โพลล์ชายแดนใต้ ชี้คนพื้นที่เกือบ 40% มองเจรจาสันติภาพไม่ก้าวหน้า

GETTY IMAGES

ที่มาของภาพ, GETTY IMAGES

Published

ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อกระบวนการสันติภาพ (PEACE SURVEY) ครั้งที่ 7 ของเครือข่ายวิชาการ 25 องค์กร ระหว่างเดือน เม.ย.- พ.ค. 2566 จากกลุ่มตัวอย่าง 1,312 ตัวอย่าง พบว่า ประชาชน 49% เห็นว่าสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ “เหมือนเดิม” และอีก 13.7% ระบุว่า "แย่ลง"

อย่างไรก็ตาม ประชาชนส่วนใหญ่ในจังหวัดชายแดนใต้ 70.3% ยังสนับสนุนการพูดคุยเจรจา ทว่ามีเพียง 33.7% เท่านั้น ที่เห็นว่าการพูดคุยเจรจาสันติภาพมีความก้าวหน้า และ 39.8% เห็นว่า ไม่ก้าวหน้า/ไม่ก้าวหน้าเลย

การสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อกระบวนการสันติภาพ ครั้งแรกเริ่มต้นขึ้นในเดือน มี.ค. 2559 รวมกลุ่มตัวอย่าง 15,081 คน ในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา โดยครั้งล่าสุดมีการสำรวจในช่วงระหว่างที่ประเทศไทยกำลังอยู่ในบรรยากาศของการหาเสียงเลือกตั้งทั่วไปเมื่อเดือน พ.ค. ซึ่งยังถือว่าอยู่ในช่วงของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา

ผลสำรวจเกี่ยวกับความรับรู้ของประชาชนในพื้นที่เกี่ยวกับกระบวนการพูดคุยสันติภาพพบว่า มีประชาชน 33.6% ที่ไม่เคยได้ยินข่าวการพูดคุยสันติภาพ/สันติสุขเลย ซึ่งเป็นไปในทิศทางที่สอดคล้องกับประชาชน 55.4% ที่ต้องการฟังข้อมูลเรื่องการเจรจาสันติภาพจากรัฐบาลมากที่สุด ตามด้วยนักวิชาการ และภาคประชาสังคม

คณะนักวิจัยเผยผลการศึกษาเชิงลึกพบว่า ประชาชนทั่วไปยังไม่เคยรับรู้ข้อมูลในเรื่องดังกล่าวที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ดำเนินการในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ "ส่งผลต่อความเข้าใจและการตระหนักในเรื่องของคณะเจรจาสันติภาพที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่"

"ในอีกด้านหนึ่งอาจจะเข้าใจได้ว่า ข้อมูลข่าวสารจากรัฐบาลยังไม่เพียงพอ มีปัญหาในเรื่องการสื่อสาร ประชาชนไม่รู้ว่ากระบวนการสันติภาพ คืออะไร พูดคุยอะไร และเกี่ยวยังไงกับพวกเขา" ตัวแทนคณะวิจัยระบุ

กว่าครึ่ง “มีความหวัง” เห็นข้อตกลงสันติภาพใน 5 ปี

การเก็บข้อมูล PEACE SURVEY ครั้งก่อนหน้านี้ เกิดขึ้นเมื่อ เดือน เม.ย.-พ.ค. 2564 ขณะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งขณะนั้นกระบวนการพูดคุยฯ ได้ยุติลงชั่วคราว

การสำรวจในครั้งนั้น ประชาชนในชายแดนใต้ ให้คะแนนความสำเร็จของรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาที่ 5.34 จากคะแนนเต็ม 10 สูงสุดนับตั้งแต่มีการสำรวจมาตั้งแต่ปี 2559 แต่การสำรวจครั้งล่าสุดก่อนการเลือกตั้งในเดือน พ.ค. 2566 คะแนนเฉลี่ยความสำเร็จของรัฐบาล พล.ประยุทธ์ ตกลงมาที่ 4.27 เป็นคะแนนที่ต่ำใกล้เคียงกับครั้งที่ต่ำสุดเมื่อปี 2562

ผลสำรวจที่ถามว่าประชาชนมีความหวังมากน้อยเพียงใดว่าจะเกิด "ข้อตกลงสันติภาพ" ในพื้นที่ในอีก 5 ปี ข้างหน้า ผลสำรวจชี้ว่า ประชาชน 51.4% มีความหวัง ขณะที่ 25.3% ค่อนข้างไม่มีความหวัง ส่วน 8% ไม่มีความหวังเลย

เมื่อถามถึงความเชื่อมั่นต่อกระบวนการพูดคุยที่รัฐดำเนินการอยู่จะแก้ปัญหาได้หรือไม่ พบว่าประชาชน 40.2% เชื่อมั่น ขณะที่ 30.2% ไม่เชื่อมั่น ขณะที่มีประชาชนที่ "ขอไม่ตอบ" และ "ไม่รู้" รวมกัน 19.1%

ส่วนสาเหตุความรุนแรงในสายตาประชาชน ประชาชน 62.5% คิดว่าเกิดจากกลุ่มอิทธิพล ยาเสพติด ค้าของเถื่อน รองลงมา 58.8% เห็นว่าเกิดจากนโยบายรัฐที่เลือกจะปฏิบัติ ทำให้คนรู้สึกไม่เป็นธรรม และ 55.6% เห็นว่าเกิดจากการที่เจ้าหน้าที่รัฐเลี้ยงไข้เพื่อเอางบประมาณ

"น่าสังเกตว่า ทั้ง 3 สาเหตุมีรัฐเป็นตัวแสดงสำคัญ และสะท้อนถึงปัญหาการใช้อำนาจของรัฐที่ไม่เป็นธรรม ขาดประสิทธิภาพและความโปร่งใส" ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี นักวิชาการและนักวิจัยของสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ คณะผู้วิจัย PEACE SURVEY ระบุ

CSCD - PSU Pattani

ที่มาของภาพ, CSCD - PSU Pattani

ซ้อมทรมาน-สุ่มตรวจ-ถ่ายรูปที่ด่านตรวจ-ปิดล้อมหมู่บ้าน ชาวบ้านมองรัฐละเมิดสิทธิฯ

ประเด็นความรู้สึกปลอดภัยในที่สาธารณะ ประชาชนระบุว่า รู้สึกปลอดภัยเมื่ออยู่ในพื้นที่อย่าง ศาสนสถาน สถานที่ราชการ ตลาด ร้านน้ำชา แต่ รู้สึกไม่ปลอดภัยในการแสดงออกทางความคิด ไม่ว่าจะเป็นการพูดถึงขบวนการฯ การวิจารณ์ขบวนการฯ การวิจารณ์ภาครัฐ และการชุมนุมเรียกร้องด้วยสันติวิธี และการพบปะคนแปลกหน้า

ค่าเฉลี่ยความรู้สึกปลอดภัยในสถานการณ์ต่าง ๆ มีประชาชนในสัดส่วนที่น้อยมากเพียง 2.27% ที่รู้สึกปลอดภัยเมื่อต้องเข้าร่วมชุมนุมด้วยแนวทางสันติวิธีไม่มีอาวุธ และ 2.13% ที่รู้สึกปลอดภัยหากจะวิจารณ์ภาครัฐ ขณะที่มีเพียงไม่ถึง 2% ที่รู้สึกปลอดภัยเมื่อวิจารณ์หรือสนับสนุนขบวนการฯ

คณะสำรวจความคิดเห็น ยังเสนอให้รัฐแก้ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในพื้นที่อย่างจริงจัง ซึ่งปรากฏตัวเลขตั้งแต่มีเหตุความไม่สงบมาเมื่อปี 2547 มีประชาชน 27,094 คน ทั้งชาวพุทธและมุสลิม ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน

เพราะเมื่อดูจากผลสำรวจพบว่า ประชาชน 46.9% เห็นว่า สถานการณ์ที่ชาวบ้านถูกซ้อมทรมานระหว่างการควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่รัฐ เข้าข่ายการละเมิดสิทธิมนุษยชน ตามด้วย 44.7% ระบุว่าเป็นเรื่องที่ไม่อนุญาตให้ผู้หญิงมุสลิมคลุมฮิญาบ, 36.7 เห็นว่าเป็นเรื่องการถูกสุ่มตรวจค้นและถ่ายรูปที่ด่านตรวจโดยไม่ได้แจ้งเหตุผล

นอกจากนี้ 33.9% มองว่าการละเมิดสิทธิมนุษยชน ยังมาจากการที่เจ้าหน้าที่ปิดล้อมตรวจค้นหมู่บ้าน และ 27.6% ระบุว่าเป็นเรื่องที่ถูกสั่งห้าม ปิดกั้น ข่มขู่ไม่ให้แสดงความคิดเห็น

GETTY IMAGES

ที่มาของภาพ, GETTY IMAGES

35.7% อยากเลือกตั้งผู้ว่าฯ/ เขตปกครองพิเศษ

คณะวิจัยยังประมวลผลสำรวจออกมาเป็นข้อเสนอต่าง ๆ หนึ่งในนั้น คือ กระจายอำนาจมากขึ้นให้สอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของประชาชนในพื้นที่ หลังจากผลสำรวจความเห็นต่อแนวทางการปกครองรูปแบบต่าง ๆ พบว่า ประชาชน 36.8% เห็นว่าควรกระจายอำนาด้วยโครงสร้างการปกครองที่เหมือนกับส่วนอื่นของประเทศ เช่น การเพิ่มอำนาจให้กับองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.)

ตามด้วยรูปแบบการปกครองที่กระจายอำนาจมากขึ้นด้วยโครงสร้างการปกครองเฉพาะของพื้นที่ ภายใต้กฎหมายประเทศไทย เช่น การเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด หรือ เขตปกครองพิเศษ 35.7% ขณะที่ 32.8% ยืนยันต่อรูปแบบเดิมในปัจจุบัน

อย่างไรก็ดี ประชาชน 16.9% เห็นว่า "จำเป็นอย่างยิ่ง/อยากให้เป็น" จากการเลือกรูปแบบการปกครองที่เป็นอิสระจากประเทศไทย แต่ก็มีผู้ตอบว่า "ไม่รู้ว่า" และ "ไม่ขอตอบ" รวมกัน 22.9% สูงกว่าในรูปแบบการปกครองแบบอื่น เนื่องจากเป็นประเด็นที่อ่อนไหว จึงไม่อยากพูดเรื่องนี้

ภายใต้ "กฎหมายพิเศษ"

ผลสำรวจชี้ให้เห็นผู้ตอบแบบสอบถาม 58.1% ระบุว่า ในรอบปีที่ผ่านมา ไม่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนในชุมชน แต่มี 28.3% บอกว่า มีการละเมิดสิทธิฯ อยู่บ้าง และอีก 2.2% ระบุว่า มีการละเมิดสิทธิเป็นประจำ

ผศ.ดร.พัทธ์ธีรา นาคอุไรรัตน์ อาจารย์สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า ภายใต้กฎหมายพิเศษ 3 ฉบับ ได้แก่ ได้แก่ กฎอัยการศึก, พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ความมั่นคงภายในราชอาณาจักร การละเมิดสิทธิมนุษยชนยังคงดำรงอยู่ และจากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลระบุว่า การละเมิดสิทธิมนุษยชนส่วนใหญ่กระทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐ

ผศ.ดร.พัทธ์ธีรา ชี้ว่า ข้อมูลนี้สอดคล้องกับการเก็บข้อมูลกับการวิจัยที่พบว่า ตั้งแต่ 2560 เป็นต้นมา การปิดล้อมตรวจค้นมีเหตุเพิ่มสูงมากขึ้น จาก 14 ครั้ง ในปี 2560 เป็น 118 ครั้ง และ 110 ครั้ง ในปี 2564-2565 ซึ่งปฏิบัติการนี้นำไปสู่การวิสามัญฆาตกรรม

"ปัญหาที่เกิดคือ การละเมิดสิทธิมนุษยชนทุกรูปแบบ ไม่ค่อยถูกนำมาพูดถึงบนโต๊ะพูดคุยเจรจาสันติภาพ และยังเป็นรูปแบบความรุนแรงที่นอกอยู่กระบวนการยุติธรรมด้วยซ้ำ" ผศ.ดร.พัทธ์ธีรา ระบุ

ข้อเสนอจากคณะวิจัยระบุว่า เจ้าหน้าที่ควรพยายามหลีกเลี่ยงการวิสามัญฆาตกรรมผู้ที่มีความเห็นต่างจากรัฐที่ต่อสู้ระหว่างปิดล้อมตรวจค้น ใช้กระบวนการทางการเมืองและปรับปรุงแก้ไขกฎหมายบางฉบับที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิพลเมือง และปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม

CSCD - PSU Pattani

ที่มาของภาพ, CSCD - PSU Pattani

คำบรรยายภาพ, เครือข่ายวิชาการ PEACE SURVEY เป็นความร่วมมือระหว่างสถาบันการวิชาการและองค์กรภาคประชาชนทั้งในและนอกพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 25 องค์กร

เกี่ยวกับ "กฎหมายพิเศษ" ในชายแดนใต้ ที่ให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่รัฐแตกต่างจากพื้นที่อื่นของประเทศไทย เมื่อวันที่ 18 ก.ย. ที่ผ่านมา รัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน ออกประกาศขยายเวลาการบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ออกไป 1 เดือน ซึ่งนับเป็นการต่ออายุครั้งที่ 73 หลังจากเริ่มประกาศใช้ครั้งแรกเมื่อปี 2548 และการต่ออายุ เป็นเวลา 1 เดือน แตกต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมาที่รัฐบาลจะขยายเวลาครั้งละ 3 เดือน

รอมฎอน ปันจอร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ซึ่งร่วมรับฟังผลสำรวจความเห็นกล่าวว่า การยกเลิกกฎอัยการศึก ทำได้โดยฝ่ายบริหาร ใช้มติคณะรัฐมนตรีในการยกเลิกได้ ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องที่มีมาอย่างยาวนาน

"บรรดากฎหมายพิเศษ ทำงานอยู่โดยที่กฎอัยการศึกยังไม่มีใครแตะ เป็นเพียงแต่ข้อเสนอมาโดยตลอด"

ด้านนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ (ปช.) จากพรรคร่วมรัฐบาล กล่าวว่า ในทางหลักการพรรคประชาชาติเห็นด้วยกับการยกเลิกกฎหมายพิเศษ แต่ต้องให้เวลารัฐบาล ซึ่งตอนนี้มีการต่อขยายเป็นเวลาหนึ่งเดือน และเปลี่ยนตัวประธานคณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน (กบฉ.) จากทหารเป็นพลเรือนซึ่งก็คือ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน แล้ว ทางคณะทำงานระบุว่า จะมีการประชุมหารือเพื่อพิจารณากระบวนการว่า หากไม่มีกฎหมายพิเศษแล้วทางฝ่ายความมั่นคงจะมีมาตรการอะไรในการรองรับกับเหตุการณ์ที่มีขึ้นในพื้นที่หลังจากนี้

"ผมว่าเรายังต้องให้โอกาสกับรัฐบาลที่เพิ่งเข้ามาทำงาน ให้โอกาสนิดนึง ผมไม่ได้เข้าข้างใครฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง" สส.ประชาชาติ กล่าว