You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
Covid-19 rebound: เชื้อปะทุซ้ำหลังหายป่วยโควิดเกิดจากอะไร เกี่ยวกับยาแพ็กซ์โลวิดหรือไม่?
นายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ตรวจพบเชื้อโควิด-19 ซ้ำภายในเวลาเพียง 4 วันหลังผลตรวจเป็นลบ ส่งผลให้ประเด็นการกลับมาป่วยซ้ำหลังได้รับยาต้านไวรัสหรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า "Covid-19 rebound" โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับยาต้านไวรัสแพ็กซ์โลวิด (Paxlovid) ของ บ.ไฟเซอร์ กลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง
ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์และสาธารณสุขได้เก็บสถิติและศึกษาเรื่องการปะทุซ้ำของเชื้อโควิด-19 ในกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับยาต้านไวรัสแพ็กซ์โลวิดของไฟเซอร์มาระยะหนึ่งแล้ว แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปที่แน่ชัดถึงสาเหตุและความเชื่อมโยงกับยาตัวนี้
ขณะที่ศูนย์ควบคุมโรคติดต่อสหรัฐอเมริกายืนยันว่า ยาต้านไวรัสชนิดนี้มีประสิทธิภาพดีในการรักษาและยังคงแนะนำให้ผู้ป่วยรับยาให้เร็วที่สุดหลังจากมีอาการ แต่ก็เตือนว่าผู้ป่วยโควิด-19 ที่ได้รับยาแพ็กซ์โลวิดครบคอร์สและมีผลตรวจเป็นลบแล้ว มีโอกาสที่จะตรวจพบเชื้อไวรัสซ้ำและแพร่เชื้อได้อีก แต่ส่วนใหญ่จะมีอาการป่วยเพียงเล็กน้อย
เกิดอะไรขึ้นกับไบเดน
ประธานาธิบดีไบเดน วัย 79 ปี ตรวจพบว่าติดเชื้อโควิดเมื่อวันที่ 21 ก.ค. เขาได้รับยาต้านไวรัสแพ็กซ์โลวิดจนครบคอร์สเป็นเวลา 5 วัน จนกระทั่งตรวจไม่พบเชื้อเมื่อวันที่ 26 ก.ค. และการตรวจหาเชื้ออีก 3 ครั้งหลังจากนั้นก็ไม่พบเชื้ออีกเลย ทำให้นายไบเดนยุติการกักตัวและกลับมาปฏิบัติหน้าที่อีกครั้ง
เว็บไซต์ข่าวโพลิติโก (Politico) สื่อการเมืองชื่อดังของสหรัฐฯ รายงานว่า หลังจากตรวจไม่พบเชื้อ นายไบเดนได้ปรากฏตัวในที่สาธารณะโดยไม่ได้สวมหน้ากากอนามัย ซึ่งขัดกับคำแนะนำของศูนย์ควบคุมโรคติดต่อสหรัฐฯ ที่ระบุว่าผู้ที่ติดเชื้อโควิด-19 จะต้องสวมหน้ากากอนามัยเป็นเวลาอย่างน้อย 10 วัน นับตั้งแต่ตรวจพบว่าติดเชื้อ
ช่วงสายของวันเสาร์ที่ผ่านมา (30 ก.ค.) นายไบเดนตรวจหาเชื้อโควิดอีกครั้ง และพบว่าผลเป็นบวก นพ. เควิน โอคอนเนอร์ แพทย์ประจำทำเนียบขาวเปิดเผยว่านายไบเดนเป็นหนึ่งในจำนวนผู้ป่วยโควิดส่วนน้อยที่ได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสแพ็กซ์โลวิดแล้วกลับมาตรวจพบเชื้อซ้ำหลังจากหายป่วย (Covid-19 rebound)
นพ. โอคอนเนอร์ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ขณะนี้นายไบเดนมีอาการป่วยเพียงเล็กน้อย และไม่จำเป็นต้องได้รับยาต้านไวรัสเพิ่มเติม แต่เขาจะต้องกักตัวในที่พักที่ทำเนียบขาวต่อไปและอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด
ขณะที่นายไบเดน ซึ่งต้องยกเลิกการเดินทางไปพบกับภรรยาที่บ้านในรัฐเดลาแวร์ทวีตข้อความว่า ผลตรวจหาเชื้อโควิด-19 ของเขากลับมาเป็นบวกอีกครั้ง “นี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนจำนวนน้อย ผมไม่มีอาการอะไร แต่ต้องกักตัวต่อไปเพื่อความปลอดภัยของคนรอบตัว ผมยังคงทำงานทุกวัน และจะกลับมาพบทุกคนเร็ว ๆ นี้”
รู้จักแพ็กซ์โลวิด
เอกสารกำกับยาแพ็กซ์โลวิดที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ซึ่งอนุมัติให้นำเข้ายาแพ็กซ์โลวิดของ บ.ไฟเซอร์ เพื่อใช้ในกรณีฉุกเฉินระบุว่า แพ็กซ์โลวิดเป็นยาต้านไวรัสที่ใช้สําหรับรักษาโรคโควิด-19 ในผู้ป่วยที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ที่ไม่ต้องการออกซิเจนเสริม และเป็นผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการลุกลามไปเป็นโรคโควิด-19 ที่มีอาการรุนแรง
“แพ็กซ์โลวิดออกฤทธิ์ยับยั้งการเพิ่มจํานวนของเชื้อไวรัสในเซลล์และการยับยั้งนี้ได้หยุดการเพิ่มจํานวนของเชื้อไวรัสในร่างกาย ซึ่งช่วยให้ร่างกายของท่านสามารถต่อสู้กับการติดเชื้อไวรัส และอาจช่วยให้ท่านมีอาการดีขึ้นได้เร็วยิ่งขึ้น”
แพ็กซ์โลวิดประกอบด้วยยา 2 ชนิด คือ เนอร์มาเทรลเวียร์และริโทนาเวียร์ ขนาดยาที่แนะนําคือ เนอร์มาเทรลเวียร์จํานวน 2 เม็ด ร่วมกับริโทนาเวียร์ 1 เม็ด ให้รับประทานยาทั้งหมด 3 เม็ดพร้อมกันโดยรับประทานวันละ 2 ครั้ง (ตอนเช้าและตอนกลางคืน) เป็นเวลา 5 วัน ลปัจจุบัน หลายประเทศได้ขึ้นทะเบียนยาแพ็กซ์โลวิดสำหรับรักษาผู้ติดเชื้อโควิด-19 เช่น สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร แคนาดา สิงคโปร์ และจีน เป็นต้น
สำหรับประเทศไทย หลังจากที่ อย. อนุมัติให้นำเข้ามาใช้ในกรณีฉุกเฉิน คณะรัฐมนตรีก็เห็นชอบและอนุมัติงบประมาณให้กระทรวงสาธารณสุขจัดซื้อยาแพ็กซ์โลวิดจำนวน 50,000 คอร์สการรักษาหรือสำหรับผู้ป่วย 50,000 คน ซึ่งต่อมากรมการแพทย์ได้ลงนามสัญญาซื้อยาจาก บ.ไฟเซอร์ เมื่อวันที่ 24 มี.ค. และรับมอบยาเมื่อ 11 เม.ย.
แพ็กซ์โลวิดกับ “โควิดรีบาวด์”
ช่วงเดือน ก.ค. 2565 แพทย์ไทยอย่างน้อย 2 คน คือ นพ. ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ นพ. มนูญ ลีเชวงวงศ์ แพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ ได้ออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับการกลับมาปะทุซ้ำของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในผู้ป่วยที่ได้รับยาต้านไวรัสจนครบคอร์สและหายป่วยแล้ว
นพ. ธีระวัฒน์โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันที่ 22 ก.ค. อ้างรายงานจากสหรัฐฯ ที่วิเคราะห์ข้อมูลผู้ติดเชื้อโควิด-19 ระหว่างวันที่ 1 ม.ค.- 8 มิ.ย. 2565 โดยในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยที่รักษาด้วยยาแพ็กซ์โลวิด 11,270 คน และผู้ที่รักษาด้วยยาโมลนูพิราเวียร์ 2,374 คน ภายในระยะเวลา 5 วันหลังจากมีการติดเชื้อ พบว่าผู้ป่วยตรวจพบเชื้อซ้ำหลังจากรักษาหายแล้วหรือ rebound โดยมีทั้งกลุ่มที่ไม่มีอาการ กลุ่มที่มีอาการไข้ หนาวสั่น เจ็บคอ ไม่รับรสและกลิ่น และกลุ่มที่ต้องเข้าโรงพยาบาล
นพ.ธีระวัฒน์ระบุว่า การกลับมาพบเชื้อหรือป่วยซ้ำของผู้ที่รับยาแพ็กซ์โลวิดและยาโมลนูพิราเวียร์นั้น “ไม่แตกต่างกัน” แต่คนที่มีโรคประจำตัวจะพบการปะทุซ้ำของเชื้อมากกว่า
“ความเสี่ยงระหว่างการใช้ยาทั้งสองชนิดนี้ไม่แตกต่างกัน แต่ขึ้นกับภาวะหรือโรคประจำตัวของผู้ติดเชื้อ มีโรคหัวใจ ความดันสูง มะเร็ง โรคอัมพฤกษ์ โรคปอด โรคไต โรคตับ อ้วน เบาหวาน โรคทางระบบภูมิคุ้มกัน การได้รับการเปลี่ยนถ่ายอวัยวะ รวมถึงการให้ยาต้านภูมิคุ้มกัน และไม่เกี่ยวพันกับการได้รับวัคซีนหรือไม่”
“สาเหตุกลไกของการกลับมาใหม่ไม่ทราบแน่ชัด แต่อาจเกี่ยวเนื่องกับการรักษาไม่สามารถกำจัดไวรัสไปได้อย่างหมดจด หรือไวรัสดื้อยา?” นพ.ธีระวัฒน์ ระบุ
ด้าน นพ.มนูญให้ข้อมูลผ่านทางเฟซบุ๊กในช่วงเวลาใกล้เคียงกันว่า มีรายงานว่าผู้ป่วยโควิด-19 ที่ได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสแพ็กซ์โลวิดหรือโมลนูพิราเวียร์นาน 5 วัน ผู้ป่วยรู้สึกดีขึ้นและอาจมีผลการตรวจการติดเชื้อ เช่น ATK เป็นลบ แต่ 2-8 วันหลังหยุดยา กลับมามีอาการป่วยใหม่เหมือนกับการป่วยครั้งแรก และผลการตรวจการติดเชื้อ ATK กลายเป็นบวกอีกหรือเรียกว่า Covid-19 rebound
“ปรากฎการณ์เช่นนี้พบได้น้อยแค่ 1-2 % เท่านั้น หลังกลับมาป่วย ไม่ต้องกินยาต้านไวรัสใหม่อีกรอบ แต่ขอให้กักตัวอย่างน้อย 5 วันนับจากวันที่เริ่มป่วยรอบที่สอง และใส่หน้ากากอนามัยต่ออีก 5 วันจนครบ 10 วัน”
นพ. มนูญระบุอีกว่า “เมื่อคนไทยส่วนใหญ่เข้าถึงยาโมลนูพิราเวียร์ เราจะเห็นปรากฏการณ์ Covid-19 rebound หลังกินยาโมลนูพิราเวียร์มากขึ้น” พร้อมกับยกตัวอย่างผู้ป่วยหญิงวัย 60 ปี คนหนึ่งที่ได้รับยาโมลนูพิราเวียร์จนครบ 5 วัน ผลตรวจ ATK เป็นลบ แต่หลังจากนั้น 7 วัน กลับมาเจ็บคอ เสียงแหบ ผลตรวจ ATK กลับมาเป็นบวกอีก ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็น Covid-19 rebound จากการใช้ยาโมลนูพิราเวียร์
นพ. มนูญย้ำว่าผู้ที่กลับมาป่วยใหม่ไม่ต้องกินยาต้านไวรัสอีก ให้กินยาตามอาการ หลังจากนั้นจะหายเอง
ศูนย์ควบคุมโรคติดต่อสหรัฐฯ แนะนำว่าอย่างไร
วันที่ 24 พ.ค. ศูนย์ควบคุมโรคติดต่อสหรัฐฯ ได้ออกคำแนะนำว่าด้วยการกลับมาปะทุซ้ำของเชื้อไวรัสในผู้ป่วยโควิด-19 ที่รักษาด้วยยาแพ็กซ์โลวิด โดยยืนยันว่าแพ็กซ์โลวิดยังคงเป็นยาต้านไวรัสที่ผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีอาการน้อยถึงปานกลาง ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะมีอาการรุนแรง ควรได้รับทันทีหลังมีอาการป่วย เพราะยาชนิดนี้มีประสิทธิภาพในการป้องกันไม่ให้อาการทรุดหนักและลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต
ส่วนการกลับมาตรวจพบเชื้อไวรัสหรือมีอาการป่วยอีกครั้งมักจะเกิดขึ้นในช่วง 2-8 วันหลังจากผู้ป่วยอาการดีขึ้น การป่วยในรอบใหม่นี้อาการมักไม่รุนแรง และไม่จำเป็นต้องได้รับยาต้านไวรัสอีก ศูนย์ควบคุมโรคฯ แนะนำให้ผู้ป่วย Covid-19 rebound กักตัวและสวมหน้ากากอนามัยต่อไปอีกอย่างน้อย 10 วัน
“หากคุณตรวจพบว่าติดเชื้อโควิด-19 และหายป่วยแล้วในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา คุณมีโอกาสที่ตรวจพบเชื้อไวรัสหรือกลับมาป่วยซ้ำ หากผลตรวจหาเชื้อเป็นบวกอีกครั้ง คุณจะต้องแยกกักตัวอีก 5 วัน หลังจากนั้นหากอาการดีขึ้นและไม่มีไข้เลยเป็นเวลา 24 ชั่วโมง แม้ไม่ได้กินยาลดไข้ คุณจึงจะสามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้”
นอกจากนี้ ศูนย์ควบคุมฯ ยังขอความร่วมมือให้ผู้ป่วยที่กลับมาป่วยหรือพบเชื้อซ้ำหลังได้รับการรักษาด้วยยาแพ็กซ์โลวิดติดต่อให้ข้อมูลกับ บ.ไฟเซอร์เพื่อประโยชน์ในการศึกษาวิจัยต่อไป