โควิด-19 : งานวิจัยในฝรั่งเศสพบสาเหตุอาการ “นิ้วเท้าโควิด”ในผู้ป่วย

Published

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าได้ค้นพบสาเหตุว่าทำไมผู้ป่วยโควิด-19 บางคนจึงมีรอยโรคคล้ายอาการ "ชิลเบลน" (chilblain) ซึ่งนิ้วเท้า หรือแม้แต่นิ้วมือจะมีรอยผื่นแดง ที่อาจสร้างความเจ็บปวดและคันได้

นักวิทยาศาสตร์เรียกอาการนี้ว่า "นิ้วเท้าโควิด"(Covid toe) ซึ่งดูเหมือนจะเป็นผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นเมื่อร่างกายพยายามต่อสู้กับเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

ผลงานวิจัยนี้ตีพิมพ์ในวารสาร British Journal of Dermatology ซึ่งทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยปารีส ในฝรั่งเศส ระบุว่า สามารถบ่งชี้ถึงตำแหน่งในระบบภูมิคุ้มกันที่ดูเหมือนจะก่อให้เกิดอาการนี้ และหวังว่าการค้นพบนี้จะมีประโยชน์ในการรักษาเพื่อบรรเทาอาการ "นิ้วเท้าโควิด"ให้แก่ผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น

"นิ้วเท้าโควิด"คืออะไร

อาการนี้อาจเกิดขึ้นได้กับผู้ป่วยโควิดทุกวัย แต่จะพบในเด็กและวัยรุ่นมากกว่า

สำหรับบางคนอาจไม่มีอาการเจ็บปวดใด ๆ แต่รอยผื่นแดงนี้ก็อาจสร้างความเจ็บปวดรุนแรงและคัน โดยอาจมีอาการคล้ายแผลพุพองและบวม

โซเฟีย อายุ 13 ปี จากสกอตแลนด์แทบจะไม่สามารถเดิน หรือสวมรองเท้าได้ตอนที่เธอมีอาการ "นิ้วเท้าโควิด"เมื่อต้นปีนี้ เธอเล่าให้บีบีซีฟังว่า ต้องนั่งรถเข็นเวลาที่ต้องเดินเป็นระยะทางไกล

โดยบริเวณผิวหนังที่เกิดปัญหา ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นนิ้วเท้า แต่ก็อาจพบเกิดขึ้นตามนิ้วมือด้วยบางครั้ง อาจมีสีแดงหรือม่วง ผู้ป่วยบางคนจะมีตุ่มคล้ายแผลพุพอง หรือผิวขรุขระที่มีความเจ็บปวด ซึ่งอาจมีน้ำหนองด้วย

บางคนอาจมีอาการอยู่นานหลายเดือน ส่วนคนอื่นอาจมีเพียงไม่กี่สัปดาห์

บ่อยครั้งยังพบว่า ผู้มีอาการ "นิ้วเท้าโควิด"จะไม่แสดงอาการของโรคโควิดทั่วไป เช่น ไอต่อเนื่อง มีไข้สูง หรือสูญเสียการรับกลิ่นและรสชาติ

เกิดขึ้นได้อย่างไร

งานวิจัยล่าสุดนี้ได้วิเคราะห์ผลตรวจผิวหนังและเลือดของผู้ป่วย โดยพบหลักฐานบ่งชี้ระบบภูมิคุ้มกัน 2 ส่วนที่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการ "นิ้วเท้าโควิด"ซึ่งทั้ง 2 ส่วนมีความเกี่ยวข้องกับกลไกในร่างกายที่ใช้ในการต่อสู้กับไวรัสโคโรนา

ส่วนแรกคือสารโปรตีนต้านไวรัส ที่เรียกว่า "อินเตอร์เฟอรอน ชนิดที่ 1" (type 1 interferon) อีกส่วนเป็นสารภูมิต้านทาน หรือ แอนติบอดี ที่เกิดการเข้าใจผิด แล้วโจมตีเซลล์และเนื้อเยื่อในร่างกายตัวเอง ไม่ใช่แค่เชื้อไวรัสที่บุกรุกเข้ามา

ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยปารีส ระบุว่า เซลล์เยื่อบุหลอดเลือดขนาดเล็กที่ส่งเลือดไปเลี้ยงบริเวณที่เกิด "นิ้วเท้าโควิด" ก็มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน

ทีมวิจัยได้ศึกษาอาสาสมัคร 50 คนที่ต้องสงสัยว่ามีอาการ "นิ้วเท้าโควิด" เมื่อฤดูใบไม้ผลิ (ประมาณเดือน มี.ค. ถึง มิ.ย.) ของปี 2020 รวมทั้งผู้มีรอยโรคคล้าย "ชิลเบลน" ที่ไม่ได้เกี่ยวกับโควิด เพราะเป็นก่อนที่การระบาดใหญ่จะเกิดขึ้น

นักวิจัยหวังว่า จะช่วยให้คนไข้และแพทย์มีความเข้าใจเกี่ยวกับอาการนี้มากขึ้น

นพ.อีวาน บริสโตว์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาเท้า กล่าวว่า สำหรับคนส่วนใหญ่ อาการ "นิ้วเท้าโควิด"มักหายได้เอง แต่บางคนอาจต้องได้รับการรักษาด้วยครีมหรือยาชนิดอื่น

"การยืนยันสาเหตุ [ที่ทำให้เกิดนิ้วเท้าโควิด] จะช่วยพัฒนาการรักษารูปแบบใหม่เพื่อจัดการโรคได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น" เขากล่าว

พญ.เวโรนิก บาติลล์ แพทย์โรคผิวหนัง และโฆษกมูลนิธิผิวหนังแห่งอังกฤษ ระบุว่า อาการนิ้วเท้าโควิดพบได้บ่อยมากในช่วงที่โควิดระบาดแรก ๆ แต่เริ่มพบน้อยลงในการระบาดระลอกปัจจุบันของโควิดสายพันธุ์เดลตา

นี่อาจเป็นเพราะมีผู้ได้รับวัคซีนต้านโควิดเพิ่มขึ้น หรือคนมีภูมิต้านทานโควิดจากการติดเชื้อมาก่อนหน้านี้

เธอชี้ว่า ปัญหาโรคผิวหนังที่เกี่ยวข้องกับโควิดอาจปรากฏอยู่เป็นระยะเวลาหนึ่งหลังการติดเชื้อโรคโควิดแบบเฉียบพลัน และในกลุ่มผู้ติดเชื้อที่ไม่แสดงอาการอื่น ดังนั้นจึงทำให้บางครั้งแพทย์ไม่ได้เชื่อมโยงอาการนี้กับโรคโควิด

ก่อนหน้านี้ เว็บไซต์ของ รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย อ้างอิงข้อมูลของ ศ.ดร.นพ.ประวิตร อัศวานนท์ เมื่อ 6 ก.ค. 2563 ว่า ในหลายประเทศพบผู้ป่วยโควิด-19 มีผื่นขึ้นที่เท้าหรือนิ้วเท้า (Covid toe) โดยมีลักษณะเฉพาะเป็นตุ่มหรือ ผื่นแดง ลักษณะคล้ายตาข่ายหรือเส้นใยเล็ก ๆ ขึ้นที่เท้า หรือบริเวณผิวหนังส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย มักพบในกลุ่มผู้ป่วยที่ยังไม่แสดงอาการใด ๆ หรือแสดงอาการน้อยมาก รวมถึงบางรายอาจมีอาการทางเดินหายใจเกิดขึ้นก่อนหรือหลังจากเกิดผื่นดังกล่ว ลักษณะอาการทางผิวหนังสามารถอธิบายได้ว่า ผู้ป่วยมีความผิดปกติของเส้นเลือดหรือเม็ดเลือดเอง อย่างไรก็ดี ผื่น Covid toe พบได้น้อยในประเทศเขตร้อน

อาการที่พบคือ มีผื่นแดงลักษณะคล้ายตาข่ายหรือเส้นใยเล็ก ๆ มีจุดเลือดออก มีผื่นบวมแดงคล้ายโรคลมพิษ บางรายอาจมีลักษณะกลุ่มของตุ่มน้ำคล้ายโรคสุกใส เกิดอาการฉับพลัน ร่วมกับอาการมีไข้ ไอ จาม และระบบทางเดินหายใจอื่น ๆ หากพบอาการผิดปกติทางผิวหนัง รวบกับอาการไข้ ไอ หรืออาการทางระบบหายใจอื่น ๆ ควรรีบมาพบแพทย์