MH370: ปริศนา 10 ปี เครื่องบินมาเลเซียแอร์ไลน์สูญหาย ที่หลอกหลอนครอบครัวผู้เศร้าสลด

Li Eryou weeps after as he writes a message to his missing son

ที่มาของภาพ, BBC/ Lulu Luo

คำบรรยายภาพ, นายหลี่ร้องไห้ หลังเขียนข้อความถึงลูกชาย
    • Author, โจนาธาน เฮด
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซี รายงานจากกรุงกัวลาลัมเปอร์
  • Published

ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา หลี่ เอ้อโหยว ถูกหลอกหลอนด้วยคำว่า “สูญเสียการติดต่อ”

นั่นคือสิ่งที่สายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์บอกเขา ตอนที่เที่ยวบิน MH370 สูญหายไป พร้อมกับลูกชายชื่อ หยางหลิน ที่โดยสารอยู่ด้วย

“ตลอดหลายปีมานี้ ผมถามเขามาตลอดว่า ‘สูญเสียการติดต่อ’ หมายความว่าอะไร ถ้าคุณขาดการติดต่อกับใคร คุณก็ต้องพยายามติดต่อกลับไปสิ” หลี่ กล่าว

เขาและภรรยา หลิว จ้วงเฟิง ซึ่งเป็นชาวนาจากหมู่บ้านทางใต้ของกรุงปักกิ่ง พยายามทำใจและยอมรับกับเหตุการณ์ที่เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งใน “ปริศนาอันยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์” แห่งวงการการบิน

ย้อนไปเมื่อวันที่ 8 มี.ค. 2014 เครื่องบินโบอิง 777 ที่กำลังนำพาผู้โดยสาร 227 คน และลูกเรือ 12 คน ได้ทะยานออกจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ มุ่งหน้าไปกรุงปักกิ่ง นักบินติดต่อหอบังคับการบินของมาเลเซีย อวยพรให้หลับฝันดี ผ่านไปไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง เครื่องบินกำลังจะเข้าสู่น่านฟ้าประเทศเวียดนาม

ตอนนั้นเอง จู่ ๆ เครื่องบินก็เปลี่ยนทิศทาง ส่วนเครื่องมือสื่อสารทางอิเล็กทรอนิกส์ก็ถูกตัดขาด ปรากฏว่าเครื่องบินวนกลับมาเหนือน่านฟ้ามาเลเซีย แล้วก็มุ่งหน้าไปยังมหาสมุทรอินเดียตอนใต้ที่ห่างไกลมาก จนกระทั่งเชื่อว่าเครื่องบินเชื้อเพลิงหมดลง

การค้นหาเครื่องบิน MH370 ถือเป็นภารกิจครั้งใหญ่และแพงที่สุดเท่าที่เคยมีมา ครอบคลุมพื้นที่การค้นหาที่กว้างใหญ่ไพศาลและใช้เวลายาวนาน 4 ปี แต่ก็ไม่พบร่องรอยของเครื่องบินเลย ทั้งที่มีการใช้นักสมุทรศาสตร์ วิศวกรการบิน และอาสาสมัคร รวมหลายพันชีวิต ตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียด และพยายามคำนวณว่าการเดินทางของเครื่องบินครั้งนั้นไปสิ้นสุดที่ใดกันแน่

สำหรับครอบครัวของผู้โดยสารและลูกเรือที่อยู่บนเครื่องบิน ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา มันคือความเศร้าโศกที่หลีกหนีไม่ได้ การต่อสู้เพื่อให้การค้นหายังดำเนินต่อไป เพื่อหาคำตอบว่า เกิดอะไรขึ้นกับ MH370 และทำไมมันถึงเกิดขึ้น

นายหลี่ ตระเวนไปทั่วโลกเพื่อรณรงค์สนับสนุนให้การค้นหาดำเนินต่อไป เขาระบุว่า ใช้เงินเก็บทั้งชีวิตไปกับการเดินทางไปยุโรปและเอเชีย รวมถึงชายหาดในมาดากัสการ์ ซึ่งพบเศษซากจากเครื่องบินที่สูญหาย

เขาระบุว่า ต้องการสัมผัสผืนทรายที่ลูกชายของเขาอาจถูกคลื่นซัดเข้ามา เขาจำได้ดีว่า ตะโกนออกไปยังมหาสมุทรอินเดียบอก หยางหลิน ลูกชายว่า พ่อมารับลูกกลับบ้านแล้ว

“ผมจะเดินทางต่อไป ไปจนสุดขอบโลก เพื่อค้นหาลูกชายผม” เขากล่าว

A man takes a photo at the 10th anniversary commemoration

ที่มาของภาพ, BBC/ Lulu Luo

คำบรรยายภาพ, ครอบครัวของผู้โดยสารและลูกเรือบนเครื่องบิน MH370 รวมตัวกันที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ในโอกาสครบรอบ 10 ปีที่เครื่องบินสูญหาย

หลี่ และภรรยา อายุปลาย 60 แล้ว พวกเขาอาศัยอยู่ในแถบชนบทของมณฑลเหอเปย์ของจีน รายได้ส่วนใหญ่ของพวกเขา หมดไปกับการจ่ายค่าเล่าเรียนลูก ๆ และไม่เคยมีเงินเหลือสำหรับการเดินทางเลย

หยางหลิน เป็นคนเดียวของหมู่บ้านที่ได้ไปมหาวิทยาลัย และได้งานทำในต่างประเทศ โดยทำงานที่บริษัทโทรคมนาคมในมาเลเซีย

เขากำลังกลับมาจีน เพื่อนัดทำวีซ่า ตอนที่เครื่องบินสูญหายไป “ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ เราไม่เคยไปกระทั่งเมืองฮานดัง ที่อยู่ใกล้หมู่บ้านเลย”

มาวันนี้ หลี่และภรรยา เดินทางจนช่ำชองแล้ว และพวกเขากลับมามาเลเซีย เพื่อร่วมวันครบรอบ 10 ปีที่เครื่องบินสูญหายไป พร้อมกับครอบครัวผู้เศร้าโศกอื่น ๆ

หยางหลิน เป็นหนึ่งในผู้โดยสารชาวจีน 153 คนบนเครื่องบินลำนี้ พ่อแม่ของเขาเป็นหนึ่งใน 40 ครอบครัวชาวจีน ที่ปฏิเสธเงินชดเชยที่รัฐบาลมาเลเซียมอบให้ และได้ดำเนินการฟ้องร้องสายการบิน ผู้ผลิตเครื่องบิน และผู้เกี่ยวข้องอื่น ๆ จากในประเทศจีน

10 ปีมานี้ ญาติมิตรของผู้โดยสารหลายคนได้ก้าวข้ามเรื่องราวนี้ และใช้ชีวิตต่อไปแล้ว แต่พวกเขาก็ยังรู้สึกถูกพันธนาการจากเครื่องบินที่สูญหายอยู่

A message from Grace Nathan's husband to his mother-in-law who was on MH370 when it disappeared

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ข้อความจากสามีของ เกรซ นาธาน ถึงแม่ภรรยาของเขา ที่อยู่บนเที่ยวบิน MH370

เกรซ นาธาน กำลังสอบวิชากฎหมายครั้งสุดท้ายในสหราชอาณาจักร ตอนที่ MH370 สูญหายไป แม่ของเธอ คือ แอน อยู่บนเครื่องด้วย มาวันนี้ เธอเป็นทนายความอยู่ในมาเลเซียแล้ว และเป็นแม่ของลูกเล็ก 2 คน

ในพิธีรำลึกเครื่องบิน MH370 ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ปีนี้ เธอเล่าย้อนไปว่า เธอถือรูปแม่ของเธอ ขณะเดินผ่านโถงทางเดินเข้าสู่พิธีวิวาห์ และหวนคิดถึงคำปรึกษาของแม่ตอนที่ตั้งท้องบุตรทั้งสอง

เบื้องหน้าจุดประกอบพิธีรำลึก มีเศษชิ้นส่วน 2-3 ชิ้นจากเครื่องบินวางอยู่ นี่เป็นหลักฐานทางกายภาพประเภทเดียวที่ถูกเก็บกู้มาได้ (ไม่เคยมีการพบร่างผู้เสียชีวิต) มันเป็นเศษชิ้นส่วนของปีกเครื่องบิน ที่สนิมเกาะแน่นจากการจมอยู่ใต้ทะเลมานาน และถลอกเปิดออกมาจนเห็นโครงสร้างที่ซับซ้อนภายใน ที่ดูผิวเผินช่างแสนเปราะบาง

ในกลุ่มคนที่กำลังรำลึกอย่างเศร้าสลด คือ เบลน กิบสัน ผู้ค้นพบเศษชิ้นส่วนของ MH370 มากที่สุด

กิบสัน เป็นตัวละครที่เปี่ยมสีสัน ซึ่งโลดแล่นอยู่ในมหากาพย์ MH370 เขาเป็นนักผจญภัยสมัครเล่น แต่งกายเหมือนอินเดียนาโจนส์ และได้ใช้เงินจากการขายบ้านในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย มาเพื่อทำตามความฝันในการเดินทาง ด้วยเป้าหมายเดินทางไปให้ครบทุกประเทศของโลก

“ตอนที่ผมเข้าร่วมพิธีครบ 1 ปี ผมได้รู้ว่า ยังไม่มีใครจัดการค้นหาเศษชิ้นส่วนตามแนวชายฝั่ง ไม่มีใครคิดจะทำเลย พวกเขาทุ่มเงินหลายล้านดอลลาร์สหรัฐไปกับการค้นหาใต้ทะเล ผมเลยคิดว่า เศษชิ้นส่วนแรกของเครื่องบิน อาจถูกพบโดยใครก็ตามที่เดินอยู่บนชายหาด ในเมื่อไม่มีใครทำ ผมเลยคิดว่าผมน่าจะทำเองได้”

เขาเล่าว่า ใช้เวลาค้นหานานกว่า 1 ปี ตระเวนไปตามชายหาดของเมียนมา ไกลถึงมัลดีฟส์ ก่อนจะค้นพบเศษชิ้นส่วนแรก ซึ่งเป็นเศษซากตัวปรับระดับความสูงด้านข้างเครื่องบิน บนผืนทรายในโมซัมบิก

ในเวลาไล่เลี่ยกันนั้นเอง มีการพบเศษชิ้นส่วนขนาดใหญ่กว่า นั่นคือ ชิ้นส่วนปีกที่ทำหน้าที่สร้างแรงยกระหว่างเครื่องขึ้นและลง บนเกาะรียูเนียน ซึ่งเป็นการยืนยันกับครอบครัวของผู้โดยสารและลูกเรือ MH370 ว่า เครื่องบินพุ่งตกลงไปในมหาสมุทรอินเดีย

เศษชิ้นส่วนอื่น ๆ ที่ค้นพบตลอด 16 เดือนนับแต่เครื่องบินสูญหาย ล้วนถูกคลื่นซัดเข้าชายฝั่งตามประเทศแถบแอฟริกาตะวันออก

Battered pieces from the plane on display at the gathering for the 10th anniversary.

ที่มาของภาพ, BBC/ Lulu Luo

คำบรรยายภาพ, เศษชิ้นส่วนของเครื่องบิน ถูกนำมาจัดแสดงในพิธี

การวิเคราะห์กระแสคลื่นในมหาสมุทรอินเดียตอนใต้ ชี้ให้เห็นว่า เศษชิ้นส่วนเหล่านี้น่าจะมาจากจุดที่เชื่อว่า MH370 ได้ตกลงไปในทะเล

อัสลัม ข่าน อดีตผู้นำการสืบสวนของมาเลเซีย อธิบายว่า พวกเขาระบุที่มาของเศษชิ้นส่วนได้ จากหมายเลขประจำชิ้นส่วนที่ตรงกับบันทึกของผู้ผลิตเครื่องบิน จนทำให้ชัดเจนว่า เศษชิ้นส่วนเหล่านี้มาจากเครื่องบินโบอิงของสายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์จริง

ลักษณะตัวอักษรที่นูนขึ้นเป็นเอกลักษณ์ ทำให้มั่นใจว่าชิ้นส่วนเหล่านี้มาจากเครื่องบินโบอิง 777 เที่ยวบิน MH370 จริง เพราะที่ผ่านมา ไม่เคยมีเครื่องบินรุ่นนี้ตกในมหาสมุทรอินเดียเลย

ก่อนที่จะพบชิ้นส่วนสำคัญชิ้นนั้น หลักฐานเดียวที่ชี้ว่าเครื่องบินบินวกกลับมา คือข้อมูลจากเรดาร์ทางการทหารในมาเลเซียและไทย ซึ่งตรวจพบว่าเครื่องบินกำลังบินไปทางตะวันตก เหนือคาบสมุทรมาเลย์

จากนั้น บริษัทอังกฤษชื่อ อินมาร์แซต ได้ตรวจพบสัญญาณต่อเนื่อง 6 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 1 ชั่วโมง มันเป็นสัญญาณที่สะท้อนไปมาระหว่างหนึ่งในดาวเทียมของบริษัท กับ MH370 ในขณะที่เครื่องบินกำลังมุ่งหน้าไปทางใต้ ซึ่งตลอดเวลานั้น การสื่อสารบนเครื่องบินถูกตัดขาดทั้งหมด

ข้อมูลที่กระจัดกระจายเหล่านี้ ถูกนำมาใช้เทียบเคียงเพื่อวัดระยะห่างระหว่างเครื่องบินและที่ตั้งของดาวเทียมในแต่ละชั่วโมงที่เกิดสัญญาณดังขึ้น เพื่อประเมินจุดตกของเครื่องบิน แต่กระนั้น มันก็ยังเป็นพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลในท้องทะเลที่ลึกมาก ๆ

Indonesian national search and rescue agency personnel watch over high seas during a search operation for missing Malaysia Airlines flight MH370 in the Andaman Sea on March 15, 2014.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, การค้นหายาวนานหลายปีทั้งทางทะเลและอากาศ นำมาสู่เบาะแสและทฤษฎีมากมาย แต่ไร้ซึ่งคำตอบ

การค้นหาเครื่องบิน MH370 มีการใช้เรือ 60 ลำ อากาศยาน 50 ลำ จาก 26 ประเทศ โดยใช้เวลาค้นหาตั้งแต่เดือน มี.ค. 2014 จนกระทั่งเดือน ม.ค. 2017 ก่อนจะหยุดไป แล้วกลับมาค้นหาอีกครั้งในช่วงต้นปี 2018 เป็นเวลา 5 เดือน ซึ่งดำเนินการโดยบริษัท โอเชียน อินฟินิตี ของสหรัฐฯ ที่ใช้โดรนใต้น้ำแสกนพื้นทะเล

การขาดข้อมูลที่มีน้ำหนัก ก่อให้เกิดทฤษฎีมากมาย บางครั้งก็ไปไกลจนไม่น่าเชื่อ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบินถูกจี้แล้วบินไปรัสเซีย หรือฐานทัพอากาศสหรัฐฯ บนเกาะดีเอโก การ์เซีย โจมตีเครื่องบินจนตก

“นี่มันน่ารังเกียจมาก” ฟลอเรนซ์ เด ชางกี นักข่าวชาวฝรั่งเศส กล่าวขณะมองเศษชิ้นส่วนของ MH370

ชางกี เขียนหนังสือวิจัยที่ลงรายละเอียดเชิงลึก ซึ่งเป็นหนึ่งในหนังสือกว่า 100 เล่ม เกี่ยวกับ MH370

เธอโต้แย้งว่า ทฤษฎีว่าเครื่องบินวกกลับมาแล้วบินลงไปทางใต้นั้นเป็นทฤษฎีปลอม เธอเชื่อว่า เศษชิ้นส่วนที่ถูกพบนั้น ไม่ได้มาจาก MH370 พร้อมตั้งคำถามถึงสัมภาระที่เครื่องบินบรรทุกไปด้วย โดยในหนังสือของเธอ เธอชี้ว่า เครื่องบินอาจถูกเครื่องบินสหรัฐฯ ยิงโจมตีเหนือทะเลจีนใต้ เพราะสัมภาระชิ้นนี้

แต่กลายเป็นว่า ทางการและผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่กลับเชื่อข้อมูลเรดาร์และดาวเทียมที่มาเลเซียและอินมาร์แซต นำมาให้ดูเพื่อชี้ว่า เครื่องบินบินต่อไปทางใต้ตลอด คำอธิบายเดียวของปริศนาที่เกิดขึ้นคือ มีใครบางคนจงใจขับเครื่องบินลงไปทางใต้เช่นนี้อย่างจงใจ

Malaysian Airlines aircraft are seen through a window as they stand on the tarmac at Kuala Lumpur International Airport (KLIA) in Sepang, Selangor, Malaysia, on Tuesday, Jan. 17, 2017.

ที่มาของภาพ, Getty Images

ในสารคดีข่าวของบีบีซีตอน “ทำไมเครื่องบินหายไป” ผู้เชี่ยวชาญด้านการบินชาวฝรั่งเศส 2 คน ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นนักบินมากประสบการณ์ด้วย พวกเขาได้ใช้แบบจำลองการบินเพื่อพยายามสร้างเส้นทางบินของ MH370 ขึ้นมาใหม่ เพื่อแสดงให้เห็นว่า เครื่องบินที่เข้าสู่น่านฟ้าทะเลจีนใต้แล้วจู่ ๆ ก็วกกลับมามาเลเซีย หลังขาดการติดต่อกับหอบังคับการบิน สิ่งนี้เป็นไปได้ก็ต่อเมื่อมีนักบินที่มีทักษะสูงและมีประสบการณ์เป็นผู้บังคับเครื่องบินให้ทำเช่นนี้

ข้อเท็จจริงที่ว่าการวกเครื่องบินกลับ เกิดขึ้นในขณะที่เครื่องบินกำลังจะออกจากน่านฟ้ามาเลเซียเข้าไปยังเวียดนาม ชี้ให้เห็นว่าเพราะนักบินคนนั้นพยายามปกปิดเส้นทางการบิน เขารู้ดีว่า มันต้องใช้เวลาสักพักหนึ่งกว่าที่หอบังคับการบินเวียดนามจะรายงานว่าไม่ได้รับการติดต่อจากเครื่องบิน

มันยังมีทฤษฎีอื่น ๆ อีก ยกตัวอย่างเช่น ทฤษฎีว่าผู้โดยสารและลูกเรือทุกคนบนเครื่องสลบไปจากภาวะขาดออกซิเจน ที่เกิดขึ้นจากความดันอากาศที่ลดลงอย่างไม่คาดคิด หรือทฤษฎีว่า เกิดไฟไหม้รุนแรงหรือเหตุระเบิดทำให้การติดต่อขาดหายไป จนทำให้นักบินต้องวกเครื่องบินกลับ แต่การบังคับเครื่องให้เลี้ยวกลับ แล้วบินต่อไปอย่างต่อเนื่องดังที่ปรากฏเป็นเวลาถึง 7 ชั่วโมง ทำให้ทฤษฎีเหล่านี้แทบเป็นไปไม่ได้

แต่แนวคิดว่าหนึ่งในนักบินตั้งใจขับเครื่องบิน เพื่อพาผู้โดยสารทุกคนไปสู่ความตายนั้น ก็ยากที่จะยอมรับเช่นกัน เพราะนักบินทั้งสองไม่เคยมีประวัติที่จะอธิบายว่า พวกเขาจะทำอย่างนั้นไปทำไม

ทฤษฎีและการคาดการณ์ต่าง ๆ นานานี้ ยิ่งซ้ำเติมครอบครัวของผู้สูญเสีย

“แม้แต่ศัตรูที่เลวร้ายที่สุด ผมก็ไม่อยากให้เขาต้องเจอแบบนี้” จากวีตา กอนซาเลซ ภรรยาของแพทริค โกเมส ผู้ช่วยนักบิน MH370 กล่าว

“สิ่งที่เราต้องเผชิญมันเหมือนรถไฟเหาะตีลังกา ตอนที่พวกเขาเริ่มการค้นหา เราจะได้ยินว่า พวกเขาเห็นอะไรบางอย่าง ความหวังเราก็สูงมาก จากนั้นสิ่งที่เราได้ยินคือ มันไม่ใช่ มันไม่ใช่ MH370 แล้วจิตใจเราก็ดิ่งลงมา แต่ละครั้งที่ได้ยินอะไรแบบนี้ มันเหมือนมีคนให้ความหวัง แล้วก็พรากมันไปจากเรา”

A framed photo of Patrick Gomes,  Jaquita Gonzalez's husband.

ที่มาของภาพ, Lulu Luo/BBC

คำบรรยายภาพ, แพทริก โกเมส สามีของ จากวีตา กอนซาเลซ เป็นนักบินผู้ช่วยของ MH370

เหล่าครอบครัววิจารณ์รัฐบาลมาเลเซียอย่างหนักตั้งแต่แรกเริ่ม ไม่ว่าจะการตอบสนองสถานการณ์ที่สับสน ความล้มเหลวในการใช้เรดาร์ทางการทหารเพื่อติดตาม MH370 และท่าทีที่ไม่ต้องการดำเนินการค้นหาต่อไป หลังภารกิจค้นหาครั้งล่าสุดโดย โอเชียน อินฟินิตี สิ้นสุดลงในช่วงกลางปี 2018

ทางบริษัทเองเสนอว่าจะดำเนินการค้นหาอีกครั้ง ด้วยหลักการว่า ถ้าไม่เจอก็ไม่เก็บค่าใช้จ่าย แต่ก็ยังต้องรอทางรัฐบาลมาเลเซียอนุมัติ

เจ้าหน้าที่มาเลเซียบางคนเองบอกบีบีซีเป็นการส่วนตัวว่า รัฐบาลควรทำอะไรมากกว่านี้ แต่ท่าทีเฉยเมยก็อธิบายได้จากการที่ประเทศเผชิญกับความวุ่นวายทางการเมืองในช่วงไม่กี่ปีมานี้ แล้วยังเกิดโรคระบาด ซึ่งทำให้ครอบครัวผู้โดยสารและลูกเรือ MH370 จัดพิธีรำลึกประจำปีไม่ได้

รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมมาเลเซียคนปัจจุบัน แอนโทนี โลค เข้าร่วมพิธีรำลึกครบรอบ 10 ปีในกรุงกัวลาลัมเปอร์ด้วย โดยให้สัญญาว่า เขาจะพยายามค้นหาเครื่องบินที่หายไป พร้อมประกาศว่า กำลังหารือกับ โอเชียน อินฟินิตี ถึงความเป็นไปได้ในการเริ่มการค้นหาใหม่อีกครั้งในปีนี้

โอเชียน อินฟินิตี ได้แสกนพื้นผิวทะเลรวมระยะทาง 112,000 กิโลเมตรในปี 2018 แต่ก็ยอมรับว่า พื้นที่ค้นหามีความซับซ้อน และมีหุบเขาใต้ทะเลลึกด้วย จึงเป็นไปได้ที่เครื่องบินอาจเล็ดลอดการตรวจจับไป

ริชาร์ด กอดฟรีย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีการบินที่เกษียณแล้วชาวอังกฤษ เป็นอีกคนที่ถูกดึงเข้ามาสู่มหากาพย์ MH370 เขาเชื่อว่า เขาได้ตรวจพบจุดตกของเครื่องบินที่แคบลงมา โดยใช้การวิเคราะห์ขั้นสูงของคลื่นวิทยุความถี่สั้น ที่นักเล่นวิทยุสมัครเล่นมักใช้กัน วงค้นหาที่แคบลงนี้เอง จะช่วยให้โดรนใต้น้ำทำการค้นหาพื้นที่ได้อย่างละเอียดมากขึ้น

“แต่ละปี จะมีข้อมูลคลื่นความถี่สั้นถึง 1,700 ล้านครั้ง จินตนาการแหประมงที่คลุมไปทั่วโลก แต่ละครั้งที่เครื่องบินผ่านเข้ามาในแหนี้ มันก็จะพุ่งทะลุแหออกไป มันทำให้ผมทราบว่าเครื่องบินอยู่ตรงไหนในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ ตลอด 6 ชั่วโมงที่ MH370 มุ่งหน้าไปยังมหาสมุทรอินเดียตอนใต้ ผมพบความผิดปกติถึง 313 ครั้งในสัญญาณวิทยุ จาก 95 จุด ข้อมูลนี้ทำให้ผมบีบขอบเขตจุดที่เครื่องบินตกได้แคบลง เพื่อทำการค้นหาได้แม่นยำมากขึ้น”

มหาวิทยาลัยลิเวอร์พูล กำลังทดสอบวิธีการของริชาร์ด โดยจะเปิดเผยผลทดสอบว่าวิธีการนี้ใช้ได้ผลจริงแค่ไหน ภายในปีนี้

Li Eryou and Liu Shuangfeng in Kuala Lampur

ที่มาของภาพ, BBC/ Jonathan Head

คำบรรยายภาพ, 10 ปีผ่านไป หลี่ เอ้อโหยว และภรรยา ยังหาคำตอบว่าลูกชายหายไปไหน

ครอบครัวของผู้โดยสารและนักบิน MH370 รู้สึกใจชื้นขึ้นจากคำสัญญาของรัฐมนตรีคมนาคมมาเลเซีย ซึ่งสะท้อนจุดยืนที่เปลี่ยนไปของรัฐบาล แต่พวกเขาก็ไม่ปักใจเชื่อนัก เพราะความหวังถูกทำลายมาแล้วหลายครั้ง

“ฉันแค่อยากให้พบเครื่องบิน” นางกอนซาเลซ กล่าว “อย่างน้อยสามีฉันจะได้ตายตาหลับ ตอนนี้ ฉันทำอะไรให้เขาไม่ได้เลย จัดพิธีรำลึกก็ไม่ได้ เพราะเราไม่มีอะไรจากเขากลับมาเลย”

ในพื้นที่จัดพิธีรำลึก มีการตั้งกระดานขนาดใหญ่ ให้ผู้คนได้เขียนข้อความ ไม่ว่าจะข้อความแห่งความหวัง ความเห็นใจ หรือความทุกข์

หลี่ คุกเข่าลงไปเขียนข้อความถึงลูกชาย หยางหลิน เป็นอักษรจีนตัวใหญ่ จากนั้นก็นั่งร้องไห้ มองไปที่ข้อความที่เขาเขียน

“ลูกเอ๋ย มันสิบปีแล้วนะ” เขาเขียน “แม่และพ่อมารับลูกกลับบ้านนะ”