You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
MH370: ปริศนา 10 ปี เครื่องบินมาเลเซียแอร์ไลน์สูญหาย ที่หลอกหลอนครอบครัวผู้เศร้าสลด
- Author, โจนาธาน เฮด
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซี รายงานจากกรุงกัวลาลัมเปอร์
- Published
ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา หลี่ เอ้อโหยว ถูกหลอกหลอนด้วยคำว่า “สูญเสียการติดต่อ”
นั่นคือสิ่งที่สายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์บอกเขา ตอนที่เที่ยวบิน MH370 สูญหายไป พร้อมกับลูกชายชื่อ หยางหลิน ที่โดยสารอยู่ด้วย
“ตลอดหลายปีมานี้ ผมถามเขามาตลอดว่า ‘สูญเสียการติดต่อ’ หมายความว่าอะไร ถ้าคุณขาดการติดต่อกับใคร คุณก็ต้องพยายามติดต่อกลับไปสิ” หลี่ กล่าว
เขาและภรรยา หลิว จ้วงเฟิง ซึ่งเป็นชาวนาจากหมู่บ้านทางใต้ของกรุงปักกิ่ง พยายามทำใจและยอมรับกับเหตุการณ์ที่เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งใน “ปริศนาอันยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์” แห่งวงการการบิน
ย้อนไปเมื่อวันที่ 8 มี.ค. 2014 เครื่องบินโบอิง 777 ที่กำลังนำพาผู้โดยสาร 227 คน และลูกเรือ 12 คน ได้ทะยานออกจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ มุ่งหน้าไปกรุงปักกิ่ง นักบินติดต่อหอบังคับการบินของมาเลเซีย อวยพรให้หลับฝันดี ผ่านไปไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง เครื่องบินกำลังจะเข้าสู่น่านฟ้าประเทศเวียดนาม
ตอนนั้นเอง จู่ ๆ เครื่องบินก็เปลี่ยนทิศทาง ส่วนเครื่องมือสื่อสารทางอิเล็กทรอนิกส์ก็ถูกตัดขาด ปรากฏว่าเครื่องบินวนกลับมาเหนือน่านฟ้ามาเลเซีย แล้วก็มุ่งหน้าไปยังมหาสมุทรอินเดียตอนใต้ที่ห่างไกลมาก จนกระทั่งเชื่อว่าเครื่องบินเชื้อเพลิงหมดลง
การค้นหาเครื่องบิน MH370 ถือเป็นภารกิจครั้งใหญ่และแพงที่สุดเท่าที่เคยมีมา ครอบคลุมพื้นที่การค้นหาที่กว้างใหญ่ไพศาลและใช้เวลายาวนาน 4 ปี แต่ก็ไม่พบร่องรอยของเครื่องบินเลย ทั้งที่มีการใช้นักสมุทรศาสตร์ วิศวกรการบิน และอาสาสมัคร รวมหลายพันชีวิต ตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียด และพยายามคำนวณว่าการเดินทางของเครื่องบินครั้งนั้นไปสิ้นสุดที่ใดกันแน่
สำหรับครอบครัวของผู้โดยสารและลูกเรือที่อยู่บนเครื่องบิน ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา มันคือความเศร้าโศกที่หลีกหนีไม่ได้ การต่อสู้เพื่อให้การค้นหายังดำเนินต่อไป เพื่อหาคำตอบว่า เกิดอะไรขึ้นกับ MH370 และทำไมมันถึงเกิดขึ้น
นายหลี่ ตระเวนไปทั่วโลกเพื่อรณรงค์สนับสนุนให้การค้นหาดำเนินต่อไป เขาระบุว่า ใช้เงินเก็บทั้งชีวิตไปกับการเดินทางไปยุโรปและเอเชีย รวมถึงชายหาดในมาดากัสการ์ ซึ่งพบเศษซากจากเครื่องบินที่สูญหาย
เขาระบุว่า ต้องการสัมผัสผืนทรายที่ลูกชายของเขาอาจถูกคลื่นซัดเข้ามา เขาจำได้ดีว่า ตะโกนออกไปยังมหาสมุทรอินเดียบอก หยางหลิน ลูกชายว่า พ่อมารับลูกกลับบ้านแล้ว
“ผมจะเดินทางต่อไป ไปจนสุดขอบโลก เพื่อค้นหาลูกชายผม” เขากล่าว
หลี่ และภรรยา อายุปลาย 60 แล้ว พวกเขาอาศัยอยู่ในแถบชนบทของมณฑลเหอเปย์ของจีน รายได้ส่วนใหญ่ของพวกเขา หมดไปกับการจ่ายค่าเล่าเรียนลูก ๆ และไม่เคยมีเงินเหลือสำหรับการเดินทางเลย
หยางหลิน เป็นคนเดียวของหมู่บ้านที่ได้ไปมหาวิทยาลัย และได้งานทำในต่างประเทศ โดยทำงานที่บริษัทโทรคมนาคมในมาเลเซีย
เขากำลังกลับมาจีน เพื่อนัดทำวีซ่า ตอนที่เครื่องบินสูญหายไป “ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ เราไม่เคยไปกระทั่งเมืองฮานดัง ที่อยู่ใกล้หมู่บ้านเลย”
มาวันนี้ หลี่และภรรยา เดินทางจนช่ำชองแล้ว และพวกเขากลับมามาเลเซีย เพื่อร่วมวันครบรอบ 10 ปีที่เครื่องบินสูญหายไป พร้อมกับครอบครัวผู้เศร้าโศกอื่น ๆ
หยางหลิน เป็นหนึ่งในผู้โดยสารชาวจีน 153 คนบนเครื่องบินลำนี้ พ่อแม่ของเขาเป็นหนึ่งใน 40 ครอบครัวชาวจีน ที่ปฏิเสธเงินชดเชยที่รัฐบาลมาเลเซียมอบให้ และได้ดำเนินการฟ้องร้องสายการบิน ผู้ผลิตเครื่องบิน และผู้เกี่ยวข้องอื่น ๆ จากในประเทศจีน
10 ปีมานี้ ญาติมิตรของผู้โดยสารหลายคนได้ก้าวข้ามเรื่องราวนี้ และใช้ชีวิตต่อไปแล้ว แต่พวกเขาก็ยังรู้สึกถูกพันธนาการจากเครื่องบินที่สูญหายอยู่
เกรซ นาธาน กำลังสอบวิชากฎหมายครั้งสุดท้ายในสหราชอาณาจักร ตอนที่ MH370 สูญหายไป แม่ของเธอ คือ แอน อยู่บนเครื่องด้วย มาวันนี้ เธอเป็นทนายความอยู่ในมาเลเซียแล้ว และเป็นแม่ของลูกเล็ก 2 คน
ในพิธีรำลึกเครื่องบิน MH370 ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ปีนี้ เธอเล่าย้อนไปว่า เธอถือรูปแม่ของเธอ ขณะเดินผ่านโถงทางเดินเข้าสู่พิธีวิวาห์ และหวนคิดถึงคำปรึกษาของแม่ตอนที่ตั้งท้องบุตรทั้งสอง
เบื้องหน้าจุดประกอบพิธีรำลึก มีเศษชิ้นส่วน 2-3 ชิ้นจากเครื่องบินวางอยู่ นี่เป็นหลักฐานทางกายภาพประเภทเดียวที่ถูกเก็บกู้มาได้ (ไม่เคยมีการพบร่างผู้เสียชีวิต) มันเป็นเศษชิ้นส่วนของปีกเครื่องบิน ที่สนิมเกาะแน่นจากการจมอยู่ใต้ทะเลมานาน และถลอกเปิดออกมาจนเห็นโครงสร้างที่ซับซ้อนภายใน ที่ดูผิวเผินช่างแสนเปราะบาง
ในกลุ่มคนที่กำลังรำลึกอย่างเศร้าสลด คือ เบลน กิบสัน ผู้ค้นพบเศษชิ้นส่วนของ MH370 มากที่สุด
กิบสัน เป็นตัวละครที่เปี่ยมสีสัน ซึ่งโลดแล่นอยู่ในมหากาพย์ MH370 เขาเป็นนักผจญภัยสมัครเล่น แต่งกายเหมือนอินเดียนาโจนส์ และได้ใช้เงินจากการขายบ้านในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย มาเพื่อทำตามความฝันในการเดินทาง ด้วยเป้าหมายเดินทางไปให้ครบทุกประเทศของโลก
“ตอนที่ผมเข้าร่วมพิธีครบ 1 ปี ผมได้รู้ว่า ยังไม่มีใครจัดการค้นหาเศษชิ้นส่วนตามแนวชายฝั่ง ไม่มีใครคิดจะทำเลย พวกเขาทุ่มเงินหลายล้านดอลลาร์สหรัฐไปกับการค้นหาใต้ทะเล ผมเลยคิดว่า เศษชิ้นส่วนแรกของเครื่องบิน อาจถูกพบโดยใครก็ตามที่เดินอยู่บนชายหาด ในเมื่อไม่มีใครทำ ผมเลยคิดว่าผมน่าจะทำเองได้”
เขาเล่าว่า ใช้เวลาค้นหานานกว่า 1 ปี ตระเวนไปตามชายหาดของเมียนมา ไกลถึงมัลดีฟส์ ก่อนจะค้นพบเศษชิ้นส่วนแรก ซึ่งเป็นเศษซากตัวปรับระดับความสูงด้านข้างเครื่องบิน บนผืนทรายในโมซัมบิก
ในเวลาไล่เลี่ยกันนั้นเอง มีการพบเศษชิ้นส่วนขนาดใหญ่กว่า นั่นคือ ชิ้นส่วนปีกที่ทำหน้าที่สร้างแรงยกระหว่างเครื่องขึ้นและลง บนเกาะรียูเนียน ซึ่งเป็นการยืนยันกับครอบครัวของผู้โดยสารและลูกเรือ MH370 ว่า เครื่องบินพุ่งตกลงไปในมหาสมุทรอินเดีย
เศษชิ้นส่วนอื่น ๆ ที่ค้นพบตลอด 16 เดือนนับแต่เครื่องบินสูญหาย ล้วนถูกคลื่นซัดเข้าชายฝั่งตามประเทศแถบแอฟริกาตะวันออก
การวิเคราะห์กระแสคลื่นในมหาสมุทรอินเดียตอนใต้ ชี้ให้เห็นว่า เศษชิ้นส่วนเหล่านี้น่าจะมาจากจุดที่เชื่อว่า MH370 ได้ตกลงไปในทะเล
อัสลัม ข่าน อดีตผู้นำการสืบสวนของมาเลเซีย อธิบายว่า พวกเขาระบุที่มาของเศษชิ้นส่วนได้ จากหมายเลขประจำชิ้นส่วนที่ตรงกับบันทึกของผู้ผลิตเครื่องบิน จนทำให้ชัดเจนว่า เศษชิ้นส่วนเหล่านี้มาจากเครื่องบินโบอิงของสายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์จริง
ลักษณะตัวอักษรที่นูนขึ้นเป็นเอกลักษณ์ ทำให้มั่นใจว่าชิ้นส่วนเหล่านี้มาจากเครื่องบินโบอิง 777 เที่ยวบิน MH370 จริง เพราะที่ผ่านมา ไม่เคยมีเครื่องบินรุ่นนี้ตกในมหาสมุทรอินเดียเลย
ก่อนที่จะพบชิ้นส่วนสำคัญชิ้นนั้น หลักฐานเดียวที่ชี้ว่าเครื่องบินบินวกกลับมา คือข้อมูลจากเรดาร์ทางการทหารในมาเลเซียและไทย ซึ่งตรวจพบว่าเครื่องบินกำลังบินไปทางตะวันตก เหนือคาบสมุทรมาเลย์
จากนั้น บริษัทอังกฤษชื่อ อินมาร์แซต ได้ตรวจพบสัญญาณต่อเนื่อง 6 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 1 ชั่วโมง มันเป็นสัญญาณที่สะท้อนไปมาระหว่างหนึ่งในดาวเทียมของบริษัท กับ MH370 ในขณะที่เครื่องบินกำลังมุ่งหน้าไปทางใต้ ซึ่งตลอดเวลานั้น การสื่อสารบนเครื่องบินถูกตัดขาดทั้งหมด
ข้อมูลที่กระจัดกระจายเหล่านี้ ถูกนำมาใช้เทียบเคียงเพื่อวัดระยะห่างระหว่างเครื่องบินและที่ตั้งของดาวเทียมในแต่ละชั่วโมงที่เกิดสัญญาณดังขึ้น เพื่อประเมินจุดตกของเครื่องบิน แต่กระนั้น มันก็ยังเป็นพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลในท้องทะเลที่ลึกมาก ๆ
การค้นหาเครื่องบิน MH370 มีการใช้เรือ 60 ลำ อากาศยาน 50 ลำ จาก 26 ประเทศ โดยใช้เวลาค้นหาตั้งแต่เดือน มี.ค. 2014 จนกระทั่งเดือน ม.ค. 2017 ก่อนจะหยุดไป แล้วกลับมาค้นหาอีกครั้งในช่วงต้นปี 2018 เป็นเวลา 5 เดือน ซึ่งดำเนินการโดยบริษัท โอเชียน อินฟินิตี ของสหรัฐฯ ที่ใช้โดรนใต้น้ำแสกนพื้นทะเล
การขาดข้อมูลที่มีน้ำหนัก ก่อให้เกิดทฤษฎีมากมาย บางครั้งก็ไปไกลจนไม่น่าเชื่อ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบินถูกจี้แล้วบินไปรัสเซีย หรือฐานทัพอากาศสหรัฐฯ บนเกาะดีเอโก การ์เซีย โจมตีเครื่องบินจนตก
“นี่มันน่ารังเกียจมาก” ฟลอเรนซ์ เด ชางกี นักข่าวชาวฝรั่งเศส กล่าวขณะมองเศษชิ้นส่วนของ MH370
ชางกี เขียนหนังสือวิจัยที่ลงรายละเอียดเชิงลึก ซึ่งเป็นหนึ่งในหนังสือกว่า 100 เล่ม เกี่ยวกับ MH370
เธอโต้แย้งว่า ทฤษฎีว่าเครื่องบินวกกลับมาแล้วบินลงไปทางใต้นั้นเป็นทฤษฎีปลอม เธอเชื่อว่า เศษชิ้นส่วนที่ถูกพบนั้น ไม่ได้มาจาก MH370 พร้อมตั้งคำถามถึงสัมภาระที่เครื่องบินบรรทุกไปด้วย โดยในหนังสือของเธอ เธอชี้ว่า เครื่องบินอาจถูกเครื่องบินสหรัฐฯ ยิงโจมตีเหนือทะเลจีนใต้ เพราะสัมภาระชิ้นนี้
แต่กลายเป็นว่า ทางการและผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่กลับเชื่อข้อมูลเรดาร์และดาวเทียมที่มาเลเซียและอินมาร์แซต นำมาให้ดูเพื่อชี้ว่า เครื่องบินบินต่อไปทางใต้ตลอด คำอธิบายเดียวของปริศนาที่เกิดขึ้นคือ มีใครบางคนจงใจขับเครื่องบินลงไปทางใต้เช่นนี้อย่างจงใจ
ในสารคดีข่าวของบีบีซีตอน “ทำไมเครื่องบินหายไป” ผู้เชี่ยวชาญด้านการบินชาวฝรั่งเศส 2 คน ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นนักบินมากประสบการณ์ด้วย พวกเขาได้ใช้แบบจำลองการบินเพื่อพยายามสร้างเส้นทางบินของ MH370 ขึ้นมาใหม่ เพื่อแสดงให้เห็นว่า เครื่องบินที่เข้าสู่น่านฟ้าทะเลจีนใต้แล้วจู่ ๆ ก็วกกลับมามาเลเซีย หลังขาดการติดต่อกับหอบังคับการบิน สิ่งนี้เป็นไปได้ก็ต่อเมื่อมีนักบินที่มีทักษะสูงและมีประสบการณ์เป็นผู้บังคับเครื่องบินให้ทำเช่นนี้
ข้อเท็จจริงที่ว่าการวกเครื่องบินกลับ เกิดขึ้นในขณะที่เครื่องบินกำลังจะออกจากน่านฟ้ามาเลเซียเข้าไปยังเวียดนาม ชี้ให้เห็นว่าเพราะนักบินคนนั้นพยายามปกปิดเส้นทางการบิน เขารู้ดีว่า มันต้องใช้เวลาสักพักหนึ่งกว่าที่หอบังคับการบินเวียดนามจะรายงานว่าไม่ได้รับการติดต่อจากเครื่องบิน
มันยังมีทฤษฎีอื่น ๆ อีก ยกตัวอย่างเช่น ทฤษฎีว่าผู้โดยสารและลูกเรือทุกคนบนเครื่องสลบไปจากภาวะขาดออกซิเจน ที่เกิดขึ้นจากความดันอากาศที่ลดลงอย่างไม่คาดคิด หรือทฤษฎีว่า เกิดไฟไหม้รุนแรงหรือเหตุระเบิดทำให้การติดต่อขาดหายไป จนทำให้นักบินต้องวกเครื่องบินกลับ แต่การบังคับเครื่องให้เลี้ยวกลับ แล้วบินต่อไปอย่างต่อเนื่องดังที่ปรากฏเป็นเวลาถึง 7 ชั่วโมง ทำให้ทฤษฎีเหล่านี้แทบเป็นไปไม่ได้
แต่แนวคิดว่าหนึ่งในนักบินตั้งใจขับเครื่องบิน เพื่อพาผู้โดยสารทุกคนไปสู่ความตายนั้น ก็ยากที่จะยอมรับเช่นกัน เพราะนักบินทั้งสองไม่เคยมีประวัติที่จะอธิบายว่า พวกเขาจะทำอย่างนั้นไปทำไม
ทฤษฎีและการคาดการณ์ต่าง ๆ นานานี้ ยิ่งซ้ำเติมครอบครัวของผู้สูญเสีย
“แม้แต่ศัตรูที่เลวร้ายที่สุด ผมก็ไม่อยากให้เขาต้องเจอแบบนี้” จากวีตา กอนซาเลซ ภรรยาของแพทริค โกเมส ผู้ช่วยนักบิน MH370 กล่าว
“สิ่งที่เราต้องเผชิญมันเหมือนรถไฟเหาะตีลังกา ตอนที่พวกเขาเริ่มการค้นหา เราจะได้ยินว่า พวกเขาเห็นอะไรบางอย่าง ความหวังเราก็สูงมาก จากนั้นสิ่งที่เราได้ยินคือ มันไม่ใช่ มันไม่ใช่ MH370 แล้วจิตใจเราก็ดิ่งลงมา แต่ละครั้งที่ได้ยินอะไรแบบนี้ มันเหมือนมีคนให้ความหวัง แล้วก็พรากมันไปจากเรา”
เหล่าครอบครัววิจารณ์รัฐบาลมาเลเซียอย่างหนักตั้งแต่แรกเริ่ม ไม่ว่าจะการตอบสนองสถานการณ์ที่สับสน ความล้มเหลวในการใช้เรดาร์ทางการทหารเพื่อติดตาม MH370 และท่าทีที่ไม่ต้องการดำเนินการค้นหาต่อไป หลังภารกิจค้นหาครั้งล่าสุดโดย โอเชียน อินฟินิตี สิ้นสุดลงในช่วงกลางปี 2018
ทางบริษัทเองเสนอว่าจะดำเนินการค้นหาอีกครั้ง ด้วยหลักการว่า ถ้าไม่เจอก็ไม่เก็บค่าใช้จ่าย แต่ก็ยังต้องรอทางรัฐบาลมาเลเซียอนุมัติ
เจ้าหน้าที่มาเลเซียบางคนเองบอกบีบีซีเป็นการส่วนตัวว่า รัฐบาลควรทำอะไรมากกว่านี้ แต่ท่าทีเฉยเมยก็อธิบายได้จากการที่ประเทศเผชิญกับความวุ่นวายทางการเมืองในช่วงไม่กี่ปีมานี้ แล้วยังเกิดโรคระบาด ซึ่งทำให้ครอบครัวผู้โดยสารและลูกเรือ MH370 จัดพิธีรำลึกประจำปีไม่ได้
รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมมาเลเซียคนปัจจุบัน แอนโทนี โลค เข้าร่วมพิธีรำลึกครบรอบ 10 ปีในกรุงกัวลาลัมเปอร์ด้วย โดยให้สัญญาว่า เขาจะพยายามค้นหาเครื่องบินที่หายไป พร้อมประกาศว่า กำลังหารือกับ โอเชียน อินฟินิตี ถึงความเป็นไปได้ในการเริ่มการค้นหาใหม่อีกครั้งในปีนี้
โอเชียน อินฟินิตี ได้แสกนพื้นผิวทะเลรวมระยะทาง 112,000 กิโลเมตรในปี 2018 แต่ก็ยอมรับว่า พื้นที่ค้นหามีความซับซ้อน และมีหุบเขาใต้ทะเลลึกด้วย จึงเป็นไปได้ที่เครื่องบินอาจเล็ดลอดการตรวจจับไป
ริชาร์ด กอดฟรีย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีการบินที่เกษียณแล้วชาวอังกฤษ เป็นอีกคนที่ถูกดึงเข้ามาสู่มหากาพย์ MH370 เขาเชื่อว่า เขาได้ตรวจพบจุดตกของเครื่องบินที่แคบลงมา โดยใช้การวิเคราะห์ขั้นสูงของคลื่นวิทยุความถี่สั้น ที่นักเล่นวิทยุสมัครเล่นมักใช้กัน วงค้นหาที่แคบลงนี้เอง จะช่วยให้โดรนใต้น้ำทำการค้นหาพื้นที่ได้อย่างละเอียดมากขึ้น
“แต่ละปี จะมีข้อมูลคลื่นความถี่สั้นถึง 1,700 ล้านครั้ง จินตนาการแหประมงที่คลุมไปทั่วโลก แต่ละครั้งที่เครื่องบินผ่านเข้ามาในแหนี้ มันก็จะพุ่งทะลุแหออกไป มันทำให้ผมทราบว่าเครื่องบินอยู่ตรงไหนในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ ตลอด 6 ชั่วโมงที่ MH370 มุ่งหน้าไปยังมหาสมุทรอินเดียตอนใต้ ผมพบความผิดปกติถึง 313 ครั้งในสัญญาณวิทยุ จาก 95 จุด ข้อมูลนี้ทำให้ผมบีบขอบเขตจุดที่เครื่องบินตกได้แคบลง เพื่อทำการค้นหาได้แม่นยำมากขึ้น”
มหาวิทยาลัยลิเวอร์พูล กำลังทดสอบวิธีการของริชาร์ด โดยจะเปิดเผยผลทดสอบว่าวิธีการนี้ใช้ได้ผลจริงแค่ไหน ภายในปีนี้
ครอบครัวของผู้โดยสารและนักบิน MH370 รู้สึกใจชื้นขึ้นจากคำสัญญาของรัฐมนตรีคมนาคมมาเลเซีย ซึ่งสะท้อนจุดยืนที่เปลี่ยนไปของรัฐบาล แต่พวกเขาก็ไม่ปักใจเชื่อนัก เพราะความหวังถูกทำลายมาแล้วหลายครั้ง
“ฉันแค่อยากให้พบเครื่องบิน” นางกอนซาเลซ กล่าว “อย่างน้อยสามีฉันจะได้ตายตาหลับ ตอนนี้ ฉันทำอะไรให้เขาไม่ได้เลย จัดพิธีรำลึกก็ไม่ได้ เพราะเราไม่มีอะไรจากเขากลับมาเลย”
ในพื้นที่จัดพิธีรำลึก มีการตั้งกระดานขนาดใหญ่ ให้ผู้คนได้เขียนข้อความ ไม่ว่าจะข้อความแห่งความหวัง ความเห็นใจ หรือความทุกข์
หลี่ คุกเข่าลงไปเขียนข้อความถึงลูกชาย หยางหลิน เป็นอักษรจีนตัวใหญ่ จากนั้นก็นั่งร้องไห้ มองไปที่ข้อความที่เขาเขียน
“ลูกเอ๋ย มันสิบปีแล้วนะ” เขาเขียน “แม่และพ่อมารับลูกกลับบ้านนะ”