You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
ชาวปาเลสไตน์ระบุ ท่าทีของสหรัฐฯ ต่อเรื่องการตั้งถิ่นฐานของชาวอิสราเอล เป็น 'การรับรองกฎแห่งป่า'
ชาวปาเลสไตน์ประณามการตัดสินใจของสหรัฐฯ ที่ละทิ้งจุดยืนที่ยึดมั่นมานาน 40 ปี ว่า การตั้งถิ่นฐานของชาวยิวในเขตเวสต์แบงก์ที่ถูกยึดครอง ไม่สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ
ซาเอ็บ เอราคัต หัวหน้าผู้เจรจากล่าวว่า การทำเช่นนี้เป็นความเสี่ยงที่จะนำ "กฎแห่งป่า" มาใช้แทนกฎหมายระหว่างประเทศ
แต่นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ยกย่องท่าทีของสหรัฐฯ โดยระบุว่า สหรัฐฯ "ได้แก้ข้อผิดพลาดทางประวัติศาสตร์ให้ถูกต้อง"
แต่สหประชาชาติเห็นว่า การตั้งถิ่นฐานของชาวยิวเป็นเรื่องผิดกฎหมายภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ
การตั้งถิ่นฐานของอิสราเอลในดินแดนที่อิสราเอลยึดครองมาจากสงครามตะวันออกกลางปี 1967 และกลายเป็นสาเหตุของข้อพิพาทระหว่างอิสราเอล ประชาคมโลก และปาเลสไตน์ มาเป็นเวลานาน
วันที่ 18 พ.ย. นายไมก์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่า "การตั้งถิ่นฐานของพลเรือนอิสราเอลโดยตัวของมันเองไม่ได้ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ" เขากล่าวเพิ่มเติมว่า สถานะของเวสต์แบงก์ คือ "เรื่องที่ชาวอิสราเอลและปาเลสไตน์ต้องเจรจากัน"
ท่าทีของสหรัฐฯ ถูกมองว่าเป็นชัยชนะของนายเนทันยาฮู ซึ่งรับปากว่าจะใช้อธิปไตยของอิสราเอลเหนือการตั้งถิ่นฐานทุกแห่งของอิสราเอล รวมถึงที่หุบเขาจอร์แดนและทะเลสาบเดดซีทางตอนเหนือ
ปาเลสไตน์ว่าอย่างไร
ชาวปาเลสไตน์เรียกร้องการรื้อถอนการตั้งถิ่นฐานซึ่งมีชาวยิวอาศัยอยู่ราว 600,000 คน มาเป็นเวลานานแล้ว โดยระบุว่า การที่ชาวยิวมาอยู่ในดินแดนที่พวกเขาต้องการใช้ก่อตั้งรัฐปาเลสไตน์อิสระในอนาคต ทำให้โอกาสที่จะทำให้รัฐปาเลสไตน์เกิดขึ้นจริงแทบเป็นไปไม่ได้
นายเอราคัต กล่าวว่า "การตั้งถิ่นฐานสมัยอาณานิคมของชาวอิสราเอลในดินแดนที่ชาวปาเลสไตน์อาศัยอยู่ รวมถึงเยรูซาเลมตะวันออก ไม่ได้ผิดกฎหมายภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นอาชญากรรมสงครามด้วย"
"เมื่อรัฐบาลทรัมป์ตัดสินใจที่จะละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ... เรื่องนี้จะทำให้เกิดความเสี่ยงสูงต่อความมั่นคงและสันติภาพระหว่างประเทศ"
นาบิล อาบู รูเดนา โฆษกของประธานาธิบดีมาห์มูด อับบาส ของปาเลสไตน์ กล่าวว่า "สหรัฐฯ ไม่มีคุณสมบัติ และไม่มีอำนาจในการคัดค้านมติที่ชอบด้วยกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่มีสิทธิที่จะมอบความชอบธรรมใด ๆ ให้อิสราเอลตั้งถิ่นฐาน"
กลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ได้แสดงความเห็นในเรื่องนี้เช่นกัน โดยเรียกการกระทำนี้ว่า เป็นการขุดหลุมฝังกระบวนการสันติภาพออสโล ซึ่งเป็นการวางรากฐานสำหรับการปกครองตัวเองของชาวปาเลสไตน์ในเขตเวสต์แบงก์ เยรูซาเลมตะวันออก และฉนวนกาซา และยังเรียกร้องให้เพิ่มการต่อต้านการร่วมมือกับอิสราเอลด้วย
ในปี 2017 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยอมรับว่าเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงของอิสราเอล และสั่งให้ย้ายสถานทูตสหรัฐฯ จากเทลอาวีฟมายังเยรูซาเลม ชาวปาเลสไตน์ซึ่งต้องการใช้เยรูซาเลมตะวันออกเป็นเมืองหลวงในอนาคตของรัฐปาเลสไตน์ ได้ประณามการตัดสินใจดังกล่าว และที่ประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติได้เรียกร้องให้สหรัฐฯ ยกเลิกการตัดสินใจเช่นนั้น
ในปีนี้ นายทรัมป์ได้ยอมรับอำนาจอธิปไตยของอิสราเอลเหนือที่ราบสูงโกลันที่อิสราเอลยึดครองอยู่ หลังยึดมาจากซีเรียในสงครามปี 1967
การประกาศของนายปอมเปโอ เกิดขึ้น 2 วัน ก่อนจะถึงเส้นตายการจัดตั้งรัฐบาลผสมของนายเบนนี แกนตซ์ คู่แข่งทางการเมืองของนายเนทันยาฮู หลังจากไม่มีผู้ชนะอย่างเด็ดขาดในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา นายแกนตซ์ ได้รับโอกาสนี้ หลังจากที่นายเนทันยาฮูไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลผสมได้สำเร็จ
ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา กระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ได้แจ้งเตือนชาวอเมริกันที่มีแผนเดินทางไปเยรูซาเลม เวสต์แบงก์หรือกาซา ว่า "ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับถ้อยแถลงของรัฐมนตรีต่างประเทศ อาจโจมตีสถานที่ กิจการและพลเมืองของสหรัฐฯ ได้"
ท่าทีของอิสราเอล
นายเนทันยาฮูกล่าวชมเชยการกระทำของสหรัฐฯ พร้อมกับกล่าวว่า ศาลอิสราเอล "เป็นสถานที่ที่เหมาะสม" ในการตัดสินความชอบด้วยกฎหมายของการตั้งถิ่นฐาน "ไม่ใช่หน่วยงานระหว่างประเทศที่มีอคติ และไม่สนใจประวัติศาสตร์ หรือข้อเท็จจริง"
เขากล่าวว่า "อิสราเอลยังคงพร้อมและเต็มใจที่จะเจรจาสันติภาพกับปาเลสไตน์ เกี่ยวกับปัญหาเรื่องสถานะสุดท้าย เพื่อพยายามทำให้เกิดสันติภาพที่ยั่งยืน แต่จะปฏิเสธข้อโต้แย้งทุกอย่างเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของการตั้งถิ่นฐาน"
แม้ว่า สำนักงานสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติจะยืนยันจุดยืนที่ว่า การตั้งถิ่นฐานดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยระบุว่าการเปลี่ยนแปลง "ของรัฐหนึ่งต้องไม่แก้ไขดัดแปลงกฎหมายระหว่างประเทศที่มีอยู่แล้ว และการตีความกฎหมายนั้นโดยศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ และคณะมนตรีความมั่นคง [แห่งสหประชาชาติ]"
เฟเดริกา โมเกรินี หัวหน้านโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรป กล่าวว่า จุดยืนของสหภาพยุโรปคือ "การดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับการตั้งถิ่นฐานล้วนขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ และมันจะบ่อนทำลายทางแก้ปัญหาสองรัฐ รวมทั้งปิดโอกาสที่จะมีสันติภาพอย่างยั่งยืน"
นายอายแมน ซาฟาดี รัฐมนตรีต่างประเทศของจอร์แดน ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องการดูแลสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในเยรูซาเลม ที่ชาวมุสลิมเรียกว่า อัล-ฮารัม อัล-ชารีฟ (วิหารศักดิ์สิทธิ์) และชาวยิวเรียกว่าเนินพระวิหาร กล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงจะ "ฆ่า" ทางแก้สองรัฐ และเรียกการตั้งถิ่นฐานว่า "การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างโจ่งแจ้ง"
2 ปีก่อน นายทรัมป์ รับปากว่า จะ "ทำข้อตกลงแห่งศตวรรษ" เพื่อยุติความขัดแย้งที่สร้างขึ้นโดย จาเร็ด คุชเนอร์ บุตรเขยและที่ปรึกษาอาวุโสของเขา แต่นอกจากแผนการอันทะเยอทะยานในการลงทุนในพื้นที่ของชาวปาเลสไตน์และประเทศอาหรับแล้ว ก็แทบไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดใด ๆ ต่อประชาชน"
อิสราเอลได้ใจ ปาเลสไตน์ผิดหวัง
บทวิเคราะห์โดย บาร์บารา เพล็ตต์-อัชเชอร์ ผู้สื่อข่าวตะวันออกกลาง
นายไมก์ ปอมเปโอ กล่าวว่า การตัดสินใจดังกล่าว จะทำให้เกิดพื้นที่ทางการเมืองในการหาทางออกของความขัดแย้งได้มากขึ้น แต่ทางออกในขณะนี้ ดูเหมือนจะอยู่ภายใต้เงื่อนไขของอิสราเอล เพราะเป็นฝ่ายที่แข็งแกร่งกว่าจนถึงปัจจุบัน
การไม่สนใจการห้ามตั้งถิ่นฐานของชาวยิวตามกฎหมายระหว่างประเทศ จะทำลายกรอบการทำงานตามกฎหมายเพื่อกระบวนการสันติภาพ รวมถึงแนวคิดเรื่องสิทธิแห่งชาติของชาวปาเลสไตน์และหลักการในการปกครองตัวเอง
นอกจากนี้ก็จะเป็นการกระตุ้นให้ขยายและผนวกรวมการตั้งถิ่นฐานของชาวยิวด้วย โดยนับตั้งแต่นายทรัมป์เข้ามารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็มีการวางแผนและการก่อสร้างการตั้งถิ่นฐานของชาวยิวเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก
ชาวปาเลสไตน์จะผิดหวัง แม้ว่าไม่ใช่เรื่องที่น่าประหลาดใจ นักวิเคราะห์ชาวปาเลสไตน์ให้ความเห็นกับเราว่า การขยายตัวของการตั้งถิ่นฐานของชาวยิว ได้ทำลายโอกาสในการเกิดทางแก้สองรัฐไปเรียบร้อยแล้ว สำหรับพวกเขาแล้ว นี่คือสงครามแย่งชิงตำแหน่งที่ตั้ง และการใช้ชีวิตอยู่ในดินแดนนั้นและดำเนินชีวิตต่อไป ก็นับว่าเป็นการต่อสู้โดยอหิงสาอย่างหนึ่ง
จุดยืนของสหรัฐฯ ก่อนหน้านี้คืออะไร
ในปี 1978 รัฐบาลของนายคาร์เตอร์ สรุปว่า การตั้งถิ่นฐานของพลเรือนเป็นการขัดแย้งกับกฎหมายระหว่างประเทศ ต่อมาในปี 1981 ประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน ไม่เห็นด้วยกับข้อสรุปดังกล่าว โดยระบุว่าเขาไม่เชื่อว่า การตั้งถิ่นฐานนั้นเป็นเรื่องผิดกฎหมายจริง ๆ
นับจากนั้น สหรัฐฯ ก็เรียกการตั้งถิ่นฐานของชาวยิวว่า "ไม่ชอบธรรม" แม้ว่าจะ "ไม่ผิดกฎหมาย" นอกจากนี้ยังปกป้องอิสราเอลจากมติประณามในเรื่องดังกล่าวของสหประชาติด้วย
อย่างไรก็ตาม หนึ่งในกฎหมายฉบับท้าย ๆ ของรัฐบาลโอบามา ในช่วงสิ้นปี 2016 ได้ทำผิดไปจากแนวปฏิบัติเดิมของสหรัฐฯ ด้วยการไม่ลงมติวีโต้มติสหประชาชาติที่เรียกร้องให้ยุติการตั้งถิ่นฐานของชาวอิสราเอลอย่างผิดกฎหมาย
รัฐบาลของนายทรัมป์ มีความอดทนอดกลั้นต่อการดำเนินการตั้งถิ่นฐานของชาวยิวมากกว่ารัฐบาลของนายโอบามา นายปอมเปโอกล่าว่า รัฐบาลทรัมป์ได้ศึกษาการอภิปรายจากทั้งสองฝ่ายแล้ว และเห็นด้วยกับนายเรแกน
การตั้งถิ่นฐานผิดกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่
ประชาคมโลกส่วนใหญ่ รวมถึงสหประชาชาติและศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ระบุว่า การตั้งถิ่นฐานผิดกฎหมาย หลักการของเรื่องนี้มาจากอนุสัญญาเจนีวาฉบับที่ 4 ปี 1949 ซึ่งห้ามใช้อำนาจจากการเข้าไปยึดครองในการโอนย้ายคนเข้าไปในดินแดนที่ถูกยึดครอง
อย่างไรก็ตาม อิสราเอลอ้างว่าอนุสัญญาเจนีวาฉบับที่ 4 ไม่ได้มีผลตามกฎหมายต่อเขตเวสต์แบงก์ เพราะดินแดนดังกล่าวตามหลักการแล้วไม่ได้ถูกยึดครองอยู่
อิสราเอลยืนยันว่าส่งคนเข้าไปอยู่ที่นั่นได้ตามกฎหมาย เพราะเป็นผลมาจากการทำสงครามป้องกันตัวเอง และไม่ได้ควบคุมเขตเวสต์แบงก์จากอำนาจอธิปไตยที่ชอบธรรม นอกจากนี้ยังระบุว่า สิทธิ์ตามกฎหมายในการตั้งถิ่นฐานของชาวยิวที่นั่น ได้รับการยอมรับจาก คำสั่งเรื่องปาเลสไตน์ของสันนิบาตชาติในปี 1922 ซึ่งได้รับการรักษาไว้ภายใต้ธรรมนูญของสหประชาชาติ