งานศพวีรชน 14 ตุลา 2516 พิธีศพสามัญชนครั้งสุดท้ายที่ท้องสนามหลวง

กรมประชาสัมพันธ์/หอภาพยนตร์

ที่มาของภาพ, กรมประชาสัมพันธ์/หอภาพยนตร์

คำบรรยายภาพ, งานพระราชทานเพลิงศพวีรชน 14 ต.ค. 2516 ในวันที่ 14 ต.ค. 2517 ภาพจากฟุตเทจภาพยนตร์ที่ถ่ายทำโดยกรมประชาสัมพันธ์
Published

พิธีพระราชทานเพลิงศพวีรชน 69 ชีวิต จากเหตุการณ์วันมหาวิปโยค 14 ตุลา 2516 เกิดขึ้นใน 1 ปีหลังเหตุการณ์ นั่นคือในเดือน ต.ค. 2517 นับเป็นงานศพของสามัญชนครั้งที่สองและเป็นครั้งสุดท้ายที่เคยเกิดขึ้น ณ ท้องสนามหลวง

สนามหลวงหรือ "ทุ่งพระเมรุ" ถือได้ว่าเป็นพื้นที่สำหรับใช้ปลูกสร้างพระเมรุมาศในงานพระบรมศพของกษัตริย์และเจ้านายระดับสูง

การจัดงานศพของสามัญชนที่สนามหลวง เกิดขึ้นครั้งแรกในยุคหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ในพิธีปลงศพของทหารและตำรวจฝ่ายรัฐบาลในสมัยรัฐบาลพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา สมาชิกคณะราษฎร โดยทหารและตำรวจจำนวน 17 นาย เสียชีวิตจากกรณีการปราบกบฏบวรเดช เมื่อปี 2477

พิธีพระราชทานเพลิงศพวีรชน 14 ตุลา 2516 จึงเป็นงานศพของสามัญชนที่สนามหลวง ครั้งที่สองและครั้งสุดท้ายจวบจนยุคปัจจุบัน เพราะแม้ว่าจะมีเหตุการณ์เรียกร้องประชาธิปไตยหลังจากนั้น ไม่ว่าจะเป็น 6 ต.ค. 2519, พ.ค. 2535 หรือกระทั่งเหตุการณ์ในเดือน เม.ย.-พ.ค. 2553 ก็ไม่เคยมีพิธีศพให้สามัญชนเช่นนี้ที่ท้องสนามหลวงอีกเลย

สำหรับพิธีพระราชทานเพลิงศพวีรชนผู้เสียชีวิตระหว่างวันที่ 14-16 ต.ค. 2516 จัดขึ้น ณ เมรุท้องสนามหลวง ในวันที่ 13-15 ต.ค. 2517 โดยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินในพระราชพิธี ซึ่งในขณะนั้นนายสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี

3 วัน 3 คืน

พิธีพระราชทานเพลิงศพวีรชน 14 ตุลา จัดขึ้น 3 วัน 3 คืน โดยวันที่ 13 ต.ค. 2517 เป็นการเคลื่อนริ้วขบวนของศพวีรชน 69 คน จากวัดโสมนัสราชวรวิหาร ไปยังปะรำพิธีท้องสนามหลวง

ฟุตเทจภาพยนตร์ขนาด 16 มม. ความยาว 44 นาที ซึ่งบันทึกไว้โดยกรมประชาสัมพันธ์ บรรยายถึงริ้วขบวนว่า ประกอบไปด้วยกองดุริยางค์ ขบวนพวงหรีด ขบวนเชิญอัฐิ ญาติ กองลูกเสือเกียรติยศ ตลอดจนประชาชน นักเรียนอาชีวะ และนักศึกษา

ริ้วขบวนออกจากวัดโสมนัสราชวรวิหารไปตามถนนราชดำเนินนอก ผ่านสะพานผ่านฟ้าเพื่อเข้าสู่ถนนราชดำเนินกลาง ผ่านอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ก่อนข้ามสะพานพิภพลีลา เพื่อเข้าไปยังท้องสนามหลวงทางถนนด้านมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ปะรำพิธีตั้งอยู่บนพื้นที่ฝั่งตะวันออกของสนามหลวง เยื้องมาทางสะพานปิ่นเกล้า ซึ่งต่างจากพระราชพิธีพระบรมศพของกษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ที่จัดในบริเวณสนามหลวงฝั่งวัดพระแก้ว

หีบศพของวีรชน ถูกบรรทุกอยู่บนรถเทรลเลอร์ 2 คัน ที่หีบศพแต่ละหีบมีภาพของวีรชนติดอยู่ พร้อมด้วยธงชาติที่ประดับอยู่บนหีบศพ

ประชาธิปไตย/มูลนิธิ 14 ตุลา

ที่มาของภาพ, ประชาธิปไตย/มูลนิธิ 14 ตุลา

คำบรรยายภาพ, ถนนราชดำเนินในวันที่ 13 ต.ค. 2517 ซึ่งเป็นวันที่ริ้วขบวนของวีรชนเคลื่อนจากวัดโสมนัสมาตั้งที่ท้องสนามหลวง (ที่มา: หนังสือพิมพ์ ประชาธิปไตย ฉบับพิเศษ วันพระราชทานเพลิงศพวีรชน 13-15 ต.ค. 2517)

ในคืนแรกของพิธีศพ มีการสวดพระอภิธรรม ซึ่งมีรัฐมนตรีในรัฐบาลนายสัญญา ธรรมศักดิ์เข้าร่วมเป็นประธาน

ในวันที่ 14 ต.ค. 2517 พิธีเริ่มตั้งแต่ช่วงเช้า ด้วยการทำบุญตักบาตร โดยมีการตั้งโต๊ะตักบาตรตั้งแต่หน้ากรมประชาสัมพันธ์เก่าที่ถนนราชดำเนิน เรื่อยไปจนถึงหน้าอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และมีพระราชพิธีพระราชทานเพลิงศพในช่วงบ่าย

เสียงในฟุตเทจภาพยนตร์เก่าของกรมประชาสัมพันธ์บรรยายว่า พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินถึงปะรำพิธีในเวลา 15.50 น. หลังจากนั้น นายสัญญา ธรรมศักดิ์ ได้กล่าวคำสดุดีและคำไว้อาลัยต่อผู้เสียชีวิต

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงจุดชนวนฝักแคพระราชทานเพลิงศพ ท่ามกลางบุคคลสำคัญในบ้านเมืองและในรัฐบาล นอกจากนี้ยังมีญาติ นักศึกษา และประชาชนที่มาเข้าร่วมพิธีด้วย โดยข้อมูลที่บันทึกไว้โดยมูลนิธิ 14 ตุลา ระบุว่าเป็นหลัก “เรือนแสน” ทำให้ในพิธีศพ ปรากฏภาพผู้เข้าร่วมงานเบียดเสียดและมีผู้เป็นลมหมดสติอยู่เป็นระยะ

กรมประชาสัมพันธ์/หอภาพยนตร์

ที่มาของภาพ, กรมประชาสัมพันธ์/หอภาพยนตร์

รุ่งขึ้นในวันที่ 15 ต.ค. 2517 เป็นพิธีเก็บอัฐิของวีรชน ซึ่งถูกแยกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่บรรจุโกศทองมอบให้ญาติ ส่วนที่นำไปเก็บที่กองฌาปนกิจ กรมสวัสดิการทหารบก วัดโสมนัส เพื่อรอการจัดสร้างอนุสาวรีย์ และส่วนที่นำไปลอยอังคาร ซึ่งในวิดีโอของกรมประชาสัมพันธ์ บรรยายว่าเถ้าอังคารได้ถูกนำขึ้นเฮลิคอปเตอร์ของกรมตำรวจและกองทัพอากาศ ไปโปรยทีละห่อที่บริเวณปากอ่าวไทยใกล้กับ อ.คลองด่าน จ.สมุทรปราการ

ความล่าช้าจากการเลื่อนถึง 2 ครั้ง

แม้งานฌาปนกิจศพวีรชนจะเกิดขึ้นได้ แต่เส้นทางและความเป็นมาก่อนที่งานพระราชทานเพลิงศพของวีรชนจะเกิดขึ้น ต้องผ่านอุปสรรคนานัปการ

บทความที่ชื่อว่า "วีรชน 14 ตุลา ในสายตารัฐ" : ว่าด้วยงานพระราชทานเพลิงศพ 14 ตุลาคม 2517 โดยสมิทธ์ ถนอมศาสนะ ศูนย์ข้อมูลประวัติศาสตร์ มูลนิธิ 14 ตุลา ที่ตีพิมพ์เนื่องในโอกาสครบรอบ 36 ปี เหตุการณ์ 14 ตุลา (2552) ชี้ให้เห็นถึงข้อติดขัดอุปสรรคในการจัดงานหลายประการ

เรื่องแรกได้แก่ การเลื่อนจัดงานจากกำหนดเดิมในวันที่ 27-28 เม.ย. 2517 ขยับมาเป็นเดือน มิ.ย. และท้ายที่สุด เลื่อนมาเป็นเดือน ต.ค. เพราะความไม่ชัดเจนจากรัฐบาลในหลายช่วง

ปัญหาต่อมา เริ่มตั้งแต่การประชุมของคณะกรรมการจัดงานในเดือน ม.ค. ปีเดียวกัน เพราะมีการกำหนดให้กระทรวงกลาโหมเป็นเจ้าภาพการจัดงาน แต่ตัวแทนศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ทักท้วงว่าเจ้าภาพควรเป็นประชาชนหรือไม่ก็รัฐบาล ซึ่งต้องเป็นสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมกับคัดค้านการนำศพของทหารและตำรวจมาจัดงานร่วมกับวีรชนผู้เสียชีวิต เพราะถือเป็น “ผู้กระทำ” ในเหตุการณ์นี้

ประชาธิปไตย/มูลนิธิ 14 ตุลา

ที่มาของภาพ, ประชาธิปไตย/มูลนิธิ 14 ตุลา

คำบรรยายภาพ, ญาติของวีรชนผู้เสียชีวิตถือพวงหรีดนำหน้าขบวน (ที่มา: หนังสือพิมพ์ ประชาธิปไตย ฉบับพิเศษ วันพระราชทานเพลิงศพวีรชน 13-15 ต.ค. 2517)

เรื่องของชื่องานก็มีปัญหาเช่นกัน ทางฝ่ายนักศึกษาเห็นว่า ควรมีคำว่า "วีรชน" หลังจากที่คณะอำนวยการจัดงานซึ่งมีกรรมการเป็นฝ่ายทหารเกือบทั้งหมด กำหนดชื่อในตอนแรกว่า “งานพิธีพระราชทานเพลิงศพผู้เสียชีวิตเนื่องจากเหตุการณ์ไม่สงบระหว่างวันที่ 14-16 ตุลาคม 2516” ทำให้ตัวแทนจากศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาฯ เห็นว่าไม่เหมาะสม แต่ในท้ายที่สุดรัฐบาลก็ยอมรับเงื่อนไขของนักศึกษา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของชื่องานและเจ้าภาพ

ความล่าช้าและไม่ชัดเจนว่ารัฐบาลจะจัดงานหรือไม่ ซึ่งลากยาวมาตั้งแต่เดือน ม.ค. 2517 กลับมาได้ข้อสรุปที่ชัดเจนในเดือน ก.ย. ทำให้ญาติวีรชนหลายคนเลือกที่จะจัดพิธีทางศาสนาไปก่อน

"ใครจะไปรอเผาพร้อมรัฐบาล ขืนรอศพก็เน่าอยู่กลางถนน หีบเอย ค่าพิธีรีตองเอย เราออกเองหมดไป 7-8 พันบาท... ลุงไม่เคยได้ยินข่าวที่แน่นอนมาก่อนเลยว่า รัฐบาลจะเป็นเจ้าภาพเมื่อไร มีแต่ข่าวลม ๆ แล้ง ๆ" นายบัญญัติ ทองสง่า หนึ่งในญาติวีรชน ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ประชาชาติ ตีพิมพ์เมื่อ 17 ต.ค. 2517

การจัดงานศพวีรชนที่สนามหลวงถูกคัดค้านจากบางฝ่าย

บทความที่บันทึกรายละเอียดการจัดงานพระราชทานเพลิงศพวีรชนของมูลนิธิ 14 ตุลา ยังระบุด้วยว่า แม้ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2517 ข่าวที่ปรากฏออกมาในหน้าหนังสือพิมพ์ได้ชี้ชัดว่า สถานที่จัดงานคือท้องสนามหลวง และนายสัญญา ธรรมศักดิ์ นายกฯ ในขณะนั้น ได้รับที่จะติดต่อกับทางราชสำนักอย่างน้อย 2 ครั้ง คือในเดือน พ.ค. และ มิ.ย. เพื่อทูลเชิญรัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนิน ย่อมแสดงให้เห็นว่า เวลานั้นรัฐบาลน่าจะมีสถานที่ประกอบพิธีที่แน่ชัดแล้ว

อย่างไรก็ตาม การเงียบหายไปของพิธีพระราชทานเพลิงศพโดยไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2517 ทำให้ศูนย์กลางนิสิตฯ และกลุ่มญาติวีรชนได้ยื่นคำขาดในเดือน ก.ย. ว่า ถ้ารัฐบาลไม่จัด พวกตนก็จะจัดกันเอง ถ้าจะจัดก็ให้เป็นวันที่ 14 ต.ค. 2517 ณ ท้องสนามหลวงเท่านั้น

หลังถูกกดดัน รัฐบาลจึงมีมติคณะรัฐมนตรีออกมาในช่วงต้นเดือน ก.ย. ถึงวันที่แน่ชัดและสถานที่จัดงานที่ระบุให้เป็นที่ท้องสนามหลวง

ประชาธิปไตย/มูลนิธิ 14 ตุลา

ที่มาของภาพ, ประชาธิปไตย/มูลนิธิ 14 ตุลา

คำบรรยายภาพ, เมรุและศาลาตั้งอัฐของวีรชนกลางท้องสนามหลวง ซึ่งเริ่มสร้างในเดือน ก.ย. 2517 (ที่มา: หนังสือพิมพ์ ประชาธิปไตย ฉบับ 14 ต.ค. 2517)

ความไม่ลงตัวในการเลือกสถานที่ปรากฏในการรายงานของสื่อหนังสือพิมพ์ขณะนั้น อย่างเช่น บทความ “พระราชทานเพลิงศพวีรชน” ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ ชาวไทย เมื่อวันที่ 5 ก.ย. 2517 กล่าวไว้ว่า มีการแตกความคิดเห็นในเรื่องของสถานที่เป็น 2 ฝ่าย "ฝ่ายหนึ่งต้องการให้สร้างเมรุที่ท้องสนามหลวง... ขณะที่อีกฝ่ายก็เห็นว่าท้องสนามหลวงนั้นปกติใช้สำหรับถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระมหากษัตริย์และพระราชวงศ์ชั้นผู้ใหญ่เท่านั้น ควรจะใช้วัดพระศรีมหาธาตุเป็นสถานที่ฌาปนกิจจะดีกว่า"

ขณะที่หนังสือพิมพ์ ประชาชาติรายวัน ฉบับวันที่ 14 ต.ค. 2517 ระบุสอดคล้องกันว่า ความล่าช้า เป็นเพราะต้องเจอกับปัญหา “โยนกันไปมา” ในเรื่องกำหนดสถานที่ เนื่องจาก “...ได้รับการคัดค้านจากวงการหลายแหล่ง รวมทั้งข้าราชการบางนายในหน่วยราชการว่าไม่เหมาะสม เนื่องจากท้องสนามหลวงเคยจัดการพระราชทานเพลิงแต่เฉพาะพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่เท่านั้น"

รายงานข่าวใน นสพ. ประชาชาติรายวัน ชี้ด้วยว่า ก่อนมีมติ ครม. ออกมา กรมยุทธโยธาทหารบก ซึ่งได้รับมอบหมายให้ออกแบบเมรุพระราชทานเพลิงศพจากทางรัฐบาลตั้งแต่เดือน ม.ค. ไม่ได้เตรียมออกแบบเมรุไว้ที่ท้องสนามหลวง ตรงกันข้ามกลับเตรียมออกแบบเมรุไว้ที่วัดพระศรีมหาธาตุแทน

ความล่าช้าและความไม่ชัดเจนทำให้ฝ่ายจัดงานพิธีเกรงว่าการสร้างเมรุที่สนามหลวงจะไม่ทันกำหนดพิธี ทำให้ท้ายที่สุดรัฐบาลแก้ปัญหาด้วยการลดขนาดของเมรุลงจากเดิม 26 เมตร เหลือ 16 เมตร และเร่งก่อสร้างเพื่อให้ทันวันงาน

คำสดุดีของสัญญา ธรรมศักดิ์ ที่เลี่ยงใช้คำว่า "วีรชน"

บทความ "วีรชน 14 ตุลา ในสายตารัฐ" ของสมิทธ์ ถนอมศาสนะ ถอดนัยความหมายของคำประกาศสดุดีและไว้อาลัยที่นายสัญญา ธรรมศักดิ์ นายกฯ ในขณะนั้น อ่านในปะรำพิธีต่อหน้าพระพักตร์ ซึ่งมีข้อสังเกตว่า ไม่ปรากฏคำว่า “วีรชน” แม้แต่คำเดียว แต่เลือกใช้คำอย่าง “ผู้เสียชีวิต,” “ผู้ล่วงลับ,” “ท่านผู้จากไป” แทน คำสดุดีฯ ดังกล่าว

ผู้เขียนเสนอว่า นี่ “อาจจะเป็นความพยายามที่จะประนีประนอมต่อกลุ่มผู้กระทำอย่างทหาร ตำรวจ ด้วยการผลักสถานะของ “วีรชน” ให้ออกนอกปริมณฑลของพิธี”

"การยกย่องผู้เสียชีวิตในวันดังกล่าวว่าเป็น 'วีรชน' ผู้สละชีพเพื่อสิ่งที่ดีและถูกต้อง ย่อมเป็นเรื่องแสลงใจต่อกลุ่ม 'ผู้กระทำ' ในวันนั้น (ทหาร ตำรวจ) โดยเฉพาะถ้ากลุ่มผู้กระทำดังกล่าว มองว่า 14 ตุลา เป็นเพียงแค่ 'เหตุการณ์ไม่สงบ' " บทความจากมูลนิธิ 14 ตุลา ตั้งข้อสังเกต

สมิทธ์ชี้ด้วยว่า นอกจากคำสดุดีที่ปราศจากคำว่า “วีรชน” แล้ว เนื้อหาของคำสดุดีของนายสัญญา ธรรมศักดิ์ ที่ระบุว่า การเคลื่อนไหวของประชาชน “เป็นเจตนาอันบริสุทธิ์ มิได้ปรารถนาอ้างอิงส่งเสริมลัทธิความเชื่อแบบหนึ่งแบบใดโดยเฉพาะ” ยังแสดงให้เห็นถึงทรรศนะหรือมุมมองของชนชั้นนำที่มีต่อเหตุการณ์ 14 ตุลา หรืออย่างน้อยก็เป็นสิ่งที่พยายามจะสื่อ ว่าเป็นการเคลื่อนไหวด้วยเจตนาที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองใด ๆ

ผู้เขียนเสนอว่า การเสนอภาพของผู้เสียชีวิต “จึงมีนัยด้านกลับว่า การเคลื่อนไหวที่อยู่ภายใต้ “ลัทธิความเชื่อ แบบหนึ่งแบบใด” นั้น ไม่ใช่สิ่งที่พึงปรารถนา คำสดุดีฯ จึงทำหน้าที่เป็นคำประกาศทางการเมืองที่ทั้งให้ความหมายของ 14 ตุลา ในทรรศนะของชนชั้นนำ และมีนัยในการตอบโต้แนวคิดของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ในช่วงเวลานั้น"

ถ้อยความไว้อาลัยจากในหลวง รัชกาลที่ 9 ในหนังสือที่ระลึก พิธีพระราชทานเพลิงศพวีรชน

ที่มาของภาพ, THAMMASAT LIBRARY

คำบรรยายภาพ, พระราชดำรัสในหลวง รัชกาลที่ 9 ในหนังสือพิธีพระราชทานเพลิงศพวีรชน 14 ตุลา

"ข่าวลือ" เรื่องเหตุรุนแรงในงานพระราชทานเพลิงศพ

บทความ "วีรชน 14 ตุลา ในสายตารัฐ" ซึ่งจัดพิมพ์โดยมูลนิธิ 14 ตุลา ยังบอกเล่าถึงเหตุวุ่นวายและ "ข่าวลือ" ว่าจะเกิดเหตุรุนแรง จากหลาย ๆ เหตุ

ประการแรก ในช่วงต้นเดือน ต.ค. สภานิติบัญญัติมีกำหนดลงมติร่างรัฐธรรมนูญวาระที่ 3 ซึ่งฝ่ายนักศึกษาไม่เห็นด้วยกับร่างนี้ และต้องการให้แก้ไขก่อนผ่านวาระ จึงปรากฏ "ข่าวลือ" ว่าจะมีเหตุรุนแรงเกิดขึ้น แต่ที่สุดแล้วในวันดังกล่าว ไม่ปรากฏเหตุรุนแรงใด ๆ เพราะทางฝ่ายนักศึกษามีมติว่างดประท้วง เพื่อไม่ให้มี "ผู้ฉวยโอกาส" มาก่อเหตุ

ประการต่อมา องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และองค์กรแนวร่วมได้จัดงาน “มหกรรมการเมือง” ขึ้นระหว่างวันที่ 9-13 ต.ค. 2517 เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ในปีก่อน พร้อมทั้งสัมภาษณ์วีรชนผู้บาดเจ็บและญาติของวีรชนผู้เสียชีวิต ซึ่งมีผู้ไปร่วมงานเป็นจำนวนมาก ถูกเชื่อมโยงกับงานพระราชทานเพลิงศพวีรชน และถูกโจมตีจากองค์การนักศึกษาอีกฝ่าย เช่น กลุ่มพิทักษ์ความมั่นคงแห่งชาติ สภาผู้ปกครองคนหนึ่งกล่าวหาว่า การจัดงานของ อมธ. "มีวัตถุประสงค์เพื่อปลุกระดมมวลชนในอันที่จะโค่นล้มระบอบการปกครองที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข" และมีข้อความบางส่วนอ้างว่าจะเกิดเหตุร้ายในงานศพวีรชน พร้อมกับขอผู้ปกครองและครู ไม่ให้ส่งนักเรียนเข้าร่วมงาน

"งานพระราชทานเพลิงศพครั้งนี้ จึงเกิดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศแห่งความวุ่นวายข้างต้น โดยเฉพาะข่าวลือเรื่องการลอบปลงพระชนม์และการโค่นล้มระบอบกษัตริย์ เป็นสิ่งที่หลายฝ่ายกังวลมากที่สุด สถานการณ์ในขณะนั้นเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและขาดความมั่นคง ความรู้สึกหวาดระแวงนี้ยังคงมีตลอดงานพิธี"

ประชาชนทั่วไปวางดอกไม้จันทน์ในงาน (ที่มา: หนังสือพิมพ์ ประชาธิปไตย ฉบับ 15  ต.ค. 2517)

ที่มาของภาพ, ประชาธิปไตย/มูลนิธิ 14 ตุลา

คำบรรยายภาพ, ประชาชนทั่วไปวางดอกไม้จันทน์ในงาน (ที่มา: หนังสือพิมพ์ ประชาธิปไตย ฉบับ 15 ต.ค. 2517)

ทั้งนี้ ในช่วงที่ประชาชน นักศึกษา ขึ้นวางดอกไม้ไฟที่เมรุในช่วง 5 โมงเย็น ความเบียดเสียดจากผู้เข้าร่วมงานเรือนแสนทำให้มีผู้เป็นลมหลายราย ฝ่ายจัดงานจึงเปิดไซเรนรถพยาบาล ซึ่งนำมาสู่ความชุลมุนวุ่นวายในผู้ร่วมงานในวงนอก และร้านค้าบริเวณท่าพระจันทร์ ศิริราช คลองหลอด ต่างพากันปิดร้าน เพราะเข้าใจผิดว่ามีเหตุนองเลือดเกิดขึ้น

เหตุการณ์คลี่คลายลง เมื่ออดีตรองเลขาธิการศูนย์นิสิตฯ "ประกาศทางไมโครโฟนกล่าวย้ำให้ทุกคนอยู่ในความสงบ อย่าเข้าใจผิด เพราะอาจจะมีผู้สวมรอยก่อเหตุการณ์ขึ้นได้... ขณะที่งานมหรสพในวันที่ 14 (ต.ค.) ซึ่งตามกำหนดการจะเริ่มตั้งแต่ 1 ทุ่มจนถึงเที่ยงคืน ต้องงดไปเพื่อป้องกันเหตุการณ์ไม่เรียบร้อยที่อาจเกิดขึ้น"

ประชาธิปไตย/มูลนิธิ 14 ตุลา

ที่มาของภาพ, ประชาธิปไตย/มูลนิธิ 14 ตุลา

คำบรรยายภาพ, ที่มา: หนังสือพิมพ์ ประชาธิปไตย ฉบับ 15 ต.ค. 2517

หากการใช้สนามหลวงเป็นพื้นที่ปลงศพทหารและตำรวจในเหตุการณ์ปราบกบฏบวรเดชจำนวน 17 นาย เป็น "ชัยชนะทางวัฒนธรรม" ของรัฐบาลคณะราษฎร จากการขอพระราชทานท้องที่สนามหลวงต่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว งานพระราชทานเพลิงศพวีรชน 14 ตุลา ก็เสมือนเป็นพื้นที่ปะทะของความหมายทางการเมือง ในทัศนะของผู้รวบรวมประวัติศาสตร์จากมูลนิธิ 14 ตุลา

ความทรงจำของเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 อยู่ในที่ทางแบบไหน อาจดูได้จากการจัดสร้างอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา 16 ที่กว่าจะได้สร้างเสร็จก็ในอีก 28 ปีถัดมา หรือปี 2544 เพราะโครงการถูกล้มเลิกไปหลังจากเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ส่วนเนื้อหาของเหตุการณ์นี้กว่าจะอยู่ในหนังสือเรียนก็เพิ่งจะราวทศวรรษ 2540