You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
โกยกำไร 63 ล้านบาท หนุ่มสหรัฐฯ ใช้ข้อมูลภายในซื้อขายหุ้น หลังแอบฟังภรรยาทำงานที่บ้าน
ชายชาวสหรัฐฯ ซึ่งมีภรรยาเป็นลูกจ้างของ "บีพี" บริษัทด้านพลังงานยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ถูกตั้งข้อหาฐานนำข้อมูลภายในมาใช้หาประโยชน์ในการซื้อขายหุ้นหรืออินไซเดอร์เทรดของบริษัทบีพี หลังจากอ้างว่า ได้ยินรายละเอียดระหว่างที่ภรรยาของเขาพูดคุยทางโทรศัพท์ ขณะที่ทำงานจากที่บ้าน
คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ กล่าวหา ไทเลอร์ ลูดอน ว่าทำกำไรจากการซื้อขายอย่างผิดกฎหมายเป็นมูลค่า 1.76 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยกว่า 63.2 ล้านบาท โดยคณะกรรมการฯ อ้างว่า นายลูดอน ได้ยินบทสนทนาการทำงานของภรรยาหลายครั้ง เกี่ยวกับความเคลื่อนไหวที่บีพีได้เข้าซื้อกิจการของบริษัท ทราเวลเซ็นเตอร์ ออฟ อเมริกา (TravelCenters of America) รวมทั้งหุ้นของบริษัทดังกล่าว
ด้านบริษัทบีพีปฏิเสธที่จะให้ความเห็นกรณีนี้
คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ ระบุว่า "เรากล่าวหาว่านายลูดอน ใช้ประโยชน์จากความไว้วางใจและการการทำงานนอกสำนักงานของภรรยาเพื่อทำกำไร จากข้อมูลที่เขารู้ว่าเป็นความลับ"
ภรรยาของนายลูดอน เป็นผู้จัดการแผนกควบรวมและการเข้าซื้อกิจการของบริษัทบีพี ตอนที่เกิดเหตุดังกล่าว เธอกำลังทำงานเกี่ยวกับการเข้าซื้อกิจการบริษัททราเวลเซ็นเตอร์ โดยในข้อกล่าวหา คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ ระบุว่า นายลูดอนได้เข้าซื้อหุ้นของบริษัททราเวลเซ็นเตอร์เป็นจำนวน 46,450 หุ้น โดยที่ภรรยาไม่ได้รับรู้ และเป็นการเข้าซื้อหุ้นก่อนที่ดีลการควบรวมจะถูกเปิดเผยต่อสาธารณะเมื่อเดือน ก.พ. ปีที่แล้ว
หลังจากบีพี ประกาศการควบรวมกิจการกับบริษัททราเวลเซ็นเตอร์ มูลค่าของหุ้นทราเวลเซ็นเตอร์ ได้พุ่งสูงขึ้นถึงเกือบ 71% และนายลูดอนได้ขายหุ้นทั้งหมดที่เขาเพิ่งซื้อมาเพื่อทำกำไรในทันที
ข้อกล่าวหาจากคณะกรรมการกำกับตลาดหลักทรัพย์ ระบุด้วยว่า ระหว่างที่มีการเจรจาดีลการควบรวมระหว่างบีพี และทราเวลเซ็นเตอร์ เมื่อปี 2022 ทั้งนายลูดอนและภรรยา อยู่ระหว่างการทำงานภายในบ้านที่แปลงเป็นออฟฟิศในเมืองฮูสตัน รัฐเท็กซัส โดยเขาและภรรยานั่งห่างกันในระยะไม่ถึง 20 ฟุต
"ด้วยเหตุนี้ พวกเขาก็มักจะได้ยินและรับรู้ถึงเนื้อหาในบทสนทนาทางโทรศัพท์และประชุมทางไกลเกี่ยวกับการทำงานของกันและกันบ่อยครั้ง" และภรรยาของนายลูดอน ก็ทำงานเกี่ยวกับดีลควบรวมนี้ระหว่างที่ทั้งคู่พักอยู่ในที่พักที่เช่าจากแอร์บีเอ็นบี ในกรุงโรมของอิตาลีอีกด้วย
ต่อมานายลูดอน ได้รับสารภาพกับภรรยาว่าเขาได้ซื้อหุ้นของบริษัททราเวลเซ็นเตอร์ หลังจากองค์การกำกับดูแลอุตสาหกรรมทางการเงิน (Financial Industry Regulatory Authority) เริ่มตรวจสอบว่ามีบุคคลใดรับทราบดีลการควบรวมนี้บ้าง
ในการยื่นคำแก้ข้อกล่าวหาของนายลูดอน เขาระบุว่า เขาซื้อหุ้นดังกล่าว "เพราะต้องการหาเงินให้ได้เพียงพอเพื่อที่ภรรยาของเขาจะได้ไม่ต้องทำงานในชั่วโมงอันยาวนานอีกต่อไป"
ด้านภรรยาของนายลูดอน ซึ่งตกใจกับการเปิดเผยของสามี ได้รายงานเรื่องดังกล่าวต่อผู้บังคับบัญชา หลังจากบีพี ได้ตรวจสอบอีเมลและข้อความที่รายงานกับบริษัท ไม่พบว่ามีหลักฐานว่าเธอจงใจทำให้ข้อมูลของบีพีรั่วไหลเพื่อให้สามีรู้ และไม่มีหลักฐานว่าเธอรับทราบว่าสามีได้ไปซื้อหุ้นดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม บีพีได้เลิกจ้างภรรยาของนายลูดอนหลังจากนั้น โดยรายละเอียดในคำกล่าวหาระบุด้วยว่า ภรรยาของนายลูดอนได้ย้ายออกจากบ้านและปิดการติดต่อทุกช่องทางกับสามี และในเดือน มิ.ย. เธอได้เริ่มกระบวนการขอหย่า
แถลงการณ์ของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ ระบุด้วยว่า นายลูดอน ไม่ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด และยินยอมจ่ายค่าปรับ นอกจากนี้ เขายังอาจถูกดำเนินคดีอาญา และหากถูกตัดสินว่ามีความผิดก็อาจจะได้รับโทษจำคุก
ในช่วงการระบาดของโควิด-19 ซึ่งพนักงานลูกจ้างของหลายบริษัทต้องทำงานจากที่บ้าน องค์การกำกับดูแลอุตสาหกรรมทางการเงินของสหราชอาณาจักร เคยออกมาเตือนถึงความเสี่ยงของการจัดการเรื่องการใช้ประโยชน์จากข้อมูลภายใน และในปัจจุบันที่การทำงานจากบ้านเป็นที่แพร่หลายของหลายองค์กรต่อเนื่องมา องค์การกำกับดูแลอุตสาหกรรมทางการเงินของสหราชอาณาจักร ระบุว่า เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่บริษัทองค์กรต่าง ๆ จำเป็นต้องมีการเฝ้าระวังที่มีประสิทธิภาพตลอดเวลา