทีมพัฒนานักกีฬาเลื่อนหิมะ (Bobsled/Skeleton) ทีมชาติสหรัฐอเมริกา
เธอเป็นทั้งครูฝึกสอนนักยกน้ำหนัก และก็เพิ่งได้ปริญญาโทด้านสรีรวิทยาด้านการออกกำลังกายมา
ที่คาดหัวที่เธอใส่อยู่คือเครื่องตรวจวัดคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG - electroencephalogram) ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในหมู่นักกีฬา เมื่อสมองกำลังเผชิญความเครียด มันจะส่งคลื่นไฟฟ้าหรือสัญญาณมา ผู้คิดค้นบอกว่าเมื่อทำสมาธิควบคู่ไปด้วย อุปกรณ์นี้จะช่วยฝึกให้ผู้ใส่รู้สึกสงบขึ้นได้ และก็ช่วยให้นักกีฬาทำผลงานได้ดีขึ้น
แต่อุปกรณ์แบบนี้ซึ่งแพทย์ใช้ทดสอบอาการอย่างโรคลมชักและโรคหลอดเลือดสมองอยู่แล้ว จะสามารถช่วยให้คนทั่วไปหายเครียดได้จริงหรือ
เอ็มมาบอกว่าเธอเคยลองใส่ที่คาดหัวชื่อโฟกัสคาล์ม "FocusCalm" เมื่อสองปีที่แล้ว และหลังจากนั้นก็อยากค้นหาเพิ่มว่ามันจะช่วยได้จริงหรือ
ดังนั้นเธอจึงได้ตัดสินใจติดต่อบริษัทผู้ผลิตชื่อเบรนโค "BrainCo." และด้วยความที่เธอมีความรู้จากที่เรียนมาสมัยมหาวิทยาลัย และมีประสบการณ์ด้านกีฬายกน้ำหนักและกีฬาฤดูหนาว บริษัทนี้จึงจ้างเธอมาเป็นนักวิจัยอยู่ช่วงหนึ่งเมื่อปี 2020 และก็อีกครั้งเมื่อต้นปีนี้
เอ็มมาบอกว่าผลิตภัณฑ์นี้ใช้ได้ผลจริง เพราะมันทำให้เธอเห็นภาพและเรียนรู้ที่จะควบคุมตัวเองได้ดีขึ้น และรู้ว่าต้องฝึกฝนอย่างไรเพื่อจะทำให้ร่างกายอยู่ในสภาพผ่อนคลายมากขึ้นแต่ร่างกายก็ยังมีพลังที่จะออกแรงได้มากอยู่
แม็กซ์ นิวลอน ประธานบริษัทเบรนโค อธิบายว่า ที่คาดหัวนี้ใช้อัลกอริทึมของระบบปัญญาประดิษฐ์ในการสังเกต "ข้อมูล" ในคลื่นสมองของคน 1,250 "จุด" ด้วยกัน จากนั้น ระบบซึ่งเชื่อมกับแอปพลิเคชันมือถือจะบอกว่าคน ๆ นั้นกำลังรู้สึกสงบแค่ไหนจาก 1-100 แต้ม โดยคะแนน 100 คือถือว่าสงบที่สุด
โดยเฉลี่ยแล้ว ระดับความสงบนิ่งของคนทั่วไปอยู่ที่ราว 50
เขาบอกว่าเครื่องนี้ไปจับสัญญาณอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ส่งสัญญาณอะไรเข้าไปในสมองคนเรา
แม็กซ์ ซึ่งเริ่มคิดค้นเทคโนโลยีนี้เมื่อปี 2015 บอกว่า เขาเอาเครื่องนี้ไปทดลองในสถานการณ์หลากหลาย อาทิ ตอนที่คนคนนั้นกำลังใช้เวลาอยู่กับครอบครัว "เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับตัวพวกเขา และดูว่าอะไรที่ทำให้พวกเขามีสมาธิและสงบ"
อินเทอร์แรคซอน (InteraXon) เป็นอีกบริษัทที่พัฒนาที่คาดหัวอัจฉริยะ โดยผลิตภัณฑ์ตัวแรกคือ เดอะ มิวส์ (the Muse) จากเมื่อปี 2014
อุปกรณ์นั้นถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้คุณรู้สึกสงบขึ้น และก็ช่วยในการทำสมาธิและให้หลับดีขึ้น
นอกจากนี้ยังบันทึกอัตราการเต้นของหัวใจ การหายใจ และก็ท่าทางของร่างกาย
เดเร็ก ลุค ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ InteraXon บอกว่าลูกค้าของบริษัทพยายามกับจัดการกับปัญหาในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นความเครียดหรือความวิตกกังวล หรือไม่ก็พยายามจะพัฒนาสมรรถภาพตัวเอง อาทิ การแข่งขันกีฬาบางอย่างให้ดีขึ้น
แต่ ดร.นาโอมิ เมอร์ฟีย์ นักจิตวิทยาจากสหราชอาณาจักรบอกว่าเธอยังเคลือบแคลงเรื่องการให้คนทั่วไปใช้อุปกรณ์นี้
เธอบอกว่าที่คาดหัวแบบนี้อาจทำให้เกิดมาตรฐานขึ้นมาว่าสภาวะสมองของคนทั่วไปโดยเฉลี่ยควรเป็นอย่างไร และเมื่อคนลองใช้เครื่องนี้แล้วก็อาจจะรู้สึกมีแรงกระตุ้นมากหรือน้อยเกินไปเพราะพวกเขารู้สึกว่าสภาวะสมองตัวเองไม่ได้อยู่ในระดับ "ค่าเฉลี่ย" เหมือนคนทั่วไป
ดร.นาโอมิ บอกว่า การใช้มาตรวัดแบบนี้อาจเป็นประโยชน์สำหรับบางคน แต่มันอาจทำให้คนที่ติดในการใช้เทคโนโลยีแบบนี้ยิ่งรู้สึกเปราะบางและวิตกกังวลเข้าไปใหญ่
ในทางเดียวกัน ศาสตราจารย์ซานดรา วอชเทอร์ จากผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ตั้งคำถามว่าจริง ๆ แล้วเราอาจจะไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องตรวจวัดคลื่นไฟฟ้าสมองในการทำให้คนเครียดน้อยลง
เธอบอกว่า การฝึกจิตให้มีสมาธิเป็นหนึ่งในเรื่องที่เธอคิดว่าปัญญาประดิษฐ์ไม่สามารถเข้าไปช่วยได้มาก โดยยกตัวอย่างว่าวิธีการฝึกแบบศาสนาพุทธและฮินดูดีกว่า
"นอกจากนี้แล้ว ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า "ความผ่อนคลายในอุดมคติ" และ "ระดับคะแนนความเครียดที่จัดว่าเป็นปัญหา" เพราะ[ความเครียดของ]คนเราไม่เหมือนกัน"
อย่างไรก็ดี ดร.สตีฟ ออลเดอร์ แพทย์ด้านประสาทวิทยาในสหราชอาณาจักร สนับสนุนให้คนทั่วไปเข้าถึงผลิตภัณฑ์นี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่นักกีฬา
เขาบอกว่า การฝึกฝนทางจิตแบบไหนก็ตามน่าจะช่วยให้นักกีฬาทำผลงานได้ดีขึ้น และการใช้เครื่องมือที่สามารถวัดผลตอบรับของอวัยวะร่างกายจากการฝึกนั้น ๆ ก็มีแนวโน้มจะช่วยเรื่องการควบคุมทางจิตของแต่ละคนได้
กลับมาที่สหรัฐฯ เอ็มมาบอกว่า แม้ว่าที่คาดหัวแบบนี้ช่วยได้จริง แต่นักกีฬาไม่ควรมองมันว่าเป็นสิ่งวิเศษ
"ต้องเอาสิ่งที่คุณเรียนรู้มา[จากเครื่องมือนี้] แล้วก็นำมันไปปฏิบัติซะ"